“ทรัมป์” ถูกจับตาอ่อนข้อให้ “จีน” รอบใหม่ หลังเตรียมพบสี จิ้นผิง
นักการเมืองสายแข็งในสหรัฐกังวลว่า “ทรัมป์” อาจอ่อนข้อให้จีน หลังผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เปิดทางให้บริษัทอเมริกันขายชิป AI และเดินหน้าข้อตกลง TikTok ก่อนพบสี จิ้นผิง
วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 03.23 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยเขียนกฎใหม่ให้กับสหรัฐในการรับมือกับจีนในวาระแรกของเขา ด้วยการเลือกใช้แนวทางเผชิญหน้า เปิดสงครามการค้า และพลิกนโยบายที่สหรัฐดำเนินมานานหลายทศวรรษ ทว่าภายใต้สมัยที่ 2 กลุ่ม China hawks ในกรุงวอชิงตันกลับกังวลว่าทรัมป์กำลังอ่อนลงต่อจีน
ขณะที่ทรัมป์กำลังผลักดันให้เกิดข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่กับคู่แข่งทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ นักการเมืองและนักคิดที่สนับสนุนนโยบายแข็งกร้าวต่อจีนเริ่มหวั่นเกรงว่าตนกำลังถูกกันออกจากวงในของรัฐบาล เนื่องจากอิทธิพลของภาคเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น พร้อมกับความกระหายของทรัมป์ที่จะได้ข้อตกลงใหญ่ (big deal)
ความกังวลเหล่านั้นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อทรัมป์เตรียมเข้าพบสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยก่อนการประชุม จีนได้ยื่นข้อเรียกร้องหลายประการที่อาจพลิกนโยบายของสหรัฐที่มีมายาวนาน เช่น การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนเพื่อดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น และการลดการสนับสนุนไต้หวันของสหรัฐ
ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพร้อมจะละเลยความกังวลของกลุ่มสายเหยี่ยว ตัวอย่างเช่น การเจรจาเพื่อรักษาแอปวิดีโอ TikTok ให้ดำเนินต่อไปได้ในสหรัฐ และการเปิดทางให้บริษัท Nvidia Corp. สามารถจำหน่ายชิป AI บางส่วนให้กับจีนได้
นอกจากนี้เขายังได้ปลดเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (NSC) จำนวนมากที่เคยผลักดันนโยบายแข็งกร้าวต่อจีน และลดบทบาทของสภาดังกล่าวลง จนผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีบางรายกังวลว่า ตอนนี้แทบไม่มีใครเหลืออยู่ในทำเนียบขาวที่จะคอยคานอิทธิพลของผู้ที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีน
แมตต์ พอตติงเจอร์ อดีตรองที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเคยดูแลนโยบายจีนในสมัยแรกของทรัมป์ กล่าวเตือนว่า “ตอนนี้ปักกิ่งอยู่ในจุดที่ได้เปรียบอย่างยิ่ง ทำเนียบขาวดูไม่ตระหนักเลยว่า นโยบายเกี่ยวกับ TikTok และการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกชิปนั้น เป็นการยอมอ่อนข้อฝ่ายเดียวต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างชัดเจน”
ในบางแง่มุม ท่าทีของทรัมป์อาจไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก เพราะเขามักแสดงความพร้อมที่จะเจรจากับผู้นำที่โลกตะวันตกหลีกเลี่ยง เช่น วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย และคิม จองอึน ของเกาหลีเหนือ แต่ในกรณีของจีน ความเสี่ยงย่อมสูงกว่ามาก เนื่องจากเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศพัวพันกันอย่างลึกซึ้ง และจีนเองก็มีศักยภาพในการท้าทายสหรัฐฯ ในด้านปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีไซเบอร์
ตลอดวาระแรก ทรัมป์อ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าหลายประเภท ตั้งแต่วัสดุก่อสร้างไปจนถึงตู้ครัว แต่ขณะเดียวกันเขาก็มีประวัติการปฏิเสธข้อเสนอที่ต้องการจำกัดการขายสินค้าให้จีน และเคยตำหนิเจ้าหน้าที่ของตนเองที่ใช้คำว่า “ความมั่นคงแห่งชาติ” ว่าเป็น “คำปลอม” (fake term)
ความขัดแย้งภายในทำเนียบขาวปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลัง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia และที่ปรึกษาอิสระที่มีอิทธิพลต่อทรัมป์ในประเด็นเทคโนโลยีและจีน วิจารณ์กลุ่มสายเหยี่ยวในพ็อดแคสต์ว่า“เป็นพวกไม่รักชาติและควรละอายใจ”
อย่างไรก็ตามคำพูดนั้นทำให้กลุ่มสายแข็งออกมาตอบโต้ทันที อาทิ สตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาทรัมป์ ซึ่งเรียกร้องให้จับกุมหวงฐานเป็นตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่วน Joe Lonsdale นักลงทุนเทคโนโลยีผู้สนับสนุนทรัมป์ ก็โพสต์บน X ว่าเขาภูมิใจที่เป็นสายเหยี่ยวด้านจีน พร้อมระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือระบอบอำนาจนิยมที่ชั่วร้ายและโหดเหี้ยม
