ttb เผย มนุษย์เงินเดือน รายได้เกิน 1 แสนบาทก็เป็นหนี้ วัยสร้างครอบครัวเป็นเดอะแบกหนี้มากที่สุด
ttb เผย มนุษย์เงินเดือน มากถึง 82% เป็นหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มวัยสร้างครอบครัวอายุ 35-60 ปี ที่มีภาระหนี้สูงที่สุด ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มรายได้ปานกลาง-ต่ำ แม้กลุ่มรายได้สูงเกิน 1 แสนบาท/เดือน 32% ยังใช้เงินเดือนชนเดือน สาเหตุรายได้โตไม่ทันรายจ่าย-ติดแกลม และ ไม่มีความรู้ทางการเงิน แนะบันได 5 ขั้นออกจากวงจรหนี้
21 ต.ค. 2568 นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่มงาน Data และ Analytics ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยในงาน เปิด Insight มนุษย์เงินเดือน “เดอะแบกตัวจริง” การเงินยุคนี้ ว่า ประเทศไทยมีมนุษย์เงินเดือนกว่า 12.5 ล้านคน คิดเป็น 30% ของแรงงานทั้งหมด และสร้างรายได้ภาษีบุคคลธรรมดามากถึง 90% หรือกว่า 2.7 แสนล้านบาทต่อปี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมไทย อย่างไรก็ตามมนุษย์เงินเดือนกลับต้องแบกรับความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาระหนี้ การขาดเงินออมและเงินฉุกเฉิน การใช้ชีวิตเดือนชนเดือนแม้มีรายได้สูง รวมถึงความคุ้มครองที่ไม่เพียงพอ
โดยข้อมูลจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และ ttb analytics ณ เดือนมิถุนายน 2567 พบว่า คนไทยเกือบ 40% มีหนี้ในระบบ โดยมีหนี้สินเฉลี่ยสูงกว่า 5 แสนบาทต่อคน โดยเฉพาะกลุ่มวัยสร้างครอบครัวอายุ 35-60 ปี ที่มีภาระหนี้สูงที่สุด ขณะที่หนี้สินเชื่อส่วนบุคคลยังคงเป็นภาระของทุกช่วงวัย แม้กระทั่งในวัยเกษียณ
“วัยสร้างครอบครัว หรือช่วงอายุ 35 – 60 ปี เป็นเดอะแบกเรื่องหนี้มากที่สุด โดยกลุ่มอายุ 30 ปีขึ้นไป มีหนี้เฉลี่ยถึง 7 แสนบาทต่อคน”
นายนริศ เปิดเผยว่า ขณะที่จากข้อมูลการทำ ttb financial health check หรือโปรแกรมตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ของมนุษย์เงินเดือนในประเทศไทยกว่า 96,000 คน ระหว่างเดือนสิงหาคม 2566 - กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า 8 ใน 10 หรือกว่า 82% ของมนุษย์เงินเดือนมีภาระหนี้
โดยส่วนใหญ่เป็นหนี้ส่วนบุคคลและบัตรเครดิตคิดเป็นสัดส่วนถึง 53% รองลงมาคือหนี้รถคิดเป็น 17% และหนี้บ้าน 15% ที่สำคัญคือ 49% ของมนุษย์เงินเดือนมีหนี้สะสมจากพฤติกรรมจ่ายขั้นต่ำ หรือผิดนัดชำระ และยิ่งไปกว่านั้น 65% ของคนที่จ่ายไหวยังเลือกชำระหนี้ขั้นต่ำ ทำให้เกิดความเสี่ยงสะสมจากดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นและอยู่ในวงจรหนี้ไม่สิ้นสุดซึ่งอาจเกิดจากความไม่เข้าใจในกลไกการทำงานของดอกเบี้ย
สำหรับสาเหตุที่คนไทยเป็นหนี้ มาจากทั้งในด้านของรายได้ไม่ทันรายจ่าย ให้เกิดความจำเป็นต้องพึ่งพาสินเชื่อเพื่อรักษาสภาพคล่อง ซึ่งสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายที่สุดคือสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการการขาดความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) โดยคนไทยจำนวนมากมีความรู้จำกัดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
โดยรู้จักสินเชื่อเพียง 3 ประเภทหลัก คือ สินเชื่อรถ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่ไม่ทราบว่าสามารถนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ เช่น บ้านหรือรถที่ผ่อนไประยะหนึ่งแล้ว มาใช้เป็นหลักประกันเพื่อกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่ามากได้ หรือที่เรียกว่า บ้านแลกเงิน หรือ รถแลกเงิน ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ขณะที่พฤติกรรมที่น่ากังวลที่สุดคือการใช้บัตรเครดิตกดเงินสด ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยสูงกว่าการขอสินเชื่อส่วนบุคคลโดยตรง
