โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติพลิกชะตาชีวิต

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.51 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 11.51 น. • มินตราวดี
ทหารหญิงยศพลตรียุค 2020 ต้องทะลุมิติมายังยุคจีนโบราณ เธอจะสามารถพลิกชะตาชีวิตของตัวเองและครอบครัวได้หรือไม่ การมาครั้งนี้ของเธอไม่ได้มามือเปล่าเธอมาพร้อมกับของวิเศษจากท่านเทพ เป็นมิติกับบ่อน้ำวิเศษ!!!

ข้อมูลเบื้องต้น

สวัสดีค่ะ มาอีกหนึ่งเรื่อง นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่ท้าทายความสามารถของไรท์มาก ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่าไรท์ชอบอ่านนิยายแนวจีนย้อนยุคมากถึงมากที่สุด เลยมีความคิดว่าอยากจะแต่งนิยายจีนขึ้นมาเองสักหนึ่งเรื่อง เอาไว้อ่านสนองความต้องการของตัวเอง ไรท์ไม่เคยแต่งแนวนี้มาก่อนเลยต้องขอออกตัวก่อน หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมาล่วงหน้า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการล้วนๆ อาจจะมีความไม่สมเหตุสมผลไปบ้างก็ต้องขออภัย

การแต่งนิยายในครั้งนี้ อยากจะให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านได้รับความสนุกสนานและมีความสุขไปกับการอ่านนิยายเรื่องนี้ ทุกวันนี้เราก็เครียดกับงานกับอะไรหลายๆอย่างกันมาแล้ว จะให้มานั่งเครียดกับการอ่านนิยายอีกก็ไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นไรท์ก็อยากจะแต่งนิยายเป็นการผ่อนคลาย และอยากให้ทุกคนได้ผ่อนคลายกับการเข้ามาอ่านเช่นกัน

มาพูดถึงนิยายเรื่องนี้กัน นิยายเรื่องนี้จะเป็นนิยายแนวสโลไลฟ์ จีนย้อนยุค อาจมีดราม่าบ้างแต่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป เน้นการสร้างเนื้อสร้างตัว นางเอกเก่ง พระเอกเก่ง และจบแบบสุขนิยม ถ้าใครชอบนิยายแนวนี้ฝากนิยายเรื่อง ทะลุมิติพลิกชะตาชีวิต เอาไว้ด้วยนะคะ

ปล. ไรท์เป็นนักเขียนหน้าใหม่มากหากท่านใดอยากจะแนะนำสามารถแนะนำได้เลยนะคะพร้อมรับฟังและนำไปพัฒนาฝีมือต่อไป แต่ขอนิดหนึ่งนะคะ..ขอให้ทุกท่านแนะนำแบบสุภาพหน่อยนะคะ ช่วงนี้ใจบางมาก ขอบคุณล่วงหน้าจากใจ…มินตราวดี

ชื่อของฉันคือ ดอกแก้ว

“ดอกแก้ว ดอกแก้ว”

การเรียกชื่อที่เหมือนจะเป็นการล้อเลียน เธอโดนแบบนี้เป็นประจำจนรู้สึกชินชากับมันไปเสียแล้ว

“มีอะไรเหรอ”

ดอกแก้วหันไปถามเพื่อนร่วมงานที่ไม่ค่อยได้สนิทกับเธอเท่าไหร่ เธอทำหน้าเฉยๆใส่ วันนี้นึกยังไงถึงได้เรียกเธอนะ แถมน้ำเสียงที่เรียกชื่อนั้น..เหอะ ช่างเหอะ ดอกแก้วไม่ได้สนใจอะไรมาก เธอเป็นคนไม่ค่อยสนใจใครอยู่แล้ว และถ้าถามว่าโกรธไหมที่มีแต่คนล้อชื่อที่แสนจะเชยของตัวเองแบบนี้ เธอก็เคยโกรธ โกรธมากจนต้องมาถามตัวเองว่าเราจำเป็นต้องโกรธอะไรมากขนาดนี้เลยเหรอ ชื่อนี้เป็นชื่อที่พ่อกับแม่ของเราเป็นคนตั้งให้นะ เราควรจะพอใจไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ก็ปี 2020 แล้ว เธอไม่พอใจเธอก็แค่ไปเปลี่ยนชื่อก็ได้ แต่เธอไม่คิดจะไม่เปลี่ยนชื่ออย่างแน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อแม่ได้ให้ไว้กับเธอ ปัจจุบันเธอเป็นทหารยศพลตรี พลตรีหญิงดอกแก้ว คือชื่อของเธอเอง

“เอ่อ..ดอกแก้ววันนี้เรามีจัดเลี้ยงที่กรมกัน ฉันจะถามว่าเธอจะมาร่วมงานหรือเปล่า”

เพื่อนร่วมงานของดอกแก้วเป็นคนถาม ดอกแก้วทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย ทำไมวันนี้ผู้หญิงคนนี้ถึงมาคุยกับเธอได้

“ไม่อะ ขอบคุณนะ”

ดอกแก้วพูดสั้นๆอย่างเฉยชาแล้วเธอก็หันหลังเดินจากไป การกระทำแบบนี้ของดอกแก้วทำให้คนที่มองเธออยู่ถึงกับเบ้ปากมองอย่างไม่พอใจ

ดอกแก้วเป็นหญิงที่ห้าวหาญเกินชื่อของตัวเอง เธอไม่ได้เป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยอ่อนหวาน แต่ตรงกันข้ามเลย บางครั้งเธอมุทะลุยิ่งกว่าผู้ชายบางคนเสียอีก เธอเป็นเด็กกำพร้าพ่อกับแม่ของเธอเสียเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ ตั้งแต่นั้นมาเธอใช้ชีวิตคนเดียวมาตลอดทำให้เธอกลายเป็นคนที่นิ่งมากกว่าเดิมหลายเท่า ดอกแก้วมีเพื่อนน้อยมาก ความชอบของเธอคือชอบอ่านนิยายแนวย้อนยุคย้อนอดีตทะลุมิติ และที่ชอบที่สุดคือนิยายจีนย้อนยุค ความชอบของเธอมีแรงบันดาลใจมาจากการแต่งกายของจีนโบราณ เธอแอบคิดว่าสักวันหนึ่งเธอจะใช่ชุดจีนโบราณสักครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ดอกแก้วกลับมาถึงที่พักของตัวเองเรียบร้อยแล้ว เธอนอนอ่านนิยายออนไลน์อยู่ดีๆก็มีข้อความปรากฎขึ้นมาให้เธอเห็นว่า

อยากไปใช้ชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่โลกนี้หรือไม่??

ดอกแก้วมองข้อความตรงหน้าพร้อมคิดในใจว่ามันเป็นไวรัสหรือเปล่าถ้าเธอกดคำว่าใช่ แต่คำถามของมันเหมือนจะดึงดูดให้เธอตอบ เธอค่อยๆเอานิ้วของตัวเองจิ้มลงไปที่คำว่า ใช่

คุณอยากจะไปใช้ชีวิตที่โลกใด?

ดอกแก้วชะงักหรือมันจะเป็นแบบสอบถามธรรมดา เธอค่อยๆพิมพ์กรอกคำว่า ยุคจีนโบราณ เมื่อเธอส่งคำตอบ ก็มีคำถามถามขึ้นมาเรื่อยๆ เธอก็กดส่งคำตอบไปเรื่อยๆเหมือนกัน ข้อความถามถึงความต้องการที่เธออยากได้ เธอก็ตอบไปว่าเธอต้องการครอบครัวที่อบอุ่นและรักกันอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เธอกดส่งคำตอบและใช้นิ้วมือเกลี่ยน้ำตาออกจากทางหางตา เธอคิดถึงพ่อกับแม่ของเธอเหลือเกิน พอตอบเสร็จก็มีแสงจ้าออกมาจากมือถือแล้วก็จางหายไป พร้อมข้อความที่แจ้งเตือนเป็นครั้งสุดท้ายว่า

คุณมีเวลาเตรียมพร้อมอีกสามวัน

นี่มันเรื่องอะไรมีเวลานับถอยหลังด้วย เธอตื่นตระหนกขึ้นมาทันที หรือเราจะต้องตายเหรอ เธอเริ่มคิดมากเพราะเธออ่านนิยายแนวทะลุมิติหรือแนวเกิดใหม่เยอะมาก หรือเธอจะต้องย้อนไปในอดีตเหรอ? แล้วเราจะต้องทำยังไงต่อไป เธอนิ่งไปเมื่อไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นอีก เธอถอนหายใจและลุกขึ้นไปอาบน้ำเพื่อนอนพักผ่อน

“เอ๊ะ นี่มันที่ไหน”

ดอกแก้วพูดกับตัวเอง เธอมองไปรอบๆไม่เห็นอะไรเลย สถานที่ที่เธอยืนอยู่ตอนนี้เป็นลานโล่งกว้าง ไม่มีอะไรเลย เธอเดินไปเรื่อยๆและกรี๊ดจนสุดเสียงเมื่อได้เจอกับผู้ชายที่ใส่ชุดจีนโบราณยืนอยู่ตรงหน้าของเธอ เขาโผล่มาตอนไหนกันนะ

“นังหนูหยุดร้องเสียเถิดข้าหนวกหูจะแย่อยู่แล้ว”

