โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

The Momentum

อัพเดต 30 ก.ย 2568 เวลา 14.56 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2568 เวลา 07.56 น. • THE MOMENTUM

วันนี้ (30 กันยายน 2568) ณ อาคารรัฐสภา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

เอกนิติระบุว่า รัฐสภาให้ข้อคิดเห็นมากมาย โดยชื่นชมคำเปรียบเปรยของฝ่ายค้านที่มองว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ก็มองในทิศทางเดียวกัน และเห็นว่าประเทศไทยเหมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งลงเหว

โดยชี้ว่า การส่งออก การบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชน เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับหรือดับไปแล้ว เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีการคาดการณ์ว่า จะโตร้อยละ 1.7 ในไตรมาส 3 อาจจะโตเพียงร้อยละ 0.3 ในไตรมาส 4 ฉะนั้นจึงเหลือเพียงการใช้จ่ายของภาครัฐที่เป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่ยังคงทำงานอยู่

สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เอกนิติระบุว่า จะใช้หลักคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ ผ่านนโยบาย Big Quick Win ซึ่งเป็นการลงมือทำอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และให้ประชาชนกับผู้ประกอบการได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 1 ฐานรากที่แข็งแกร่ง

เสาหลักที่ 1 คือการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นำร่องด้วยโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าครองชีพให้ประชาชนครึ่งหนึ่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงิน 2,400 บาท ขณะที่ผู้ที่ยังไม่อยู่ในระบบจะได้รับ 2,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและปรับปรุงโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า

เสาหลักที่ 2 คือลดภาระหนี้สินภาคประชาชน จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหนี้ของประชาชนมาปรับปรุงโครงสร้าง ลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนหายใจได้คล่องขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพื่อป้องกันการเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ

เสาหลักที่ 3 คือเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ใช้กลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมดำเนินโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ที่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือรายย่อยมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรจะเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs วงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด

เสาหลักที่ 4 คือเพิ่มการออมของประชาชน จะมีการปรับรูปแบบการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อสลากในแต่ละงวดจะจัดสรรเข้าบัญชีเงินออมของประชาชนโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้องถือครองไว้เป็นเวลา 5 ปี จึงจะสามารถนำออกมาใช้ได้ นอกจากนี้จะเพิ่มโอกาสให้รายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และผู้สูงอายุที่ออมเงินจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

เสาหลักที่ 5 คือการลงทุนเพื่ออนาคตและเพิ่มทักษะแรงงาน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันการศึกษา ในการผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้จะปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วในช่วงปี 2566-2567 แต่ยังติดขัดเรื่องสาธารณูปโภคและแรงงาน ซึ่งมีเม็ดเงินคงค้างอยู่ 4.7 แสนล้านบาท ผ่านนโยบาย Fast Pass เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติต่างๆ ให้เงินลงทุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน

เอกนิติเน้นย้ำว่า เสาทั้ง 5 หลักจะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง นั่นคือ การรักษาวินัยและเสถียรภาพทางการคลัง โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงการคลังจะจัดทำกรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่ารัฐบาลมีแผนการคลังที่ชัดเจน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

“ผมไม่ได้ใช้เงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติโดยรัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้กู้เพิ่ม แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท บวกกับ 9,000 ล้านบาทจากงบกลาง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบงบประมาณที่รัฐสภาอนุมัติแล้ว” เอกนิติกล่าว

รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทิ้งท้ายว่า เป้าหมายที่ชัดเจนคือการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ติดหล่ม โดยอัตราการเติบโตของ GDP จะต้องสูงกว่าร้อยละ 0.3 ที่คาดการณ์ไว้ พร้อมกับลดระดับหนี้ครัวเรือน และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...