โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (3) | พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ (ฉบับประจำวันที่ 8-14 มีนาคม 2567 ฉบับที่ 2273)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 มี.ค. 2567 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2567 เวลา 03.09 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ

ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (3)

องค์ประกอบของพระปรางค์ส่วนถัดมาคือ “มณฑปทิศ” โดยในปัจจุบัน ภายในมณฑปทิศทั้ง 4 องค์ ประดิษฐานพระพุทธรูปที่แสดงพุทธประวัติตอนประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน

แต่จากหลักฐานการบูรณะใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุเอาไว้ว่า ไม่ปรากฏข้อมูลแน่ชัดว่าภายในประดิษฐานรูปเคารพอะไร เพราะหลงเหลือเพียงแท่นฐานเท่านั้น

ส่วนพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นการนำมาประดิษฐานใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งสิ้น มิใช่ของเดิมตั้งแต่เมื่อแรกสร้างแต่อย่างใด

ดังนั้น เมื่อมิใช่มณฑปที่ตั้งใจแสดงพุทธประวัติ ปัญหาสำคัญคือ มณฑปเหล่านี้แสดงความหมายอะไรในโครงสร้างแผนผังจักรวาล

นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่า มณฑปทิศทั้ง 4 แสดงความหมายของวิมานท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ทิศบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ซึ่งหากพิจารณารูปแบบสถาปัตยกรรม, ประติมากรรม และข้อความในคัมภีร์ไตรภูมิโลกวินิจฉัยประกอบ

ผมคิดว่าสมมุติฐานนี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด

ตัวมณฑปทิศออกแบบเป็นอาคารจตุรมุขทรงปราสาทยอดมณฑป ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมลักษณะดังกล่าวเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง “ปราสาท” หรือ “วิมาน” ฉะนั้น การตีความว่าเป็น “วิมาน” ของท้าวจตุโลกบาลจึงมีความเป็นไปได้

ยิ่งพิจารณาร่วมกับประติมากรรมประดับบริเวณชั้นเชิงบาตรที่ฐานของมณฑปทั้ง 4 ทิศจะพบว่า มณฑปทิศเหนือและทิศใต้ทำเป็นรูปยักษ์หรือกุมภัณฑ์แบก ส่วนมณฑปทิศตะวันออกและตะวันตก ทำเป็นรูปคล้ายเทวดาหรือคนธรรพ์แบก ซึ่งหากนำไปเทียบเคียงกับเนื้อความในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 ก็จะพบนัยสำคัญบางประการที่เชื่อมโยงกัน

ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 อธิบายท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 องค์ไว้ว่า “ท้าวธตรฐ” ประจำทิศตะวันออก เป็นใหญ่ในหมู่คนธรรพ์, “ท้าววิรุฬหก” ประจำทิศใต้ เป็นใหญ่ในหมู่กุมภัณฑ์, “ท้าววิรูปักข์” ประจำทิศตะวันตก เป็นใหญ่ในหมู่นาค และ “ท้าวเวสสุวัณ” ประจำทิศเหนือ เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์

ที่น่าสนใจคือ ประติมากรรมประดับชั้นเชิงบาตรทั้ง 4 ด้านของมณฑปทิศมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับบริวารของท้าวจตุโลกบาลแต่ละองค์อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ มณฑปทิศเหนือ (ท้าวเวสสุวัณ) ที่เป็นใหญ่เหนือหมู่ยักษ์ ประติมากรรมที่ชั้นเชิงบาตรก็ทำเป็นรูปยักษ์แบก ส่วนมณฑปทิศใต้ (ท้าววิรุฬหก) ที่เป็นใหญ่เหนือกุมภัณฑ์ ประติมากรรมที่ชั้นเชิงบาตรก็ทำเป็นรูปกุมภัณฑ์ เช่นกัน

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า คำอธิบายทั่วไปเมื่อพูดถึงประติมากรรมที่ชั้นเชิงบาตรของมณฑปทิศเหนือและทิศใต้ มักจะกล่าวกันว่าเป็นรูปกุมภัณฑ์แบกทั้งหมด

แต่หากพิจารณาในเชิงประติมานวิทยาก็จะพบว่า การวาดรูปยักษ์และกุมภัณฑ์ตามจินตนาการของช่างในอดีตนั้นมีลักษณะแทบไม่แตกต่างกันเลย

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า ประติมากรรมที่ชั้นเชิงบาตรมณฑปทิศเหนือและทิศใต้ที่แสดงประติมานวิทยาที่เหมือนกัน อาจแสดงความหมายที่แตกต่างกันได้ คือ ทิศเหนือเป็นยักษ์ ส่วนทิศใต้เป็นกุมภัณฑ์