เสียงที่พูดเหมือนอ่อนล้าบอกกับดอกแก้ว ดอกแก้วเงียบเสียงลงทันทีเมื่อผู้ชายตรงหน้าพูดกับตัวเอง

“ทะท่านคือใครคะ”

ดอกแก้วถามเสียงสั่นเพราะตอนนี้เธอเริ่มรู้สึกกลัว เธออาจจะเก่งในทุกอย่าง แต่เรื่องที่เธอกลัวที่สุดคือเธอกลัวผี อย่าหัวเราะเธอนะเพราะเธอกลัวมันจริงๆ

“ข้าไม่ใช่ผีอย่างที่เจ้าคิด ข้าเป็นเทพผู้ชี้นำ เจ้าเป็นผู้ที่ถูกเลือกให้ไปใช้ชีวิตใหม่และเจ้าก็ตอบคำถามมาหมดทุกข้อแล้ว”

ดอกแก้วเมื่อได้ยินที่ชายใส่ชุดจีนโบราณพูดก็ตกใจ และนึกถึงแบบสอบถามที่เธอได้ตอบก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที หรือจะเป็นคำตอบที่เธอกดส่งในมือถือตอนหัวค่ำนะ

“ถูกแล้ว สิ่งที่เจ้าคิดถูกต้องทุกอย่าง”

เทพผู้ชี้นำบอกกับดอกแก้ว ดอกแก้วแอบคิดในใจว่าท่านเทพนิสัยไม่ดีที่แอบฟังความคิดของเธอ แต่จะให้เธอพูดออกไปก็คงไม่กล้า ทำได้แต่คิดในใจ

“ท่านเทพค่ะ ฉันจะตายเหรอคะ”

ดอกแก้วกลั้นใจถามออกไป เธอไม่มีห่วงอะไรแล้วถ้าหากตัวเธอจะต้องตายไปจริงๆ แต่เธอแค่อยากจะรู้ว่าเธอจะได้ไปเกิดที่ไหนและเมื่อไหร่

“เจ้าอย่าคิดอะไรให้มากความเลย ข้าจะบอกให้เจ้าได้กระจ่างเลยตอนนี้”

เทพผู้ชี้นำได้บอกกับดอกแก้ว เธอนั่งฟังอย่างตั้งใจในสิ่งที่ท่านเทพได้บอกกับเธอ สรุปแล้วเธอจะต้องไปช่วยเหลือครอบครัวหนึ่ง เธอจะได้เป็นลูกสาวคนเล็กของบ้าน เธอกำลังจะถามออกไปแต่ท่านเทพบอกให้เธอหยุดพูดลงก่อน หลังจากนั้นภาพที่เธออยู่ตอนนี้ก็หายไปและปรากฏเป็นภาพบ้านหลังเล็กๆที่ทรุดโทรมมากอยู่ตรงหน้า เมื่อเธอเห็นหน้าพ่อและแม่ของเด็กสาวที่ท่านเทพจะให้เธอไปอาศัยร่างอยู่ก็ตกใจ ดอกแก้วอ้าปากค้าง

“พ่อ แม่”

เธอพูดออกมาเบาๆอย่างเลื่อนลอย

“เจ้าอยากจะไปหรือไม่ ที่นั่นมีสิ่งที่เจ้าต้องการ เจ้าจะมีครอบครัวใหม่และมีคนที่รักเจ้า”

เทพเจ้าผู้ชี้นำถามดอกแก้ว เขาไม่ได้บอกกับหญิงสาวผู้นี้ว่า ดวงชะตาของเธอเป็นสิ่งที่ท่านเทพเจ้าแห่งโชคชะตาลิขิตผิดไปเอง ทำให้เธอเกิดผิดชาติผิดภพจนเธอต้องมาเจอกับความทุกข์ยากและไม่มีความสุขเสียที

“ท่านอย่ามาหลอกหนูนะ หนูรู้ว่าพวกท่านทำงานผิดพลาดกันใช่ไหมหนูถึงได้มีชีวิตแบบนี้”

ดอกแก้วแกล้งพูดออกไป เธออ่านนิยายแนวนี้เยอะเลยจินตนาการไปเอง เธอมองหน้าท่านเทพที่ตอนนี้ทำหน้าเลิกลั่ก เธอเห็นหน้าของท่านเทพเริ่มซีด หรือที่เธอแกล้งพูดมันถูกต้อง

“จะเจ้า”

เทพเจ้าผู้ชี้นำถึงกับพูดอะไรไม่ออก ทำไมหญิงสาวผู้นี้ถึงรู้ได้ ดอกแก้วทำหน้านิ่งเอาไว้ก่อน เธอพยายามไม่คิดอะไรในใจ เพราะรู้ว่าท่านเทพที่อยู่ตรงหน้าของเธอนี้อ่านใจของเธอได้

“หนูไม่ว่าอะไรท่านหรอกนะคะ ถ้าหากหนูต้องไป หนูต้องมีของวิเศษติดตัวไปด้วย”

ดอกแก้วบอกความต้องการของตัวเองออกไปทันที ถ้าจะให้เธอไปตัวเปล่าเธอไม่ยอมอย่างแน่นอน อีกอย่างสภาพบ้านและทุกคนที่เธอเห็นในตอนนี้ก็ใกล้จะตายกันแล้วมั้งถึงได้ซูบผอมกันมากขนาดนี้

“แล้วเจ้าต้องการอะไรเล่า”

ดอกแก้วยิ้มกริ่มอย่างพอใจ เมื่อได้ยินท่านเทพถามตนเอง

“หนูอยากได้มิติส่วนตัว ในนั้นขอให้มีห้าง ในห้างนั้นจะต้องมีของทุกอย่างให้หนูใช้แบบไม่มีวันหมด และหนูขอให้ท่านเอาคอนโดของหนู ของๆหนูทุกอย่างเข้าไปไว้ในมิติของหนูด้วย หนูขอเพียงเท่านี้ค่ะ”

เทพผู้ชี้นำถึงกับตาโต เด็กสาวผู้นี้ช่างเป็นเด็กที่ฉลาดเหลือเกิน ดอกแก้วคิดในใจถ้าเอาของจากคอนโดเธอไปหมดรับรองเธอต้องใช้ชีวิตที่นั่นได้อย่างสบายแน่นอน แค่มีของในคอนโดและห้างสรรพสินค้าของเธอ เธอจะพาครอบครัวใหม่ของเธอพลิกชะตาชีวิตขึ้นมารุ่งโรจน์ให้จนได้ เธอตัดสินใจที่จะไปตั้งแต่เธอเห็นหน้าพ่อและแม่ของเด็กสาวผู้นั้นแล้ว

“ได้ เจ้าเตรียมตัวอีกสามวัน และเมื่อถึงเวลาเจ้าจะได้ไปอยู่ในร่างของเด็กสาวที่เจ้าเห็นในตอนนี้”

เธอยิ้มและพยักหน้าให้กับท่านเทพ อีกสามวันเธอจะได้มีครอบครัวใหม่แล้ว เธอคิดอย่างตื่นเต้น เธอได้ถามท่านเทพแล้วว่าเด็กสาวคนนี้ต้องตายอยู่แล้วใช่ไหม ท่านเทพบอกว่าใช่และไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร เพราะเธอคือเด็กสาวคนนั้นและเด็กสาวคนนั้นก็คือเธอ เธอรับรู้แค่นี้หลังจากนั้นเธอก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลยจนถึงเช้า

ดอกแก้วตื่นขึ้นมาตามเวลาปกติ เธอนั่งคิดว่าเธอฝันไปหรือเปล่า ท่านเทพบอกก่อนจะจากเธอไป ท่านบอกว่าตอนนี้เธอมีมิติแล้วให้เก็บของอะไรเข้าไปก็ได้ เพียงแค่นึกว่าอยากจะเก็บเท่านั้นก็พอ เธอหันไปเห็นแก้วน้ำ เธอลองนึกว่าเธอเก็บมัน จากนั้นมันก็หายไปทันที เธออยากรู้ว่าเธอมีห้างจริงหรือเปล่าเธอลองนึกว่าเธออยากได้ของ เธอตกใจที่มีรายการต่างๆเด้งขึ้นมาให้เธอเลือก เธอยิ้มกว้างอย่างดีใจ วันนี้เธอโทรลาป่วยกับผู้บังคัญบัญชาการของเธอทันที ตอนนี้เธอไม่สนใจอะไรแล้ว เธอจะลาป่วยไปเลยทั้งสามวัน เพราะยังไงเธอก็ต้องจากไปอยู่ดี เอาเวลาที่เหลือไปถอนเงิน ขายหุ้น ซื้อทอง จะดีกว่า

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ดอกแก้วจะต้องไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่สามของเธอ เธอค่อยๆหลับตาลง หลังจากนั้นเธอก็หมดลมหายใจลงทันที

“ฮวาเอ่อร์ ฮวาเอ่อร์ ฟื้นเถอะลูก”

เสียงร่ำไห้ของใครหลายๆคนส่งเสียงเรียกจนดอกแก้วเริ่มรู้สึกรำคาญ เธอตกใจลืมตาขึ้นมาทันที เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองได้ตายจากโลกนู้นแล้ว ตอนนี้เธอมาอยู่ในร่างของเด็กอายุสิบสี่หนาวแล้วเหรอเนี้ย จากผู้ใหญ่อายุสามสิบแปดปีมาอยู่ในร่างของเด็กน้อย

