โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จี้คุมดอกเบี้ยต่ำยาว รอเศรษฐกิจโตเกิน3% เอื้อผู้กู้รายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ส.ค. 2568 เวลา 23.53 น. • เผยแพร่ 20 ส.ค. 2568 เวลา 05.26 น.

ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2568 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่งประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25% หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ไปที่ระดับ 1.50%

เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและเพื่อให้ภาวะการเงินเอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจและช่วยบรรเทาภาระของกลุ่มเปราะบาง

จี้รัฐปรับโครงสร้างดอกเบี้ย

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ไม่เคยเห็นธนาคารเอกชนลดดอกเบี้ยเท่ากับดอกเบี้ยนโยบายของกนง.

ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตามอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเทียบกับช่วงที่ผ่านมาที่ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเพียง 50 % หรือ 2ใน 3 ของดอกเบี้ยนโยบายที่ประกาศลดลงเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น ยังมองว่า ดอกเบี้ยยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูง โดยเฉพาะดอกเบี้ย MLR ที่มีโปรโมชั่นในช่วงสั้นๆ เพียง 3 ปีแรกจากนั้นจะปรับขึ้นเฉลี่ย 6-7%

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

จึงมีข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลคือ กระทรวงการคลัง ช่วยพิจารณาหารือร่วมกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)คนใหม่ ให้ปรับโครงสร้างดอกเบี้ยทั้งหมด โดยเฉพาะ MLR เพื่อให้ผู้กู้รายย่อยและธุรกิจผ่อนคลายและช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

อีกมุมมองว่า กระทรวงคลัง โดยรัฐบาลไม่มีอำนาจสั่งธนาคารพาณิชย์ แต่อาจขอความร่วมมือช่วยเหลือดีเวลลอปเปอร์ที่สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความยากลำบาก เพราะต้นทุนสูง แต่มองว่า เป็นการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคารเท่านั้น

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อใหม่มองว่า จะยังคงยากขึ้นกว่าเดิมและการปฎิเสธสินเชื่อยังคงสูงขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

นายสุนทรกล่าวต่อว่า สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร (วันที่19 สิงหาคม) เรียกร้องไปถึงรัฐบาลหารือร่วมธปท. เจรจากับธนาคารพาณิชย์ ผ่อนคลายการปล่อยสินเชื่อตรงตามข้อเท็จจริง เนื่องจากพบว่า กรณีลูกค้ากู้ไม่ผ่าน เช่ เกิดจากบริษัทที่ทำงานมีผลประกอบการที่ขาดทุน แม้ว่ ผู้กู้มีรายได้ที่ดีก็ตามซึ่งสมาคมมองว่า ควรพิจารณาที่ตัวบุคคลมากกว่าบริษัท

หรือหาก ธนาคารต้องพิจารณาบริษัทควบคู่ไปด้วย ควรมองที่กระแสเงินสดในมือมากกว่าผลประกอบการขาดทุนกำไร พนักงานรายได้ 7 หมื่นบาทถึง 1 แสนบาทต่อเดือน แต่บริษัทมีผลกำไรขาดทุน เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้สินเชื่อแบงก์หดตัว นอกจากนี้กรณีเปลี่ยนที่ทำงานใหม่หากต้องการขอสินเชื่อ ต้องรอพิจารณาประวัติการทำงานใหม่

ที่สำคัญธนาคารพาณิชย์ ควรพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มอาชีพอิสระรวมถึงมนุษย์เงินเดือนที่ควรนับรวมถึงรายได้พิเศษ หรือเงินล่วงเวลา จะทำให้สามารถกู้บ้านได้เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับเด็กจบใหม่ที่ธนาคารเพ่งเล็งเป็นพิเศษและไม่ปล่อยสินเชื่อโดยง่าย เนื่องจากเห็นว่าไม่เคยมีประสบการณ์ผ่อนบ้านมาก่อน ทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่า จะเป็นลูกค้าที่มีวินัยมากน้อยแค่ไหน ต่างกับคนที่เคยผ่อนบ้านกับธนาคารจะเห็นถึงวินัยอย่างไร จึงตัดสินใจปล่อยสินเชื่อใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม รัฐควรเห็นความสำคัญที่อยู่อาศัย เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มีความมั่นคงระยะยาวสำหรับผู้บริโภค จากการตรวจสอบ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ทั้งระบบพบว่า มีอยู่ประมาณ 13 ล้านล้านบาทที่ต้องแก้ไข ขณะที่อยู่อาศัยมีเพียง 5 ล้านล้านบาทเท่านั้น สะท้อนว่า มีผลกระทบน้อยมาก

“สมาคมเรียกร้องให้กระทรวงการคลังเจรจากับผู้ว่าธปท.คนใหม่สร้างสมดุล เกี่ยวกับดอกเบี้ยต้องต่ำในระยะยาวจนกว่าจีดีพีประเทศจะขยายตัวสูงกว่า 3%ขึ้นไปจึงจะปล่อยให้ดอกเบี้ยทรงตัวหรือปรับขึ้น นอกจากนี้ต้องรักษาสมดุลของเงินเฟ้อรวมถึงค่าเงินบาทให้มั่นคงมีเสถียรภาพเชื่อว่าจะสามารถแข่งขันกับประเทศคู่ค้าได้” นายสุนทรกล่าว

วอนแบงก์ปล่อยสินเชื่อตามจริง

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยระบุว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่ธนาคารพาณิชย์พร้อมใจกันปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพื่อผ่อนคลายผู้กู้รายย่อย ส่งผลให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพิ่ม 2%