ด้านหวงและ David Sacks นักลงทุนเทคโนโลยีผู้ดำรงตำแหน่งซาร์ด้าน AI และคริปโต ของทรัมป์ แย้งว่ากลุ่มสายเหยี่ยวเข้าใจผิด โดยชี้ว่าผลประโยชน์ของสหรัฐ อยู่ที่การทำให้จีนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีอเมริกัน เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทจีนเติบโตจนแซงหน้าบริษัทสหรัฐในตลาดโลกได้
แซ็กส์กล่าวว่า “การพยายามสร้างความขัดแย้งระหว่างฝ่ายความมั่นคงกับฝ่ายธุรกิจในรัฐบาล เป็นเรื่องเข้าใจผิด เราทุกคนเห็นตรงกันว่า สหรัฐต้องชนะจีนในสงคราม AI เพียงแต่ต่างกันในวิธีการเท่านั้น เราเชื่อว่าทางชนะคือการสนับสนุนนวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และการส่งออกของอเมริกา”
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดการขายชิป AI บางประเภทของ Nvidia และ AMD ให้กับจีน แลกกับส่วนแบ่งรายได้ 15% ให้รัฐบาลสหรัฐถึงอย่างนั้น ทั้งสองบริษัทยังถูกห้ามจำหน่ายชิปขั้นสูงบางรุ่นให้จีนอยู่ดี โดยยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจากับปักกิ่งจะนำไปสู่การผ่อนคลายข้อจำกัดเทคโนโลยีเพิ่มเติมหรือไม่
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าทรัมป์ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าวต่อจีน โดยชี้ไปที่ภาษีศุลกากรขาเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ พร้อมระบุว่าทรัมป์สามารถ “รักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ทางการค้าและความมั่นคงแห่งชาติ” ได้
โดย โฆษกหญิงทำเนียบขาว แอนนา เคลลี กล่าวว่า “ประธานาธิบดีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประธานาธิบดีสี ซึ่งเขาใช้เป็นกลไกในการสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าสำหรับชาวอเมริกัน เช่น การบรรลุข้อตกลงที่ช่วยให้ TikTok ดำเนินต่อได้ โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ”
ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำเนียบขาวได้ถอนการเสนอชื่อ Landon Heid ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีพาณิชย์ฝ่ายความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับการควบคุมการส่งออก โดยไม่มีการชี้แจงสาเหตุ ทั้งที่เขาเคยดำรงตำแหน่งนักการทูตประจำกรุงปักกิ่ง และเคยทำงานในคณะกรรมาธิการพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยประเด็นจีน ซึ่งมีท่าทีแข็งกร้าวต่อภัยคุกคามจากจีน
ในคำให้การต่อวุฒิสภาเมื่อเดือนเมษายน ไฮด์เคยเตือนว่า การพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ของจีนถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐ
แหล่งข่าวหนึ่งเผยกับ Bloomberg ว่า ภายในรัฐบาลมองว่าไฮด์แข็งกร้าวเกินไป และเป็นตัวแทนของความแตกแยกระหว่างทำเนียบขาวกับคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนฯ ที่ยึดแนวทางแข็งกร้าวต่อจีนอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่าการถอนชื่อไฮด์ไม่เกี่ยวข้องกับจุดยืนด้านนโยบาย และเจ้าตัวได้กลับไปทำงานที่สภาความมั่นคงแห่งชาติแล้ว
แม้ยังมีบุคคลที่มีท่าทีระแวดระวังจีน เช่น มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ และรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ อยู่ในรัฐบาล แต่ส่วนใหญ่กลับนิ่งเงียบในประเด็นจีน และหันไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน
สำหรับนักวิเคราะห์หลายคนในวอชิงตัน สถานการณ์ขณะนี้เหมือนการย้อนกลับไปสู่ช่วงก่อนปี 2558 ก่อนที่ทรัมป์จะเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ ต่อจีนให้แข็งกร้าวขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เดเรก ซิสเซอร์ส นักวิจัยจากสถาบัน American Enterprise Institute และหนึ่งใน “สายเหยี่ยวด้านจีน” ให้ความเห็นว่า “ตอนนี้คนกลุ่มเดียวกับที่เคยกำหนดนโยบายจีนก่อนปี 2558 กำลังกลับมามีอิทธิพลอีกครั้ง ซึ่งน่าขัน เพราะทรัมป์เป็นคนที่เปลี่ยนโทนของนโยบายจีนให้แข็งกร้าวขึ้นในตอนนั้น แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นกำลังเปลี่ยนทิศทางนโยบายกลับไปเหมือนเดิม ทั้งที่เขายังเป็นประธานาธิบดีอยู่”
ขณะที่ ไมเคิล โซโบลิก นักวิจัยจากสถาบันอนุรักษ์นิยม Hudson Institute มองว่า กลุ่มสายเหยี่ยวยังมีโอกาสชนะการต่อสู้ในระยะยาว โดยกล่าวว่า “ยังมีความไม่ไว้วางใจจีนอย่างลึกซึ้งในวอชิงตัน รวมถึงความสงสัยต่อกลุ่มธุรกิจที่พยายามล็อบบี้ให้ผ่อนปรนนโยบายต่อจีนอยู่เสมอ แนวคิดที่ว่าเราสามารถทำกำไรสูงสุดโดยไม่ต้องแลกกับความเสี่ยงด้านความมั่นคงนั้น ฟังดูดีเกินจริง และในที่สุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะเป็นฝ่ายเปิดโปงความเข้าใจผิดนี้เอง”
อ้างอิง : www.bloomberg.com