“ท่านแม่น้องเล็กฟื้นแล้วขอรับ”

หนิงเหอบอกกับท่านแม่ของตนเอง ดอกแก้วมองไปรอบๆด้วยความงุนงง เธอไม่รู้ว่าตอนนี้เธอต้องทำตัวแบบไหน แต่อยู่ๆเธอก็ปวดหัวขึ้นมาอย่างรุนแรง ตอนนี้ภาพความทรงจำของร่างนี้ค่อยๆถาโถมเข้ามาในหัวของเธอ เธอได้ยินเสียงของทุกคนเรียกเธอด้วยความเป็นห่วง

“ท่านพ่อ น้องเล็กเป็นอะไรไปขอรับ”

หนิงหวงพี่ชายคนโตพูดอย่างตกใจที่เห็นน้องเล็กยกมือกุมหัวของตัวเองและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ผ่านไปสักพักดอกแก้วรู้สึกว่าความเจ็บปวดค่อยๆจางหายไป ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าเธอคือใคร และคนที่อยู่รอบตัวของเธอตอนนี้มีใครบ้าง เธอค่อยๆมองไปที่พ่อและแม่ของตัวเอง ช่างเหมือนเหลือเกิน คุณพ่อคุณแม่ดอกแก้วคิดถึงทั้งสองคนจังเลย เธอคิดในใจและร้องไห้ออกมาอย่างทนไม่ไหวอีกต่อไป

“ฮวาเอ่อร์เป็นอะไรไปลูก เจ็บตรงไหนบอกแม่มาสิลูก”

ดอกแก้วได้ยินเสียงของแม่ที่ถามออกมาด้วยความห่วงใยเธอก็รู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา ตอนนี้เธอไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว

“ฮวาเอ่อร์บอกพ่อก็ได้ตอนนี้เจ้ารู้สึกอย่างไร”

เมื่อดอกแก้วได้ยินพ่อกับแม่ของตัวเองถามด้วยความเป็นห่วงก็ยิ่งร้องไห้หนักเข้าไปใหญ่่ ทุกคนมองเธอเหมือนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี

“น้องเล็ก น้องเล็ก เป็นอะไร”

พี่ใหญ่กับพี่รองถามน้องสาวด้วยความตกใจ ทั้งสองคนเป็นห่วงน้องสาวของตัวเองมาก ดอกแก้วหันไปมองหน้าของเด็กผู้ชายสองคนที่ตอนนี้ได้กลายเป็นพี่ชายของเธอเรียบร้อยแล้ว เธอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข วันนี้เธอมีพ่อมีแม่มีพี่ชายสองคนและเธอเป็นน้องเล็กที่สุดของบ้านนี้

“ขะขอน้ำ”

ดอกแก้วพูดออกมาเป็นครั้งแรก เธอเหนื่อยมาก ร่างนี้ช่างอ่อนแอเหลือเกิน เมื่อเธอได้ดื่มน้ำที่ท่านแม่ส่งมาให้ก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ต่อไปนี้เธอคือ หนิงฮวา หรือ ฮวาเอ่อร์ ของทุกคน

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่”

ดอกแก้วเรียกทุกคนจนครบ ทุกคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว

“มีอะไรเหรอฮวาเอ่อร์บอกพวกเรามาได้เลย”

ดอกแก้วได้ยินที่พ่อพูดกับเธอ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เธอตัดสินใจที่จะบอกความจริงกับทุกคน แต่เธอจะบอกไม่หมดว่าลูกคนเดิมของพวกท่านและน้องคนเดิมของพี่ชายทั้งสองได้ตายจากไปแล้วจริงๆ เธอจะบอกว่าเธอได้ตายไปแล้วหนึ่งครั้ง และเมื่อวิญญาณของเธอหลุดออกจากร่างเธอได้ไปตามสถานที่ต่างๆและได้เรียนรู้อะไรกลับมาเยอะแยะมากมายเลย เธอเอาแนวคิดนี้มาจากนิยายหลายๆเรื่องที่เธอเคยอ่านเจอ

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ ข้าได้ตายไปแล้วครั้งหนึ่ง”

เมื่อดอกแก้วได้บอกออกไปส่งผลให้แม่ของเธอเกือบจะเป็นลม เธอเห็นพี่ชายทั้งสองของเธอรีบเข้าไปประคองท่านแม่อย่างรวดเร็ว

“แต่ตอนนี้ข้าไม่ได้เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ ข้ากลับมาหาทุกคนแล้ว”

เธอบอกทุกคนให้ได้สติ เพราะทุกคนดูตกใจมากที่เธอพูดออกไปแบบนั้น เธอบอกทุกคนว่าเธอได้รับพรจากท่านเทพมาด้วยและเมื่อเธอฟื้นขึ้นมาแล้ว เธอต้องหมั่นทำความดีและช่วยเหลือคนให้มากๆ อีกทั้งเธอยังมีความลับที่อยากจะบอกกับทุกคนอีกด้วย

“ความลับอะไรหรือฮวาเอ่อร์”

ท่านพ่อเป็นคนถาม

“ทุกคนเชื่อใจข้าหรือไม่เจ้าคะ”

ดอกแก้วถามกับทุกคน ทุกคนพยักหน้าให้กับเธอคล้ายจะบอกว่าทุกคนเชื่อมั่นในตัวของเธอ ตอนนี้เธอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ต่อไปนี้เธอจะได้อยู่กับครอบครัวที่รักเธอและเธอก็รักทุกคนเหมือนกัน เธอเชื่อในคำพูดของท่านเทพแล้วว่าเธอก็คือเด็กคนนั้นและเด็กคนนั้นก็คือเธอ ความรู้สึกของเธอที่มีต่อทุกคนในตอนนี้เหมือนกับว่าเธอคุ้นเคยและผูกพันกับทุกคนมากจนอธิบายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ เธอหลับตาลงและบอกเจ้าของร่างนี้ภายในใจ

‘ขอบคุณนะที่รักษาร่างนี้เอาไว้เพื่อข้า ข้าจะดูแลทุกคนต่อจากเจ้าเอง’

เมื่อดอกแก้วคิดในใจเสร็จ เธอสัมผัสได้ถึงลมที่พัดผ่านหน้าของเธอไปเบาๆ เธอยิ้มเมื่อสัมผัสกับอะไรบางอย่างได้ หลังจากนี้ไปเธอก็คือฮวาเอ่อร์ของทุกคน และทุกคนก็คือครอบครัวของเธอ ไม่ว่าต่อจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น เธอได้ให้สัญญากับตัวเองเอาไว้แล้ว เธอจะพลิกชะตาชีวิตของเธอและครอบครัวใหม่ของเธอให้อยู่ดีกินดี ครอบครัวของเธอจะต้องเป็นครอบครัวที่มีแต่ความสุขและความร่ำรวยเท่านั้นต่อจากนี้ไป

ข้าคือหลินหนิงฮวา

ตอนนี้เธอมีชื่อว่า หลินหนิงฮวา อายุ 14 ปี มีพี่ชายสองคนด้วยกัน พี่ชายคนโตชื่อหลินหนิงหวง อายุ 16 ปี พี่ชายคนรองชื่อหลินหนิงเหอ อายุ 15 ปี มีบิดาชื่อหลินเฟยเทียน และมีมารดาชื่อหลินหนิงอวี่ ครอบครัวนี้มีด้วยกันทั้งหมดห้าคน ครอบครัวของพวกเราถูกขับไล่ออกมาจากตระกูลอย่างโหดร้าย เนื่องจากเป็นบ้านรองทำให้ครอบครัวใหญ่ไม่พอใจจึงขับไล่พวกเราทุกคนออกมา พวกเราถูกตัดชื่อออกจากผังตระกูลอย่างไร้เหตุผล ทุกคนถูกขับไล่ออกมาโดยไม่ให้มีของติดตัวออกมาสักชิ้นเดียว ดีที่ว่าท่านพ่อและท่านแม่ของพวกเธอฉลาดจึงได้แอบเก็บเงินไม่กี่ตำลึงก่อนออกมาได้ แต่ก่อนพวกเราทุกคนอยู่ในตระกูลถัง ตระกูลถังเป็นตระกูลคหบดีร่ำรวยเพราะมีร้านค้าอยู่หลายร้านที่เมืองหลวง ตระกูลถังทำการค้าขายมาตั้งแต่บรรพบุรุษจึงถือว่าเป็นตระกูลใหญ่อันดับต้นๆในเมืองหลวง พวกเราทุกคนต้องร่อนเร่มาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ หมู่บ้านหยู่เปิงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก ทุกคนไม่ต้องการที่จะถูกตระกูลถังรังแกอีกต่อไปจึงหนีมาไกลขนาดนี้ พวกเราทุกคนเปลี่ยนมาใช้ชื่อตระกูลของแม่ก็คือ ตระกูลหลิน