เมื่อพิจารณามณฑปทิศตะวันออกและทิศตะวันตกก็จะพบลักษณะแบบเดียวกัน กล่าวคือ มณฑปทิศตะวันออก (ท้าวธตรฐ) ที่เป็นใหญ่ในหมู่คนธรรพ์ ประติมากรรมที่ชั้นเชิงบาตรก็ทำเป็นรูปคนธรรพ์อย่างสอดคล้องกันพอดี

ส่วนมณฑปทิศตะวันตก (ท้าววิรูปักษ์) ที่เป็นใหญ่ในหมู่นาค ประติมากรรมที่ชั้นเชิงบาตรก็ทำเป็นรูปมนุษย์ ซึ่งที่ผ่านมาถูกอธิบายว่าเป็นคนธรรพ์เช่นเดียวกับมณฑปทิศตะวันออก

อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ อาจจะมิได้หมายถึงคนธรรพ์ก็เป็นได้ เนื่องจากนาคในความเชื่อของสังคมไทยก็มักที่จะปรากฏกายในรูปลักษณะมนุษย์อยู่เสมอ และการเขียนภาพนาคในภาพจิตรกรรมหรือประติมากรรมในอดีตก็มีหลายชิ้นที่แสดงออกในรูปของมนุษย์

ที่สำคัญในคัมภีร์ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 เมื่ออธิบายถึงกองทัพนาคก็จะอธิบายโดยสื่อถึงรูปกายของนาคในลักษณะที่เป็นมนุษย์เช่นกัน

ดังนั้น ประติมากรรมรูปมนุษย์ที่ชั้นเชิงบาตรของมณฑปทิศตะวันตกก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่จะแสดงความหมายของนาค

นอกจากนี้ ประติมากรรมรูปยักษ์ กุมภัณฑ์ คนธรรพ์ และนาค บริเวณชั้นเชิงบาตรที่ฐานมณฑปทิศทั้ง 4 ยังเชื่อมโยงกับเนื้อความในคัมภีร์ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 ที่อธิบายถึงการวางตำแหน่งกองรักษาพิภพดาวดึงส์บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุได้อย่างลงตัว ดังนี้

“…ท้าวจตุโลกบาลจึงตั้งพวกพลทหารเป็น 4 กอง พิทักษ์รักษาอยู่ในทิศทั้ง 4 ท้าวธตรัฏฐมหาราชนั้นตั้งคนธรรพเสนาแสนหนึ่ง…พิทักษ์รักษาอยู่ด้านฝ่าข้างบุรพทิศตะวันออก ท้าววิรุฬหกมหาราชนั้นตั้งกองกุมภัณฑ์เสนาแสนหนึ่ง…พิทักษ์รักษาอยู่ด้านข้างทักษิณทิศใต้ ในด้านข้างปัจฉิมทิศตะวันตกนั้นท้าววิรูปักขมหาราชตั้งนาคเสนาแสนหนึ่ง…ในด้านข้างอุดรทิศฝ่ายเหนือนั้นท้าวเวสสุวรรณมหาราชตั้งยักขเสนาแสนหนึ่ง…”

จะเห็นว่า การตั้งกองรักษาพิภพดาวดึงส์ดังกล่าวสัมพันธ์กับรูปประติมากรรมยักษ์แบก กระบี่แบก และเทวดาแบกที่บริเวณชั้นฐานประทักษิณขององค์พระปรางค์ประธานที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

และทำให้ข้อสันนิษฐานว่า มณฑปทิศทั้ง 4 สื่อสัญลักษณ์ของวิมานท้าวจตุโลกบาลบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาที่โอบล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 น่าเชื่อถือมากขึ้น

ถัดออกไปจากฐานพระปรางค์ ถูกออกแบบให้เป็นลานขนาดใหญ่ปูด้วยศิลา ในเชิงสัญลักษณ์ของการจำลองจักรวาล ย่อมตีความพื้นที่ลานโดยรอบนี้เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการเป็นสัญลักษณ์ของมหาสมุทรที่อยู่ถัดออกมาจาก “เขาสัตตบริภัณฑ์” และเป็นที่ตั้งของ “ทวีปทั้ง 4”

ในกรณีนี้ ทวีปทั้ง 4 จะถูกแทนค่าความหมายผ่าน “แท่นศิลา” ที่ตั้งอยู่บนลานรอบพระปรางค์ทั้ง 4 มุม หลักฐานที่ช่วยยืนยันการตีความดังกล่าวคือ เอกสารการบูรณปฏิสังขรณ์ใหญ่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่จดเอาไว้ว่า แต่เดิมแท่นศิลาทั้ง 4 มุมเคยมีต้นไม้ประกอบอยู่ด้วยแท่นละ 1 ต้น โดยไม่ได้ระบุไว้ว่าเป็นต้นอะไร