“สาเหตุที่คนไทยมีหนี้สูง คือ การที่รายได้โตไม่ทันรายจ่าย โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมารายได้เฉลี่ยของคนไทยเติบโตเฉลี่ย 14% ขณะที่หนี้ส่วนบุคคลเติบโตถึง 200% รวมถึงการยังไม่มีความรู้ทางการเงินที่มากพอ”
นอกจากนี้สื่ออสังคมออนไลน์ (Social Media) มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย ผู้คนมีความต้องการใช้จ่ายเกินความจำเป็นและเกินกว่ารายได้ ทำให้รายได้และรายจ่ายไม่สมดุลกัน นำไปสู่การก่อหนี้สะสมในระยะยาว
“จากอิทธิพลของสื่อนออนไลน์ ทำให้มนุษย์เงินเดือนในยุคนี้ยังให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ หรือ ที่เรียกกันว่า ติดแกลม โดยข้อมูลพบว่า 29% ของมนุษย์เงินเดือนใช้เงินเกินรายได้ และ 51% มีพฤติกรรมใช้เงินแบบเดือนชนเดือน คือหามาเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ทำให้ไม่มีเงินออมเหลือเก็บ ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้มีในเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือนรายได้น้อยหรือปานกลางเท่านั้น แต่กลุ่มรายได้สูงมากกว่าเดือนละ 100,000 บาท 32% ก็ใช้เงินเดือนชนเดือน และ 16% มีรายจ่ายมากกว่ารายได้”
ขณะที่เมื่อประสบปัญหาทางการเงิน ผู้กู้จำนวนมากมักจะเลือกแนวทางที่ง่ายและรวดเร็วเป็นอันดับแรก เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล การกดเงินสดจากบัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งหนี้นอกระบบ เนื่องจากไม่ต้องการความยุ่งยากในการเตรียมเอกสาร หรือรู้สึกอายที่จะปรึกษาสถาบันการเงิน
นอกจากนี้ข้อมูลยังสะท้อนว่าพฤติกรรมทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่ยังขาดภูมิคุ้มกันทางการเงินที่เพียงพอ ทำให้มนุษย์เงินเดือน 60% แบกความเสี่ยงทางการเงิน เนื่องจากมีภาระหนี้สินและไม่มีเงินฉุกเฉินที่เพียงพอโดยพบว่า 77% มีเงินออมน้อยกว่า 10% ของรายได้ และ 70% ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ (มีเงินสำรองฉุกเฉินไว้ใช้น้อยกว่า 6 เดือน) ยิ่งไปกว่านั้นมากถึง 80% ไม่มีความคุ้มครองที่เพียงพอหากเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายไม่คาดฝัน
นายนริศ เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมหนี้ครัวเรือนของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 87% ต่อ GDP อย่างไรก็ตามคาดว่าในช่วงต้นปี 2569 หนี้ครัวเรือนไทยจะลดลงอยู่ที่ 85% ต่อ GDP โดยมีสาเหตุมาจากสินเชื่อที่หดตัว ในช่วง Debt Deleveraging
“สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือไทยเป็นหนี้เพื่อการบริโภคในสัดส่วนที่สูงกว่าประเทศอื่น โดยโครงสร้างหนี้ของไทยมีสัดส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลสูงถึงกว่า 40% ในขณะที่ต่างประเทศมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 20-25%ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของคนไทยที่อาจจะไม่มีความมั่นคง เช่น ไม่มีบ้าน ไม่มีรถ จึงต้องกู้สินเชื่อส่วนบุคคลในสัดส่วนที่มากกว่า และยังเป็นการกู้เพื่อนำไปชำระหนี้เก่าหมุนเวียนไปเรื่อยๆ”
นางณัฐวรรณ อภิรัตนพิมลชัย ประธานกลุ่มกลยุทธ์ลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า การออกจากวงจรหนี้สามารถทำได้ผ่านบันได 5 ขั้น ได้แก่
- หยุดก่อหนี้เพิ่มและไม่ควรกู้หนี้ใหม่มาชำระหนี้เก่าเพราะเป็นการทำให้ปัญหาแย่ลง
- สรุปรายการหนี้คงค้างทั้งหมด
- หาเงินก้อน เช่น โอที โบนัส หรือ แปลงสินทรัพย์บางส่วนเป็นเงินก้อนเพื่อชำระหนี้โดยเลือกก้อนหนี้ที่น้อยก่อนเพื่อสร้างกำลังใจ
- รวบหนี้/รีไฟแนนซ์ เพื่อลดภาระการผ่อนรายเดือน
- วางแผนชำระคืนด้วยเงินคงเหลือหลังชำระขั้นต่ำทุกรายการเพื่อปิดหนี้ให้ได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชีวิตทางการเงินที่ดีเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะคือรากฐานการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทีทีบีในฐานะธนาคารที่มุ่งมั่นให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น จึงพร้อมช่วยแบ่งเบาภาระของมนุษย์เงินเดือน ผู้เป็นเดอะแบกตัวจริงการเงินในยุคนี้ ผ่านการมอบโซลูชันที่ครอบคลุมครบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น