หลังจากที่ดอกแก้วได้รับความทรงจำเธอถึงกับโกรธแค้นและโมโหเป็นอย่างมากที่บ้านเดิมทำกับทุกคนแบบนี้ แต่ไม่เป็นไรตอนนี้เธอได้มาอยู่ที่นี่แล้ว เธอจะไม่ทำให้ครอบครัวของเธอต้องลำบากอย่างแน่นอน เธอจะพลิกฟ้าท้าชะตาชีวิตให้กับทุกคนเอง เธอจะทำให้ครอบครัวของเธอมีความสุขนับจากนี้ไป เธอจะลืมว่าเธอคือดอกแก้ว ต่อไปข้าคนนี้คือหลินหนิงฮวา

“ทุกคนจับมือข้าเอาไว้นะเจ้าคะ”

หนิงฮวาบอกกับทุกคน ทั้งหมดจับมือเข้าด้วยกัน ทุกคนหายจากบ้านหลังเล็กที่ทรุดโทรมทันที

“ที่นี่คือที่ไหนเหรอน้องเล็ก”

หนิงหวงถามน้องเล็กของตัวเองด้วยความตื่นตระหนก ทุกคนมองไปรอบๆด้วยความตกใจ

“นั่นสิที่นี่คือที่ใดฮวาเอ่อร์”

เฟยเทียนถามบุตรสาวคนเล็กของตนเอง หนิงฮวายิ้มให้กับทุกคนและบอกออกไปว่า

“ที่นี่คือพรที่ข้าได้รับมาจากท่านเทพ ที่นี่มีทุกอย่างให้เรานำออกไปใช้ได้อย่างไม่มีวันหมด และมีบ้านให้พวกเราได้เข้ามาพักผ่อนด้วยเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกทุกคนว่าบ้านที่ว่าก็คือตึกหลายๆชั้นตรงหน้าเรียกว่าคอนโด ท่านเทพได้มอบคอนโดมาทั้งหมดห้าชั้นด้วยกัน หนิงฮวาเองก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน เพราะเพิ่งเคยเข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกับทุกคน และอีกตึกหนึ่งมีชื่อเรียกว่าห้างสรรพสินค้า หนิงฮวาอธิบายให้ทุกคนได้เข้าใจ

“ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านพี่ พวกเราจะไม่ลำบากกันอีกต่อไปแล้วนะเจ้าค่ะ ห้างนี้มีข้าวสารอาหารแห้งของสดก็มีรวมไปถึงเครื่องแต่งกายเครื่องประดับทั้งหลาย ยารักษาโรคก็มี มีอีกเยอะเลยข้าอธิบายให้ทุกคนฟังไม่หมดแน่เจ้าค่ะวันนี้”

หนิงฮวาหอบหายใจแรงเพราะรู้สึกเหนื่อยมาก สงสัยร่างกายนี้คงต้องฟื้นฟูอีกเยอะเลย

“ฮวาเอ่อร์ ลูกเพิ่งฟื้นอย่างเพิ่งเล่าอะไรมากกว่านี้เลย รอให้เจ้าหายดีกว่านี้สักหน่อยค่อยเล่าก็ยังไม่สาย”

เฟยเทียนบอกกับบุตรสาวคนเล็กของตนด้วยความเป็นห่วง ทุกคนพยักหน้าให้กับหนิงฮวา หนิงฮวายิ้มพร้อมน้ำตาคลอ ความรู้สึกที่ถูกรักมันช่างดีแบบนี้นี่เอง หนิงฮวาพยักหน้าให้กับทุกคน

“งั้นวันนี้ทุกคนเข้าไปพักผ่อนในคอนโดกันดีกว่าเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกกับทุกคน พี่ชายทั้งสองค่อยๆพยุงน้องสาวเข้าไปในคอนโด หนิงฮวาสอนให้ทุกคนใช้ลิฟต์ ทุกคนตื่นเต้นมาก หนิงฮวามองภาพตรงหน้าด้วยความดีใจ หนิงฮวาเลือกห้องของตัวเอง อันที่จริงท่านเทพก็ให้มาหลายชั้นเสียเหลือเกิน หนิงฮวาให้ทุกคนพักอยู่ชั้นสามด้วยกันทั้งหมด

“ที่นี่มันยอดเยี่ยมไปเลยน้องเล็ก”

หนิงเหอพี่ชายคนรองบอกด้วยความตื่นเต้นดีใจ

“วันนี้พวกเราพักผ่อนกันก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

เฟยเทียนบอกกับทุกคน

“ท่านแม่นอนกับข้านะเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกกับแม่ของตนเอง ข้าอยากกอดท่านเหลือเกิน หนิงอวี่พยักหน้าให้บุตรสาวทันทีแบบไม่ต้องคิด เพราะนางห่วงลูกคนเล็กมากกว่าใคร ทุกคนต่างขอบคุณท่านเทพที่ประทานพรอันแสนวิเศษนี้มาให้กับครอบครัวของพวกเรา

“นังหนู ตื่นเร็วเข้า นังหนู”

หนิงฮวาได้ยินเสียงเรียกให้ตัวเองตื่น

“เอ๊ะ ท่านเทพ”

หนิงฮวาเรียกท่านอย่างแปลกใจ พรางคิดว่าตัวเองตายอีกรอบเหรอ เธอตกใจมาก

“เจ้ายังไม่ตาย อย่าเพิ่งร้อนใจ ข้าแค่กลับมาบอกว่าข้ามีบ่อน้ำวิเศษให้เจ้าด้วย บ่อน้ำนี้สามารถช่วยรักษาอาการบาดเจ็บได้ และรักษาพิษได้ทุกชนิด เจ้าสามารถให้ครอบครัวของเจ้าดื่มน้ำวิเศษนี้เพื่อให้ทุกคนร่างกายแข็งแรงขึ้นได้”

ท่านเทพบอกเพียงเท่านี้ ส่วนเรื่องอื่นท่านจะให้นางเป็นคนค้นหาคำตอบเอาเองว่าประโยชน์ของบ่อน้ำนี้มีมากกว่าที่คิด

“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านเทพ”

หนิงฮวาบอกขอบคุณและเธอก็หลับยาวจนถึงเช้า

ผ่านไปแล้วสองวัน หนิงฮวาแข็งแรงขึ้นเยอะมาก รวมไปถึงทุกคนในครอบครัวด้วย ทุกคนออกมาใช้ชีวิตที่บ้านหลังเล็กและทรุดโทรมเหมือนเดิม หากครอบครัวของหนิงฮวาเข้าไปอยู่ในมิตินานเกินไปอาจจะมีคนสงสัยได้ว่าทุกคนหายไปไหนกันหมด

“ท่านพ่อเจ้าค่ะ ลูกอยากจะทำการค้าเพื่อสร้างฐานะให้กับครอบครัวของเรา ท่านพ่อว่าดีหรือไม่เจ้าคะ”

หนิงฮวาถามความเห็นท่านพ่อของตนเอง

“พ่อว่าก็ดีเหมือนกัน เอาไว้เราค่อยปรึกษากันอีกทีตอนทานข้าวก็แล้วกัน”

หลังจากที่หนิงฮวาฟื้นขึ้นมาเธอให้ทุกคนในบ้านได้ทานอาหารให้ครบทั้งสามมื้อ ปกติทุกคนในบ้านจะทานข้าวกันแค่วันละสองมื้อเท่านั้น เธอบอกให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะต่อจากนี้ไปครอบครัวของเราจะมีแต่ความสุข และความร่ำรวยเท่านั้น หนิงฮวาจำได้เมื่อได้พูดคำนี้ออกไปมีแต่คนหัวเราะเธออย่างเอ็นดู หนิงฮวาดีใจมากกับการที่ต้องมาอยู่ตรงนี้ วันนี้มีแต่คนที่รักและเอาใจใส่เธอ จากชาติก่อนที่มีแต่ความเย็นชาพอได้มาอยู่กับครอบครัวทำให้หนิงฮวากลายเป็นคนละคนไปเลยในตอนนี้

ในระหว่างที่ทุกคนทานข้าวกันอยู่ หัวหน้าครอบครัวอย่างเฟยเทียนก็ได้ถามทุกคนขึ้นมาว่า

“พวกเจ้าทุกคนว่าครอบครัวของเราจะทำการค้าดีหรือไม่”

เฟยเทียนถามทุกคน ทุกคนชะงักมือที่กำลังทานข้าวอยู่ทันทีเมื่อได้ยินคำถาม

“ก็ดีนะเจ้าค่ะท่านพี่ แต่ว่าพวกเราจะทำอะไรขายดี”

หนิงฮวายิ้มออกมาเมื่อได้ยินท่านแม่เห็นด้วยกับความคิดของตน

“นั่นสิ ถ้าอย่างนั้นให้ฮวาเอ่อร์บอกกับทุกคนเองจะดีกว่า”

เฟยเทียนยกหน้าที่ในการอธิบายให้กับลูกสาวคนเล็กของบ้าน ฮวาเออร์ยิ้มให้กับทุกคนอย่างมีความสุขพร้อมบอกออกไปว่า

“ข้าอยากจะหาร้านค้าเล็กๆในตัวเมืองสักที่ และพวกเราก็ช่วยกันขายของ สิ่งที่ข้าคิดจะนำไปขายก็คือข้าวเหนียวหมูปิ้งกับน้ำสมุนไพรเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกกับทุกคนในครอบครัว หมู่บ้านที่พวกเราอยู่ตอนนี้ห่างจากตัวเมืองไม่มาก หากเริ่มต้นจากจุดนี้ได้ในอนาคตอาจจะทำให้ครอบครัวของพวกเธอลืมตาอ้าปากได้บ้าง

