ประวัติศาสตร์ “ราชทัณฑ์” ใน “เสวนา 110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ยุคศิวิไลซ์”
เมื่อกิจการราชทัณฑ์คือประจักษ์พยานการเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัย จากการลงโทษนักโทษโดยมุ่งสร้างความเจ็บปวดทรมานและคร่าชีวิต มาเป็นการจำกัดอิสรภาพ แล้วพัฒนาเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพก่อนปล่อยตัวคืนสู่สังคม จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าสยามข้ามพ้นจากยุคจารีตสู่ยุคศิวิไลซ์อย่างเต็มตัว
ในโอกาสครบ 110 ปีกรมราชทัณฑ์พ.ศ. 2568 นับเป็นเวลาอันยาวนาน งานราชทัณฑ์พัฒนามาไกลมากจากเมื่อแรกสถาปนา เป็นที่มาของเวทีพูดคุยเจาะลึกประวัติศาสตร์กรมราชทัณฑ์ กับบทบาทสำคัญในการจัดการผู้กระทำผิด และธำรงไว้ซึ่งระเบียบสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ภายใต้ชื่อ “เสวนา 110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีตสู่ ยุคศิวิไลซ์”
งานนี้เป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง สำนักพิมพ์มติชนกับ กรมราชทัณฑ์พร้อมกับการเปิดตัวหนังสือ “ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์” และ“กรมราชทัณฑ์ ใต้ร่มพระบารมี”ที่บอกเล่าประวัติศาสตร์และพัฒนาการ 110 ปี ของกรมราชทัณฑ์ ท่ามกลางบริบทการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ รวมถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อกิจการราชทัณฑ์ โดยมี นายทวี สอดส่อง รมว. กระทรวงยุติธรรม และผู้บริหารเครือมติชน นำโดย ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการ เข้าร่วม
เวทีเสวนามีวิทยากรได้แก่ สหการณ์ เพ็ชรนรินทร์อธิบดีกรมราชทัณฑ์, ศ. (พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และ ผศ. ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ เจ้าของผลงาน “รัฐราชทัณฑ์ อำนาจลงทัณฑ์ในยุคสมัยใหม่” (สนพ. มติชน) ดำเนินรายการโดย กษิดิศ อนันทนาธร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
พัฒนาการกรมราชทัณฑ์
อ. ศรัญญู เล่าถึงอำนาจของงานราชทัณฑ์ว่า เป็นสิ่งสะท้อนอำนาจผู้ปกครอง เพราะการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหรือผู้กระทำผิด คือกระจกสะท้อนมุมมองผู้ปกครองต่อประชากรของรัฐ โดยการลงโทษในยุคจารีตจะสัมพันธ์กับความเชื่อ เป็นการลงโทษผู้ละเมิด “ธรรมะ” แม้ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์คือพระมหากษัตริย์ แต่ในทางปฏิบัติอำนาจเหล่านั้นอยู่ที่มูลนาย-ขุนนาง การลงทัณฑ์ในยุคจารีตจึงไม่มีมาตรฐาน ไร้แบบแผน
เมื่อมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมจากตะวันตกเข้ามา เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญสมัยรัชกาลที่ 5 คือการกำหนดมาตรฐานการลงทัณฑ์แบบใหม่ การทรมานทางร่างกายเปลี่ยนเป็นการควบคุมในพื้นที่จำกัด (คุก) และนำมาสู่การรวมอำนาจหน่วยงานรับผิดชอบ เพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นหลักในสมัยรัชกาลที่ 6 นั่นคือ “กรมราชทัณฑ์”
หนังสือ “ชำระประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์” และ “กรมราชทัณฑ์ ใต้ร่มพระบารมี”
สหการณ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เล่าถึงที่มาของการจัดทำหนังสือชุดนี้ว่า หลังจากดำรงตำแหน่งอธิบดี มีโอกาสได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ และหนังสือที่อดีตผู้บริหารคนก่อน ๆ รวบรวมไว้ จึงเกิดความคิดว่าหากเอาข้อมูลเหล่านี้มานำเสนอ ย่อมเกิดประโยชน์ต่อสังคม เน้นรวบรวมเรื่องราวในอดีตของงานราชทัณฑ์ทั้งหมด ทั้งในมิติกระบวนการลงโทษและภายใต้พระบารมีพระมหากษัตริย์แต่ละรัชกาล