แบ่งเบาภาระหนี้ :
ผ่านโปรแกรมผ่อนดีมีรางวัล ที่ให้สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระดีได้รับข้อเสนอรีไฟแนนซ์ที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าช่วยให้ปิดหนี้ได้ไวและสะดวกยิ่งขึ้น บริการรวบหนี้ด้วยบ้าน-รถ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล ช่วยประหยัดดอกเบี้ยให้ถูกลง ค่างวดลดลง มีเงินเหลือใช้เพิ่มขึ้น
หรือสินเชื่อสวัสดิการอเนกประสงค์ทีทีบี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับพนักงานบัญชีเงินเดือนทีทีบีที่กำลังมองหาตัวช่วยลดภาระหนี้ และทำงานในบริษัทที่มีการลงนามข้อตกลง (MOU) ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้น 7.99% ต่อปี
แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย :
ด้วยบัญชีเงินฝาก ttb all free ที่ฟรีค่าธรรมเนียมทั่วไทย คุ้มค่ายิ่งขึ้นเมื่อใช้คู่บัตรเดบิต ttb all free Disney ที่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นเดียวกับบัตรเครดิต แต่ลิมิตการใช้จ่ายป้องกันการใช้จ่ายเกินตัว รวมถึงบัญชี ttb ME save เงินฝากดอกเบี้ยสูง ที่ช่วยฝึกวินัยการออม
โดยได้รับดอกเบี้ยโบนัสมากขึ้นเมื่อฝากเพิ่มทุกเดือน พิเศษสำหรับพนักงานบัญชีเงินเดือนทีทีบี รับดอกเบี้ยสูงกว่าลูกค้าทั่วไป 0.2% ต่อปี ช่วยให้ออมได้มากขึ้นและเป็นเงินสำรองฉุกเฉิน สามารถถอนได้เมื่อมีเหตุจำเป็น
แบ่งเบาความกังวล :
อุ่นใจด้วยโซลูชันที่เข้าถึงง่ายและหลากหลาย อาทิ รับความคุ้มครองอุบัติเหตุจากบัญชี ttb all free เพียงคงเงินฝากไว้ในบัญชีเงินฝาก ไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ทุกวันตลอดทั้งเดือนให้ความคุ้มครองชีวิต 20 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือในบัญชี สูงสุด 3 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 3,000 บาทต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งของอุบัติเหตุ (ให้ความคุ้มครองโดย บมจ. ธนชาตประกันภัย)
นอกจากนี้ ยังมอบความคุ้มครองที่อุ่นใจ ตอบโจทย์ความต้องการในทุกช่วงชีวิตทั้ง กลัวเจ็บ-กลัวจน-กลัวตาย และเหมาะสมสำหรับมนุษย์เงินเดือน อาทิ ประกันชีวิตและสุขภาพ ทีทีบี เหมา เหมา อัลตร้า แคร์ ที่ใช้สวัสดิการของบริษัทจ่ายค่ารักษาพยาบาลส่วนแรกเพื่อลดค่าเบี้ยให้ถูกลง และได้รับความคุ้มครองมากขึ้น
แบ่งเบาภาระภาษีและความเสี่ยงในอนาคต : ผ่านโซลูชันกองทุนคุณภาพและประกันที่คุ้มครองครอบคลุมเพื่อการลดหย่อนภาษี ที่คัดสรรมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของมนุษย์เงินเดือนแต่ละกลุ่ม พร้อมแคมเปญลดหย่อนภาษี 2568 ให้ความคุ้มค่าทั้งการลงทุนและประกันชีวิต (เงื่อนไขการลดหย่อนภาษีเป็นไปตามเกณฑ์กรมสรรพากร)
นอกจากโซลูชันที่ช่วยแบ่งเบาที่ครอบคลุมแล้ว ทีทีบียังเสริมแกร่งความรู้ทางการเงิน เพื่อให้มนุษย์เงินเดือนบรรลุเป้าหมายชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น ได้แก่ fintips แหล่งรวมเคล็ดลับทางการเงินบนเว็บไซต์ทีทีบี โซเชียลมีเดียและช่องทางต่าง ๆ, คอร์สการเงินออนไลน์, โค้ชปลดหนี้ และสัมมนาความรู้ทางการเงิน โดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทั้งตรวจสุขภาพทางการเงินเพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันทางการเงินของตนเอง
“ทีทีบีเชื่อว่าความมั่นคงทางการเงินไม่ใช่เรื่องของรายได้เพียงอย่างเดียว แต่คือการมีเครื่องมือและภูมิคุ้มกันทางการเงินที่รอบด้าน ธนาคารจึงสร้างสรรค์และพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ ครบทุกมิติการเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระ พร้อมให้มนุษย์เงินเดือนก้าวข้ามข้อจำกัด และมีชีวิตการเงินที่ดีขึ้น พร้อมยืนหยัดได้อย่างมั่นคง”