“ข้าวเหนียวหมูปิ้งมันคืออะไรเหรอน้องเล็ก”

หนิงเหอพี่ชายคนรองถามน้องสาวของตนเองด้วยความสงสัย

“นั่นสิพ่อก็คิดเหมือนอาเหอว่าข้าวเหนียวๆมันคืออะไร”

เฟยเทียนพูดกับบุตรสาวคนเล็กของตน แต่ก่อนที่ทุกคนจะมีคำถามมากไปกว่านี้ หนิงฮวาบอกออกมาก่อนว่า

“ทุกคนเจ้าค่ะ อาหารมื้อเย็นข้าจะเป็นคนทำให้ทุกคนได้ลองทานเองเจ้าคะ”

หนิงฮวาบอกกับทุกคน และได้อธิบายให้ทุกคนเข้าใจแล้วว่า อาหารมื้อเช้าคือยามเฉิน อาหารมื้อเที่ยงคือยามอู่ และอาหารมื้อเย็นคือยามโหย่ว ทุกคนเลยเข้าใจที่หนิงฮวาบอกว่าจะทำอาหารมื้อเย็นให้ทานคือช่วงเวลาไหน ทุกคนพยักหน้าให้กับหนิงฮวา ตั้งแต่หนิงฮวาหายป่วยที่บ้านหลินก็มีกำลังใจในการใช้ชีวิตขึ้นมาอีกเยอะเลย เพราะตอนนี้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายหรือของกินของใช้อีกต่อไป เครื่องแต่งกายหนิงฮวายังคงให้ทุกคนใส่ชุดเดิมอยู่ เพราะอยู่ๆจะให้ใส่ชุดใหม่เลยเธอก็กลัวคนอื่นจะเพ่งเล็ง หนิงฮวาคนที่เคยเป็นทหารมาก่อนมีความสามารถหลากหลาย แต่ยังไม่แสดงออกมาทีเดียวเพราะแค่นี้ครอบครัวก็ตื่นเต้นตกใจกันมากพอแล้ว เอาไว้ค่อยๆบอกทุกคนให้รับรู้ทีละอย่างน่าจะดีกว่า

หลังจากทานอาหารร่วมกันเสร็จ สามคนพ่อลูกได้แก่ เฟยเทียน หนิงหวง หนิงเหอ ก็ชวนกันขึ้นเขาเพื่อไปล่าสัตว์ หนิงฮวาคิดในใจว่าวันหลังเธอค่อยขอไปด้วย ดังนั้นทั้งบ้านจึงเหลือแค่หนิงฮวี่กับหนิงฮวา

“ท่านแม่เจ้าค่ะ พวกเราลองมาทำของขนมหวานด้วยกันดีหรือไม่เจ้าคะ”

หนิงฮวาชวนท่านแม่ของตนเองทำขนม วันนี้หนิงฮวาอยากทานอะไรหวานๆ เอาเป็นกล้วยบวชชีก็แล้วกันเพราะทำง่ายดี

“ได้สิจ้ะฮวาเอ่อร์ ลูกอยากทำอะไรบอกแม่มาได้เลย”

หนิงอวี่ยิ้มอย่างมีความสุข นางรู้สึกว่าตั้งแต่บุตรสาวคนเล็กของตนฟื้นจากอาการป่วยครั้งนี้ก็มีนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลายอย่าง แต่แบบนี้มันก็ดีแล้วมิใช่หรือ นางอยากจะให้ลูกของนางมีความสุขแบบนี้ตลอดไป

“ลูกอยากทำกล้วยบวชชีทานเจ้าค่ะท่านแม่ วิธีการนั้นไม่อยากเลยแม้แต่น้อย”

หนิงฮวาอธิบายวิธีการทำให้กับท่านแม่ และเอาของทุกอย่างสำหรับการทำกล้วยบวชชีออกมาวางไว้ การทำกล้วยบวชชีนั้นนำกล้วยน้ำว้าไปนึ่งในน้ำเดือดไม่เกินหนึ่งจิบช้า หรือจนกระทั่งผิวของกล้วยน้ำว้าเริ่มแตกออก แล้วปิดไฟ หลังจากนั้นให้นำกล้วยออกมาปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำ นำหางกะทิไปต้มในหม้อต่อใส่ใบเตยลงไปเพื่อเพิ่มความหอม เมื่อเดือดแล้วก็ใส่น้ำตาลปี๊บน้ำตาลทรายขาวและเกลือ คนให้ละลายดีแล้วใส่กล้วยที่หั่นไว้แล้วลงไปในหม้อ เมื่อกะทิเริ่มเดือดอีกครั้งใส่หัวกะทิลงไป และปล่อยทิ้งไว้ให้เดือดสักเล็กน้อยก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย หนิงอวี่ได้ยินที่ลูกสาวอธิบายให้ฟังก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ทั้งสองช่วยกันทำกล้วยบวชชีอย่างไม่เร่งรีบ เพราะยังเหลือเวลาอีกมาก หนิงอวี่คนกล้วยบวชชีตามที่บุตรสาวบอกเป็นครั้งสุดท้ายแล้วดับไฟ

“มันหอมมากเลยฮวาเอ่อร์”

หนิงฮวาเมื่อได้ยินที่ท่านแม่พูดก็หัวเราะออกมาเบาๆอย่างมีความสุข สองคนลองชิมรสชาติดูแล้วถึงกับชอบใจในความหวานมัน หนิงฮวาอยากจะทำกับข้าวบ้าง แต่อยู่ๆจะทำเลยก็ไม่ได้เพราะหนิงฮวาคนเดิมไม่เคยทำอาหารเลย หนิงฮวารอให้เวลาผ่านไปอีกสักพักแล้วค่อยบอกทุกคนว่าได้เรียนรู้กับท่านแม่แล้ว หลังจากนั้นค่อยทำอาหารให้ทุกคนได้ทานเอง ถามว่าทำไมต้องทำอาหารเองทั้งๆที่มีอาหารกล่องอยู่ในห้าง หนิงฮวาคิดว่าอาหารสำเร็จรูปมันไม่อร่อยเหมือนทำสดๆเลยไม่ค่อยจะนำมันออกมาทานเท่าไหร่ หากจะนำออกมาก็คืออยู่ในช่วงเวลาเร่งรีบจึงนำมันออกมาให้ทุกคนได้ทานกัน

“ท่านแม่ช่วยกันเอาหมูเสียบไม้ก่อนนะเจ้าค่ะ รอท่านพ่อและท่านพี่กลับมาค่อยให้มาช่วยพวกเราปิ้งหมู”

หนิงฮวาเอาไม้เสียบกับหมูที่หมักสำเร็จแล้วออกมา หนิงฮวาเลือกไม่ได้ว่าจะเอาหมูหมักรสชาติอะไรดี สุดท้ายจึงเลือกรสออริจินอลกับบาร์บีคิวออกมาก่อน หากทุกคนลองทานแล้วชอบรสชาติไหนค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะเอารสชาติไหนไปขาย ในระหว่างที่ทั้งสองเสียบหมูกันอยู่หนิงฮวาก็ขอให้ท่านแม่นึ่งข้าวเหนียวไปพร้อมกัน

“ฮวาเอ่อร์ข้าวแบบนี้ไม่ค่อยมีคนนิยมทานสักเท่าไหร่นะลูก”

“จริงหรือเจ้าคะท่านแม่”

หนิงฮวาทำหน้างง หรือยุคสมัยนี้คนจะกินข้าวเหนียวไม่เป็น

“แล้วคนที่นี่เขาเอาข้าวแบบนี้ไปทำอะไรเจ้าคะท่านแม่”

หนิงฮวาถามท่านแม่และทันเห็นว่าท่านแม่ทำสีหน้าแปลกใจกับคำถามของตน

“เขาเอาไปเลี้ยงสัตว์นะฮวาเอ่อร์”

หนิงอวี่แปลกใจกับคำถามของลูกแต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร สงสัยเพราะลูกสาวของนางไม่ค่อยได้ออกไปไหนเลยอาจทำให้ไม่รู้ตรงส่วนนี้ก็ได้

“เป็นแบบนี้เอง ถ้าอย่างนั้นพวกเราลองชิมกันก่อนหากไม่ชอบเราค่อยปรับแผนการกันใหม่นะเจ้าคะ”

หนิงฮวาบอกกับท่านแม่ของตนเอง แต่ใดๆนั้นหนิงฮวาเชื่อว่าทุกคนต้องชอบข้าวเหนียวหมูปิ้งสูตรสำเร็จของตนอย่างแน่นอน ต้องขอขอบคุณท่านเทพจริงๆที่ได้ให้ทุกอย่างสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การทำอาหาร การล่าสัตว์ แม้แต่การต่อสู้ หนิงฮวาคิดว่าตัวเองทำได้ดี รวมไปถึงการออกแบบเขียนแบบเธอก็ทำได้เช่นกันเนื่องจากไปเรียนเพิ่มด้านนี้มาก่อน เพราะความสนใจส่วนตัว หากหาแนวทางเริ่มต้นได้ครอบครัวของเธอไม่มีทางลำบากแน่นอน มีแต่จะเจริญรุ่งเรืองกันมากยิ่งขึ้น หนิงฮวาตั้งหน้าตั้งตารอให้ถึงวันนั้นแทบอดใจไม่ไหว