เป็นที่มาว่า ทำไมหนังสือทั้ง 2 เล่มจึงอัดแน่นแง่มุมที่น่าสนใจมากมายในประวัติศาสตร์กรมราชทัณฑ์ เช่น การพระราชทานตรา “พระยมทรงสิงห์” อันมีนัยถึงภารกิจของกรม “ตราเทวดานั่งแท่นถือไม้เท้า” ของอธิบดี ทั้งยังบอกเล่าพัฒนาการการลงทัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ อย่างการประหารชีวิตก็เล่าถึงการประหารชีวิตด้วยดาบคนสุดท้าย (บุญเพ็งหีบเหล็ก) การประหารด้วยปืนคนแรก (สิบเอกสวัสดิ์ มะหะหมัด) การใช้ยาพิษ เรื่อยมาถึงยุคศิวิไลซ์ ที่เน้นหลักสิทธิมนุษยชน จำกัดอิสรภาพ แต่มุ่งพัฒนาศักยภาพและคุณภาพนักโทษให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าอีกครั้ง ส่วนอีกเล่มจะเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อกิจการราชทัณฑ์ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
“ผมอยากให้เห็นว่าคุกไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในสังคม เราต้องยอมรับ ให้ความสำคัญ เพราะมันอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ทิ้งท้าย
พระราชอำนาจในการ “อภัยโทษ”
อ. ธงทอง ให้ภาพความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อกรมราชทัณฑ์ โดยเน้นว่าพระราชอำนาจในการอภัยโทษมีความหมายสำหรับนักโทษมาก เพราะผู้ต้องขังจะไม่อยู่อย่างสิ้นหวัง การอภัยโทษทั้งแบบลดโทษและปล่อยตัว จึงเป็นความหวังของผู้ต้องขัง ลดความแออัดภายในเรือนจำ และเกื้อกูลให้งานราชทัณฑ์ดำเนินต่อไปได้
นอกจากนี้ ยังเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนับสนุนห้องสมุด “พร้อมปัญญา” ห้องสมุดเรือนจำ ทรงสนพระทัยเสมอว่านักโทษเข้าถึงหนังสือหรือไม่ มีพระกระแสรับสั่งว่า นักโทษเป็นกลุ่มคนมีเวลามาก จึงควรเรียนหนังสือ รวมถึงความเอื้ออาทรที่ทรงมีต่อผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิง และ “โครงการราชทัณฑ์ปันสุข” ทำให้เห็นว่า พระมหากรุณาธิคุณของเจ้านายต่องานราชทัณฑ์มีมาอย่างต่อเนื่อง
ฉายภาพประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ผ่านหนังสือ
ส่วน อ. ศรัญญู เล่าถึงงานราชทัณฑ์ยุคแรก ๆ ซึ่งเน้นการจำกัดบริเวณนักโทษ ไม่เน้นเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เกิดแนวคิดและกระบวนการปรับพฤติกรรม ซึ่งหนังสือทั้ง 2 เล่มให้ข้อมูลตรงนี้ไว้อย่างครบครัน มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายที่หลายภาพไม่เคยเผยแพร่มาก่อน รวมถึงเอกสารการพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งไม่ได้มีแค่นักโทษชาวไทย แต่รวมถึงชาวต่างชาติด้วย
ด้าน อ. ธงทอง เสริมว่า การอภัยโทษชาวต่างชาติที่โดนคุมขังในบ้านเรา เป็นผลดีโดยตรงต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะทำให้การทำข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างกัน บรรลุเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังฝากให้ทุกคนเข้าใจกรมราชทัณฑ์ที่ต้องรับภาระ “เกินตัว” โดยเฉพาะเรื่องการปรับพฤติกรรมนักโทษด้วยทุนรอนที่จำกัด รวมถึงทิศทางที่อยากให้ภาครัฐสนับสนุนให้เกิดขึ้นในอนาคต คือ การติดตามหรือระบบดูแลผู้ต้องขังหลังพ้นโทษ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบด้านนี้โดยตรง ซึ่งเรื่องนี้อธิบดีกรมราชทัณฑ์ก็เห็นด้วย
อ่านเพิ่มเติม :
- จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกฯ ไทยคนแรกที่ติดคุก ข้อหา “อาชญากรสงคราม”
- กำเนิดกรมราชทัณฑ์ เรือนจำกลางบางขวาง-คลองเปรม และการเลิกธรรมเนียมเก็บเงินนักโทษ
- อาหารนักโทษคดีกบฏบวรเดช ติดคุกบางขวาง (บางคน) ช่วงหนึ่งมีหูฉลาม-ของจากโรงแรม
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กันยายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ประวัติศาสตร์ “ราชทัณฑ์” ใน “เสวนา 110 ปี กรมราชทัณฑ์ จากยุคจารีต สู่ยุคศิวิไลซ์”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com