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย

ขณะเดียวกันจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยคงค้างในระบบของที่อยู่อาศัยมูลค่า 5 ล้านล้านบาท เมื่อลด MRR 0.25% จะลดลงมากถึง 12,500 ล้านบาทต่อปี

ข้อเสนอสมาคมอาคารชุดไทย นอกจากต้องการให้รัฐประสานกับธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยในระยะยาวแล้ว ยังต้องการให้ ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อตามความจริงต่อเนื่อง เพื่อให้เศรษฐกิจประเทศขับเคลื่อนต่อได้

ดอกเบี้ยลด มีผลบางระดับราคา

เช่นเดียวกับตลาดรับสร้างบ้านช่วงครึ่งแรกปี 2568 เป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความท้าทายและถือเป็นปีที่ค่อนข้างเหนื่อยสำหรับผู้ประกอบการ จากปัจจัยเศรษฐกิจ การเมืองและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น

ทำให้ตลาดโดยรวมมีมูลค่าหดตัวลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 96,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่า 107,000 ล้านบาทในครึ่งแรกปี 2567 นั้น แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญอย่างชัดเจน

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน(HBA)กล่าวว่า การหดตัวของตลาดส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าลดลงจาก 25% ในปี 2567 เหลือ 20% ในปี 2568

ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 80% สะท้อนให้เห็นถึงการกระจายตัวของกำลังซื้อที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและภาวะตลาดที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค

นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน

เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ หลายคนอาจมองว่า การปรับลดดอกเบี้ยเป็นแรงกระตุ้นที่สำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการลดดอกเบี้ย 0.25%

ล่าสุดมีผลกระทบอย่างมากกับตลาดอสังหาฯโดยรวม แต่สำหรับธุรกิจรับสร้างบ้านนั้น ผลกระทบอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกลุ่มลูกค้าหลักเป็นกลุ่มที่สร้างบ้านในระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป คิดเป็น 70% ของยอดขายทั้งหมด

“ลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสูง ไม่ได้พึ่งพาการกู้ยืมเงินจากธนาคารมากนัก หรือหากมีการกู้ยืมก็จะเป็นการกู้ในสัดส่วนที่น้อยและมีแนวโน้มที่จะปิดบัญชีสินเชื่อได้เร็วกว่ากำหนด ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยมากนัก”

อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยยังมีผลดีต่อกลุ่มลูกค้าที่สร้างบ้านในระดับราคาต่ำกว่า 2.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีสัดส่วน 5% และต้องพึ่งพาสินเชื่อเป็นหลัก ซึ่งจะได้ประโยชน์โดยตรงจากต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ทำให้การตัดสินใจสร้างบ้านง่ายขึ้น

ซึ่ง สมาคมฯ ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินที่เสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษให้กับลูกค้าที่ทำสัญญากับบริษัทสมาชิก ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน “แรงส่ง” ที่สำคัญที่จะกระตุ้นกำลังซื้อในช่วงครึ่งปีหลัง

ศูนย์วิจัยกสิกรคงเป้าสินเชื่อ-0.6%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ของแบงก์รอบนี้ส่งผ่านได้เร็วและเต็มที่กว่าการปรับลดดอกเบี้ยในรอบก่อนๆ โดยธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่กลุ่ม D-SIBs ที่ยอดคงค้างสินเชื่อรวมกันประมาณ 85% ของระบบแบงก์ไทยประกาศปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้เพียงขาเดียวในช่วง 1-2 วันหลังผลประชุมกนง.

“เป็นที่น่าสังเกตว่า ขนาดการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR MRR และ MOR ลง 0.25%รอบนี้ เท่ากับขนาดการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งคงต้องยอมรับว่า เป็นสถานการณ์ที่ไม่พบบ่อยนักในช่วงดอกเบี้ยขาลงระยะหลังๆ”

ทั้งนี้ ผลจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ในรอบนี้ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยปรับลดลงรวมกันประมาณ 5,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าผลดีของการปรับลดดอกเบี้ยในรอบก่อนในเดือนพ.ค. 2568 ที่ประเมินไว้ที่ 4,400-4,900 ล้านบาท

อานิสงส์ส่วนใหญ่จะอยู่กับสินเชื่อธุรกิจ สินเชื่อบ้านและสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อบ้านแลกเงิน

อย่างไรก็ดี ด้วยภาพเศรษฐกิจครึ่งหลังของปี 2568 ที่อาจขยายตัวได้ต่ำกว่าครึ่งปีแรก และยังมีความไม่แน่นอนอีกหลายประเด็นที่อาจกดดันความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงตัวเลขคาดการณ์ภาพรวมสินเชื่อระบบแบงก์ไทยปี 2568 ไว้ที่ -0.6% ตามเดิม ซึ่งนับเป็นการติดลบของสินเชื่อระบบแบงก์ไทยเป็นปีที่สองติดต่อกัน

สินเชื่อแบงก์ Q2/68 หดตัว-0.9%

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส2 ปี 2568 โดยรวมยังหดตัวต่อเนื่อง แต่อัตราชะลอลงอยู่ที่ -0.9%จากช่วงเดียวกันปีก่อน และดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ติดลบถึง 1.3%

โดยสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

ขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อ NPL ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5.55 แสนล้านบาท หลักๆ จากสินเชื่อธุรกิจ ขณะที่ปริมาณ NPL ของสินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับลดลงทุกประเภท ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ทรงตัวอยู่ที่ 2.91%

ส่วนสินเชื่อ Stage2 ปรับลดลงในเกือบทุกพอร์ต หลังจากลูกหนี้สามารถชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ส่งผลให้สัดส่วน stage2 ลดลงอยู่ที่ 6.88%

หน้า 1 หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 4,124 วันที่ 21 - 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...