“กลับมาแล้วขอรับท่านแม่ กลับมาแล้วน้องเล็ก”

หนิงเหอตะโกนเรียกท่านแม่และน้องเล็กของตน หนิงฮวาได้ยินเสียงเรียกของพี่ชายคนรองก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจที่ทุกคนกลับมาแล้ว หากให้เทียบระหว่างหนิงหวงพี่ชายคนโตกับหนิงเหอพี่ชายคนรอง ทั้งสองคนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด หนิงหวงจะนิ่งเงียบและสุขุมกว่า ในขณะที่หนิงเหอจะขี้เล่นและพูดมากกว่าเยอะเลย

“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง”

หนิงฮวารีบวิ่งออกไปหาทั้งสามคนทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก

“ฮวาเอ่อร์อย่าวิ่งมันไม่งามนะลูก”

หนิงอวี่บ่นบุตรสาวตามหลัง ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรตั้งแต่หายป่วยความเป็นกุลสตรีหายไปหมด หลงเหลือไว้แต่ความสดใสขี้เล่นและอารมณ์ดี นางส่ายหัวและถอนหายใจเบาๆ

“ขออภัยเจ้าค่ะท่านแม่”

หนิงฮวาทำหน้าตาสลดเพราะหลงลืมตัวไปชั่วขณะ แต่การทำท่าทางแบบนั้นทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี หนิงฮวาหัวเราะตามทุกคนไปพร้อมคิดในใจว่าดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่โดนท่านแม่เรียกไปอบรมใหม่ หนิงฮวารู้ว่ายุคนี้ความเป็นกุลสตรีต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก เอาไว้คราวหน้าคราวหลังจะลืมก็แล้วกัน หนิงฮวาคิดในใจ

“เอาล่ะ ฮวาเอ่อร์รีบวิ่งมาหาพวกเราทำไม”

เฟยเทียนถามบุตรสาวของตน

“ข้าจะให้ท่านพ่อและท่านพี่ทั้งสองปิ้งหมูให้หน่อยเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกกับท่านพ่อและท่านพี่ของตนเอง หนิงฮวาปรึกษาทุกคนก่อนว่าจะเข้าไปปิ้งที่มิติของเธอดีหรือเปล่าหรือจะปิ้งด้านนอก แต่หากปิ้งในมิติจะไวกว่าเพราะมีอุปกรณ์สำหรับปิ้งโดยเฉพาะ ทุกคนมองหน้ากันและตกลงกันว่าจะเข้าไปปิ้งหมูในมิติของหนิงฮวา หนิงฮวาพยักหน้าให้ทุกคนเข้ามาในบ้าน ทั้งหมดรู้ว่าหนิงฮวาจะทำอะไรก็ค่อยๆทยอยเข้าไปในบ้าน เฟยเทียนปิดบ้านให้เรียบร้อยและเดินเข้าไปเป็นคนสุดท้าย

“ไปกันเลยเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาพูดจบทุกคนก็เข้าไปในมิติด้านในทันที ตอนนี้ทั้งหมดกำลังช่วยกันปิ้งหมูอย่างขมักเขม้น หนิงฮวาไม่ลืมเอาข้าวเหนียวกลับเข้ามาด้วย ตอนนี้ทุกอย่างก็พร้อมแล้วเหลือแค่ปิ้งหมูให้เสร็จทุกคนก็จะได้ลองชิมแล้ว บ้านหลินทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมืออย่างมีความสุข

หมูปิ้งบ้านหลิน

ตอนนี้คอนโดชั้นสามเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของหมูปิ้งสูตรสำเร็จของหนิงฮวา

“มันหอมมากเลยน้องเล็ก”

พี่รองบอกกับหนิงฮวา

“ถ้าหากพี่รองกับพี่ใหญ่ได้ลองทานแล้วละก็ ข้ามั่นใจสิบส่วนว่าท่านพี่ต้องชอบมันอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกออกไปอย่างมั่นใจ ทุกคนมองหนิงฮวาอย่างเอ็นดู

“ฮวาเอ่อร์ ลูกอย่าได้หัวเราะแบบนี้ให้ใครเห็นนะไม่งั้นมีหวังได้อยู่ครองโสดไปจนตาย”

เมื่อหนิงฮวาได้ยินที่ท่านแม่พูดก็ยิ่งหัวเราะชอบใจ

“ก็ดีสิเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะได้อยู่กับทุกคนไปนานๆเจ้าคะ”

หนิงฮวารีบบอกออกไป เรื่องความรักไม่ได้อยู่ในหัวเลยตอนนี้ สิ่งเดียวที่หนิงฮวาคิดในตอนนี้ก็คือการสร้างเนื้อสร้างตัวและร่ำรวยให้จนได้ ค่อยดูเถอะหนิงฮวาจะเอาความร่ำรวยหอบไปตบหน้าตระกูลเดิมให้พวกมันทุกคนเสียใจที่ทำกับครอบครัวเราแบบนี้

“ท่านพ่อขอรับ หลายวันมานี้ท่านพ่อรู้สึกแปลกๆบ้างหรือไม่ขอรับ”

หนิงหวงถามบิดาของตนเอง เขานั้นรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่วนเวียนอยู่ภายในตลอดเวลา หนิงฮวาเงียบไปพักหนึ่งเพราะสิ่งที่พี่ใหญ่ถามหนิงฮวาเองก็รู้สึกมาได้สักพักแล้วเหมือนกัน

“พ่อก็รู้สึกเช่นนั้น”

“หรือเป็นเพราะบ่อน้ำวิเศษเจ้าคะ”

หนิงฮวาบอกตามความคิดออกไป ทุกคนนิ่งกันหมด เพราะโอกาสที่จะเป็นไปได้มันมีมากเลยทีเดียว หนิงฮวาคิดว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านี้อย่างแน่นอน

‘ท่านเทพเจ้าค่ะ ท่านเทพเจ้าค่ะ ท่านมาบอกข้าก่อนเจ้าคะ’

หนิงฮวานึกถึงท่านเทพในใจของตนทันที ท่านเทพที่กำลังนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินสิ่งที่ถามมาอย่างแรงกล้าของหนิงฮวา เฮ้อ..เจ้าเด็กคนนี้

‘เอาตำราเล่มนี้ไปแล้วอย่ามารบกวนข้าอีก’

ท่านเทพบอกกับหนิงฮวา และหลับตาลงตั้งสมาธิใหม่อีกหนึ่งรอบ หนิงฮวาเมื่อได้ยินที่ท่านเทพบอกก็ยิ้มออกมาทันใด หนิงฮวามองไปที่ช่องเก็บของเห็นว่ามีหนังสือแปลกๆปรากฏออกมาให้เห็นอยู่หนึ่งเล่ม หนิงฮวายังไม่เอามันออกมาศึกษาตอนนี้ เพราะตอนนี้หมูปิ้งมันหอมเย้ายวนมาก หนิงฮวาจะกินให้จุใจเลยคอยดู

“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านพี่ พวกเรากินข้าวกันก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ เมื่อครู่ท่านเทพได้ตอบกลับข้ามาแล้วเจ้าค่ะ”

เมื่อทุกคนได้ยินที่หนิงฮวาบอกก็พยักหน้าให้อย่างเข้าใจ หากหนิงฮวารู้ก็คงจะมาบอกให้ทุกคนรู้ภายหลัง ทุกคนลงมือกินข้าวเหนียวหมูปิ้งกันอย่างเอร็ดอร่อย

“อร่อยมากน้องเล็ก”

หนิงเหอบอกทั้งที่ยังมีหมูเต็มปาก

“ใช่แล้วน้องเล็กมันอร่อยมาก”

หนิงหวงบอกกับน้องเล็กของตนเอง หนิงฮวายิ้มอย่างดีใจที่ทุกคนชอบมัน

“ทุกคนชอบรสชาติไหนหรือเจ้าคะ”

หนิงฮวาถามเพราะจะได้นำเอาออกไปขายได้ถูก

“พ่อว่าอร่อยทั้งสองแบบเลยฮวาเอ่อร์ แบบธรรมดาเหมาะสำหรับทุกคน แต่หากเป็นอีกอันที่แดงๆอันนี้เหมาะกับคนที่ชอบทานเผ็ดขึ้นมาหน่อย”

“แม่ก็เห็นด้วยกับพ่อของเจ้า แม่คิดว่าขายทั้งสองรสชาติไปเลยดีกว่าฮวาเอ่อร์”

หนิงฮวาเมื่อได้ยินท่านพ่อและท่านแม่ของตนเองสนับสนุนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

“วันพรุ่งนี้พวกเราจะไปขายหมูปิ้งกันที่ตลาดในเมือง ข้าจะให้ร้านหมูปิ้งของเรามีชื่อว่า หมูปิ้งบ้านหลิน ทุกคนมีความเห็นว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