กล่าวในเชิงสัญลักษณ์ การปลูกต้นไม้ประกอบตัวแท่นศิลาดังกล่าว มีความสอดคล้องกับการอธิบายลักษณะของทวีปทั้ง 4 ตามขนบจารีตที่ปรากฏในคัมภีร์ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 และสมุดภาพไตรภูมิหลายฉบับ

การอธิบายทวีปทั้ง 4 ตามคัมภีร์เรื่องโลกศาสตร์ต่างๆ นั้นนอกจากจะอธิบายถึงขนาดความกว้างความยาวของแต่ละทวีปแล้ว การอธิบายลักษณะสำคัญของแต่ละทวีปจะถูกนำเสนอผ่านสิ่งสำคัญ 2 ประการคือ หนึ่งรูปพรรณสัณฐานของทวีป และสอง ต้นไม้ประจำทวีป ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“อุตตรกุรุทวีป” มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำทวีป, “ปุฟพวิเทหทวีป” มีสัณฐานเป็นรูปวงกลม มีต้นซึกเป็นต้นไม้ประจำทวีป, “ชมพูทวีป” มีสัณฐานดั่งเรือนเกวียน มีต้นหว้าเป็นต้นไม้ประจำทวีป และ “อมรโคยานทวีป” มีสัณฐานเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มีต้นกระทุ่มเป็นต้นไม้ประจำทวีป

ในสมุดภาพไตรภูมิก็เช่นกัน เมื่อช่างเขียนต้องการจะแสดงลักษณะของทวีปต่างๆ ช่างจะเขียนให้ทวีปแต่ละทวีปมีรูปร่างแตกต่างกันตามลักษณะที่ปรากฏในคัมภีร์ และจะทำการเขียนต้นไม้ประจำทวีปประกอบอยู่ภายในเสมอ พร้อมตัวอักษรอธิบาย

วิธีการนำเสนอลักษณะทางกายภาพของทวีปทั้ง 4 ตามหลักฐานข้างต้น เมื่อย้อนพิจารณาแท่นศิลาทั้ง 4 มุมของพระปรางค์วัดอรุณฯ ผมจึงเห็นว่ามีความเป็นไปได้มากที่แท่นศิลาทั้ง 4 มุมนี้จะถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนค่าความหมายของทวีปทั้ง 4 ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ตั้งของแท่นศิลาที่ตั้งอยู่กลางลานรอบพระปรางค์ที่หมายถึงมหาสมุทร รวมไปถึงการปลูกต้นไม้ประกอบแท่นศิลาแห่งละ 1 ต้น ซึ่งสอดรับกับการแสดงออกทางศิลปะแบบจารีตของช่างไทยที่นิยมแสดงลักษณะของทวีปต่างๆ ผ่านสัญลักษณ์ต้นไม้

อย่างไรก็ตาม ทวีปทั้ง 4 อาจถูกแทนด้วยสัญลักษณ์อื่นซึ่งมิใช่แท่นศิลา 4 มุมก็เป็นได้ โดยหากพิจารณาแผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย (พ.ศ.2430) ก่อนการบูรณะใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็จะเห็นว่าบริเวณที่เป็นแนวรั้วพระปรางค์ปัจจุบัน จะเป็นตำแหน่งของ “วิหารคด” 4 หลัง ตั้งอยู่ที่มุมทั้ง 4 และอาคารเก๋งจีนอีก 3 หลังตั้งอยู่โดยรอบ ซึ่งหากแท่นศิลาทั้ง 4 มุมมิใช่สัญลักษณ์ของทวีปทั้ง 4 ก็มีความเป็นไปได้ที่วิหารคด ตั้ง 4 มุมของพระปรางค์จะแสดงความหมายของการเป็นทวีปทั้ง 4 แทน

แต่กระนั้น หลักฐานที่หลงเหลืออยู่เกี่ยวกับวิหารคดทั้ง 4 ไม่มีเหลืออยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมที่ปรากฏอยู่ภายใน หรือศิลปกรรมประกอบอื่นๆ ฉะนั้น การตีความหมายของวิหารคดจึงไม่สามารถทำได้ชัดเจนนัก

และทำให้ผมเลือกที่จะสันนิษฐานว่า ทวีปทั้ง 4 คือ แท่นศิลาประจำมุม 4 มุมที่ตั้งอยู่บนลานพระปรางค์วัดอรุณฯ

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (3) | พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ (ฉบับประจำวันที่ 8-14 มีนาคม 2567 ฉบับที่ 2273)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...