ทุกคนเมื่อได้ฟังความคิดของหนิงฮวาต่างสนับสนุนความคิดทันที เมื่อทุกคนไม่ขัดพรุ่งนี้จะเป็นการเริ่มต้นหาเงินเข้าบ้านอย่างจริงจังเป็นวันแรก หนิงฮวาคิดว่าดีหน่อยที่ทุกคนในบ้านต่างอ่านออกเขียนได้และคิดเลขเป็น อย่างน้อยตระกูลเดิมก็ยังส่งเสียให้ทุกคนได้เรียน ถึงแม้จะเป็นการส่งไปเรียนที่ไม่ค่อยเต็มใจมากเท่าไหร่ก็ตาม ที่คนในตระกูลเดิมส่งให้ทุกคนไปเรียนก็เพื่อที่จะให้ทุกคนกลับมาเป็นคนรับใช้ให้กับตระกูล

ตั้งแต่หนิงฮวาฟื้นขึ้นมาก็เอาแต่ของแปลกๆมาให้ทุกคนได้ใช้ จนตอนนี้ในบ้านไม่มีใครอยากจะถามหนิงฮวาแล้วว่ามันคืออะไรเพราะมันเยอะไปหมด หนิงฮวาเอาสบู่ ยาสระผม แปรงฟัน ยาสีฟัน อาหารเสริมมาให้ทุกคนได้ใช้และได้กิน ทุกคนได้แต่รับมาและจดจำเอาไว้ว่ามันคืออะไรและใช้อย่างไรบ้าง

“วันนี้ข้าเป็นคนล้างจานเองนะขอรับ”

หนิงเหอเป็นคนอาสาเอาจานไปล้าง การล้างจานที่คอนโดของน้องเล็กช่างสะดวกสบายยิ่งนัก แค่เอาจานไปใส่ที่เครื่องล้างจานตามที่น้องเล็กได้สอนเอาไว้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

“ทานข้าวเสร็จแล้วเราช่วยกันเตรียมหมูเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาชวนทุกคนให้ช่วยกันเสียบหมูเอาไว้ก่อน พรุ่งนี้ยามอิ๋นทุกคนค่อยมาช่วยกันปิ้งหมูบางส่วน และนึ่งข้าว หมูอีกส่วนหนึ่งหนิงฮวาจะให้ไปปิ้งหน้าร้านเพื่อให้กลิ่นหอมของหมูเชิญชวนทุกคนเข้ามาในร้านหมูปิ้งบ้านหลิน หนิงฮวาให้ท่านพ่อเตรียมรถลากเอาไว้สำหรับพรุ่งนี้แล้ว ก่อนหน้านี้หนิงฮวาได้ถามท่านพ่อว่ามีรถลากหรือไม่ ท่านพ่อบอกว่ามีอยู่ในห้องเก็บของแต่มันเก่ามากแล้ว หนิงฮวาดูแล้วสภาพมันยังพอใช้งานได้อยู่จึงให้ท่านพ่อนำออกมาเตรียมไว้สำหรับพรุ่งนี้แล้ว

พรุ่งนี้หนิงฮวามีแผนที่จะให้ท่านพ่อเอาเครื่องประดับไปขายเพื่อให้มีที่มาของเงิน ที่จริงหนิงฮวาเอาเงินของตัวเองออกมาใช้ก็ได้ที่อยู่ในมิติ เงินทุกอย่างที่ได้ตามเธอมาจากโลกเดิมสามารถเอาออกมาใช้ได้เลย เพราะมันเปลี่ยนสกุลเงินตั้งแต่ที่หนิงฮวาได้ทะลุมาอยู่ที่นี่แล้ว แผนแรกของหนิงฮวาคือหาเงินสร้างบ้าน ปลูกผัก ทำสวน ขายของตอนนี้คิดเพียงเท่านี้ก่อนหากภายภาคหน้าค่อยว่ากันอีกที เมื่อทุกคนช่วยกันอย่างขยันขันแข็งก็ทำให้การเสียบหมูปิ้งเสร็จอย่างรวดเร็ว ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนทันทีหลังจากเสร็จภารกิจเสียบหมู

หนิงฮวาแยกเข้าห้องนอนของตนเอง หนิงฮวาเดินไปที่โน๊ตบุ๊คพร้อมลองเปิดใช้งานมันดู ปรากฏว่ามันสามารถใช้งานได้เหมือนเดิมทุกอย่าง หนิงฮวายิ้มกว้างอย่างดีใจ

“แบบนี้ก็เยี่ยมไปเลยสิ”

หนิงฮวาพูดกับตัวเองเบาๆ หนิงฮวาลองค้นหาข้อมูลยุคจีนที่เธออยู่ตอนนี้ก็ไม่มีประวัติขึ้นมาเลย สงสัยโลกนี้คงเป็นยุคจีนโบราณที่ไม่เคยบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์มาก่อน หนิงฮวาละความสนใจตรงนี้แล้วหันมาสนใจหนังสือที่ท่านเทพได้ให้มา หนิงฮวาค่อยๆเปิดหนังสือขึ้นมาอ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจ ยิ่งอ่านก็ยิ่งตื่นเต้น หนิงฮวาตกใจและยินดีไปพร้อมกัน หากเป็นไปตามที่หนังสือนี้ว่าแล้วละก็ ทุกคนสามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้อย่างแน่นอน น้ำวิเศษมันช่างวิเศษสมชื่อจริงๆ

“หาเครื่องประดับออกไปขายก่อนดีกว่า”

หนิงฮวานั่งบนเตียงและเลือกชุดเครื่องประดับทันที หนิงฮวาเลือกออกมาสองชุดเป็นเครื่องประดับที่ทำจากมุกสีขาวและมุกสีดำ หนิงฮวามองมันด้วยความพอใจและเดินเข้าห้องน้ำไป ทุกคนที่บ้านหลินต่างหลับไปด้วยความสุขใจในค่ำคืนนี้

ยามอิ๋นบ้านหลินทุกคนตื่นขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ทุกคนอาบน้ำทำธุระส่วนตัวของตัวเองเสร็จก็เดินมาทำหน้าที่ของใครของมันทันที ทั้งหมดช่วยกันจนเสร็จอย่างรวดเร็ว วันนี้บ้านหลินทานข้าวเหนียวหมูปิ้งก่อนออกไปทำงาน ทุกคนออกจากมิติเพื่อเดินทางไปที่ตลาดในเมืองหลังจากทานข้าวเสร็จ วันนี้หนิงฮวาตื่นเต้นมากที่จะได้ออกไปเห็นบรรยากาศที่อื่นบ้างที่ไม่ใช่หมูบ้านหยู่เปิง หนิงฮวาอารมณ์ดีมากกว่าทุกวัน

‘วันนี้ข้าจะสำรวจให้หมดทุกอย่างเลยคอยดู’

หนิงฮวาคิดในใจอย่างอารมณ์ดี ทุกคนเมื่อเห็นว่าหนิงฮวายิ้มอย่างมีความสุข ทุกคนก็มีความสุขตามไปด้วย ครอบครัวหลินทั้งห้าคนเดินออกมาสักระยะก็เริ่มเห็นชาวบ้านที่ตื่นขึ้นมากันบ้างแล้ว บ้านของหนิงฮวาอยู่บ้านหลังสุดท้ายที่ใกล้ทางขึ้นเขามากที่สุด ตรงนั้นไม่ค่อยมีคนอยากจะอาศัยอยู่เท่าไหร่เพราะมันอันตรายหากมีสัตว์ป่าหลุดเข้ามา แต่ที่บ้านหลินต้องอยู่ตรงนั้นเพราะที่ดินตรงนั้นถูกที่สุดแล้ว ในตอนที่ทั้งหมดถูกขับไล่ออกมาจากตระกูล เงินที่ครอบครัวเธอได้มามันช่างน้อยนิดทำอะไรแทบไม่ได้เลย แต่ในตอนนี้หนิงฮวาคิดว่ามันเป็นการดีเสียอีกที่ได้อยู่ตรงนั้น นอกจากจะไม่ค่อยมีใครเห็นว่าบ้านหลินทำอะไร ยังไม่ค่อยมีใครอยากจะเดินเข้าไปด้านในเพราะมันเป็นบ้านหลังสุดท้ายของหมู่บ้านนี้อีกด้วย

ครอบครัวของหนิงฮวาเดินเท้าเข้ามาในเมืองใช้เวลาเกือบสองเค่อ ตอนแรกหนิงฮวาคิดว่าไม่ไกลเท่าไหร่แต่พอมาลองเดินดูมันก็ไกลพอสมควรอยู่นะ ไม่ได้การแล้ววันนี้เธอจะต้องปรึกษากับครอบครัวว่าสามารถซื้อเกวียนวัวกลับไปด้วยได้หรือเปล่า เงินซื้อมีแน่นอนเพราะวันนี้หนิงฮวาเตรียมเครื่องประดับเอาไว้ให้ท่านพ่อเอาไปขายเรียบร้อยแล้ว จะให้ทุกคนเดินเท้าแบบนี้ทุกวันจะแย่เอาได้ ถึงตอนนี้ทุกคนจะมีกำลังและแข็งแรงมากขึ้นกว่าเดิมก็เถอะ แต่หนิงฮวาก็ไม่อยากให้ทุกคนเหนื่อยไปมากกว่านี้อีกแล้ว

“ทุกคนรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพ่อจะไปหาแผงเช่าก่อน”

เฟยเทียนบอกลูกๆและหันไปบอกกับภรรยาของตนเอง ทุกคนยืนรอเฟยเทียนอย่างสงบ ผ่านไปไม่ได้ท่านพ่อก็เดินกลับมา

“ได้แล้วไปกันเถอะ”

เฟยเทียนบอกทุกคน

“ท่านพ่อเจ้าคะ ท่านพ่อจ่ายเงินค่าเช่าไปกี่วันเจ้าคะ”

หนิงฮวาถามบิดาของตนเองออกไปด้วยความสงสัย

“พ่อจ่ายค่าเช่าไปเจ็ดวันในราคาหนึ่งร้อยสิบอีแปะ”

หนิงฮวาเมื่อรู้ก็พยักหน้าให้อย่างเข้าใจ เธอคำนวณดูแล้วประมาณวันละสิบห้าอีแปะก็ไม่แพงเท่าไหร่ หนิงฮวาจะขายหมูปิ้งเป็นชุด ชุดละยี่สิบอีแปะพร้อมข้าว ราคานี้หนิงฮวาได้ปรึกษากับทุกคนแล้วและทุกคนก็เห็นด้วย ราคานี้ไม่แพงจนเกินไปคนมีรายได้น้อยก็หาซื้อได้ อย่าลืมนะว่าเนื้อหมูเป็นชิ้นๆเลยไหนจะข้าวอีก ทุกคนช่วยกันจัดของ ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ช่วยกันตั้งเตาเพื่อปิ้งหมู เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบแล้วแล้วหนิงฮวาให้สัญญาณท่านพ่อกับพี่ใหญ่ปิ้งหมูได้เลย กลิ่นหอมของหมูนั้นหอมไปไกลจนคนเดินผ่านไปผ่านมาหยุดมองด้วยความสนใจ

“อะแฮ่ม เร่เข้ามา เร่เข้ามาเจ้าค่ะ วันนี้บ้านหลินมีข้าวเหนียวหมูปิ้งอร่อยๆ ราคาแค่ยี่สิบอีแปะ เชิญชิมก่อนได้เลยเจ้าค่ะ ไม่ซื้อไม่เป็นไรหากพอใจค่อยซื้อกลับไปนะเจ้าค่ะ”

หนิงฮวากระแอมหนึ่งครั้งก่อนร้องเรียกลูกค้าเข้าร้าน หนิงเหอเมื่อเห็นน้องเล็กร้องเรียกลูกค้าก็ทำตามบ้างอย่างเขินอายเล็กน้อย แต่พอเวลาผ่านไปกลับสนุกจนลืมอาย หลายคนสนใจทันทีเมื่อได้ยินคำว่าชิมก่อนได้หากพอใจค่อยซื้อ

“แม่ค้าน้อยชิมก่อนได้จริงหรือไม่”

ท่านป้าวัยสี่สิบเดินเข้ามาถามหนิงฮวา หนิงฮวายิ้มหวานและบอกออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดังเพื่อให้คนรอบข้างได้ยินด้วย

“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านป้า ชิมได้ก่อนเลยหากพอใจค่อยซื้อกลับ ไม่พอใจก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาบอกออกไปด้วยรอยยิ้มหวาน ทุกคนเมื่อได้ยินก็ต่อแถวเพื่อชิมก่อนทันที เนื้อทั้งนั้นหากได้ชิมก็ถือว่าคุ้มแล้ว หนิงฮวาที่ได้บอกให้ท่านแม่หั่นหมูปิ้งเป็นชิ้นเล็กๆวางไว้บนจานท่านแม่ก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว

“โอ้ว อร่อยมากแม่ค้าน้อย ข้าเอาสองชุด”

“ข้าเอาสามชุด”

“ข้าเอาห้าชุดเลย”

เมื่อมีคนพอใจก็มีอีกหลายคนที่แย่งกันซื้อจนตอนนี้แถวต่อคิวซื้อหมูปิ้งบ้านหลินยาวจนไม่เห็นท้ายแถว

“ทุกท่านเจ้าคะ วันนี้ทางร้านบ้านหลินมีน้ำสมุนไพรมาให้ชิมโดยไม่ต้องซื้อ เราจะนำมาขายในวันพรุ่งนี้ เดี๋ยวข้าเอาไปให้ชิมในแถวไม่ต้องแย่งกันนะเจ้าคะ”

หนิงฮวาเอาแก้วเล็กๆจากห้างออกมาและรินน้ำสมุนไพรเป็นน้ำกระเจี๊ยบให้ทุกคนได้ลองชิม ผลปรากฏว่าใครได้ชิมต่างก็มีสีหน้าพอใจกันทุกคน

“แม่ค้าน้อยเจ้าจะขายอย่างไร”

หนิงฮวายิ้มเมื่อมีคนตะโกนถามอย่างต่อเนื่อง หนิงฮวาตะโกนบอกทุกคนว่า

“บ้านหลินจะขายน้ำสมุนไพรแก้วละแปดอีแปะ หากใครน้ำแก้วมาเองเหลือแค่ห้าอีแปะเท่านั้นเจ้าค่ะ”

จบคำพูดของหนิงฮวามีแต่คนฮือฮาเพราะราคาถูกมากเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ทุกคนได้ลองชิม หนิงฮวายิ้มหน้าบาน วันนี้เป็นการขายครั้งแรกของบ้านหลินยังทำรายได้ให้เยอะขนาดนี้ ทุกคนยิ้มอย่างมีความสุข ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ก็ยังยิ้มได้ ทุกคนทำงานกันไม่ได้พักจนยามเฉินถึงจะได้นั่งพักกันให้หายเหนื่อย

“ฮวาเอ่อร์การทำการค้าวันแรกของพวกเราเป็นไปด้วยดีทีเดียว”

เฟยเทียนบอกกับบุตรสาวคนเล็กของตนเองที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการขายหมูปิ้งครั้งนี้ หนิงฮวายิ้มให้บิดา

“หลักจากนี้ไปมันจะดีขึ้นเรื่อยๆเจ้าค่ะท่านพ่อ”

ทุกคนหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อได้ยินหนิงฮวาพูด

“ท่านพ่อเจ้าคะ ตอนนี้คนไม่ค่อยเยอะแล้วเราไปขายเครื่องประดับกันดีกว่าเจ้าค่ะ”

หนิงฮวาชวนบิดาให้ไปขายเครื่องประดับทันทีหลังจากคนซา เฟยเทียนพยักหน้าให้ลูกสาวและหันไปบอกกับภรรยาของตน

“น้องหญิงเดี๋ยวพี่กับลูกมานะ”

เมื่อหนิงอวี่พยักหน้าให้ เฟยเทียนกับหนิงฮวาก็เดินออกไปจากแผงร้านของตนทันที

“ท่านพ่อจะไปขายที่ร้านไหนเจ้าคะ”

หนิงฮวาถามเฟยเทียนบิดาของตน

“พ่อว่าจะไปขายที่ร้านเครื่องประดับของเถ้าแก่เซียว พ่อเคยรู้จักเถ้าแก่เซียวเมื่อนานมาแล้ว”

เฟยเทียนบอกลูกสาวและเดินนำหน้าออกไป หนิงฮวาเดินตามท่านพ่อไปอย่างช้าๆ หนิงฮวามองหน้าร้านขายเครื่องประดับอย่างสำรวจ ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านเครื่องประดับขนาดใหญ่ตรงหน้า หนิงฮวาพอใจเป็นอย่างมากที่ลูกจ้างร้านนี้มองลูกค้าทุกคนอย่างให้เกียรติ ทั้งๆที่ตอนนี้สองคนพ่อลูกอยู่ในชุดที่เก่าและไม่สวยงาม หนิงฮวาให้น้ำหนักเจ้าของที่นี่แล้ว

“ร้านเถ้าแก่เซียวยินดีต้องรับ ลูกค้าจะมาขายหรือจะมาซื้อขอรับ”

ลูกจ้างในร้านถามอย่างสุภาพ

“ข้ามาขอพบเถ้าแก่เซียว ไปบอกให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ บอกว่าข้าเฟยเทียนขอเข้าพบ”

เฟยเทียนบอกลูกจ้างของร้านออกไป ลูกจ้างพยักหน้าให้สองคนพ่อลูกและบอกให้รอสักครู่ หนิงฮวาเดินดูของที่อยู่ในร้านอย่างสำรวจพลางนึกในใจว่ายุคนี้มีของอะไรน่าสนใจบ้าง ของที่หนิงฮวาเห็นก็เป็นของเรียบๆไม่ได้ดูโดดเด่นอะไร หนิงฮวายกยิ้มอย่างพอใจ สงสัยการขายเครื่องประดับจะเป็นอีกหนึ่งหนทางรอดของบ้านหลินเสียแล้ว

“ขออภัยที่ให้รอนานขอรับ เถ้าแก่เชิญทั้งสองด้านบนขอรับ”

ลูกจ้างกลับมาบอกและเดินนำหน้าสองคนพ่อลูกไป ทั้งสองสบตากันและเดินตามลูกจ้างของร้านขึ้นไปบนชั้นสอง หนิงฮวาพอใจมากกับการกระทำของลูกจ้าง และเถ้าแก่เซียวที่อนุญาตให้พวกเธอเข้าพบได้อย่างง่ายดาย แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย หวังว่าเถ้าแก่คนนี้คงจะเป็นคนดีนะ หนิงฮวาคิดในใจ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...