ไทยเบฟ รายได้ 9 เดือน ทรงตัวที่ 2.58 แสนล้านบาท
ไทยเบฟ รายงานรายได้ 9 เดือนที่ 258,621 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน ธุรกิจเบียร์ โตเด่น EBITDA เพิ่ม 4.0% เล็งลงทุนเชิงรุก ธุรกิจสุราดัน PRAKAAN สู่ตลาดโลกพร้อมขยายกำลังการผลิตในต่างประเทศ และเสริมทัพผลิตภัณฑ์ Healthier Choice ในกลุ่มเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ ไทยเบฟ รายงานรายได้จากการขาย 9 เดือนแรกของปี 2568 อยู่ที่ 258,621 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า แม้เผชิญกับภาวะการบริโภคที่ชะลอตัวและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความท้าทาย
บริษัทชี้แจงว่ากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) ลดลงเพียง 4.0% มาอยู่ที่ 45,026 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มการลงทุนด้านตราสินค้าและการตลาดตามแผน โดยยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ PASSION 2030 ที่เน้นการเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนการเติบโต
ธุรกิจสุรา : ลงทุนแบรนด์และนวัตกรรม หนุนตลาดต่างประเทศแกร่ง
ธุรกิจสุรามีรายได้จากการขายงวด 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 92,778 ล้านบาท ซึ่งทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมจะลดลง 0.8% และ EBITDA ลดลง เนื่องจากค่าใช้จ่ายการตลาดที่เพิ่มขึ้นเพื่อเสริมแกร่งตราสินค้าและสนับสนุนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงเมียนมา ยังคงมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
แผนการลงทุนและกลยุทธ์หลัก : บริษัทมุ่งเสริมแกร่งแบรนด์หลักในไทย (รวงข้าว, หงส์ทอง, แสงโสม) และผลักดันสุราไทยสู่เวทีโลก ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับสากล อาทิ PRAKAAN (ปราการ) ซิงเกิลมอลต์วิสกี้แบรนด์แรกของไทย ที่เตรียมขยายตลาดสู่สหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว ZATO (ซาโต้) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พร้อมดื่ม (RTD) เพื่อตอบสนองตลาดนวัตกรรม สำหรับตลาดเมียนมา แกรนด์ รอยัล วิสกี้ ยังคงเป็นผู้นำตลาดวิสกี้อันดับ 1 ในเมียนมา และมีการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้วย Chingu Soju ในตลาดโลกมีการเพิ่มศักยภาพการผลิตด้วยการขยายคลังสินค้าในสหราชอาณาจักร และวางแผนขยายโรงกลั่นในนิวซีแลนด์
ธุรกิจเบียร์ : กำไรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนและประสิทธิภาพการผลิต
ธุรกิจเบียร์มีรายได้จากการขาย 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 96,497 ล้านบาท ซึ่งทรงตัวจากปีก่อน เนื่องจากสภาวะตลาดที่ท้าทายในประเทศเวียดนาม แม้ว่าปริมาณขายรวมจะเพิ่มขึ้น 4.8% ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ธุรกิจมี EBITDA เพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 12,573 ล้านบาท และมีอัตรากำไรเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการ ลดลงของต้นทุนวัตถุดิบหลัก และการพัฒนา ประสิทธิภาพในการผลิต ที่ดีขึ้น
แผนการลงทุนและกลยุทธ์หลัก : ในประเทศไทย บริษัทมุ่งเสริมแกร่ง ช้าง คลาสสิก และยกระดับ ช้าง โคลด์บรูว์ สู่ตลาดแมสพรีเมียม ควบคู่กับการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย สำหรับประเทศเวียดนาม (ซาเบโก้) ยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดด้วย Bia Saigon โดยเน้นการลงทุนด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (เช่น เปิดตัว 333 Pilsner และ Bia Saigon Chill 250 มล.) และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรจากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มในบริษัทร่วม Sabibeco เพื่อเสริมกำลังการผลิต
ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ : การลงทุนกดดัน EBITDA เน้น Healthier Choice
ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 49,326 ล้านบาท ลดลง 0.7% จากปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมจะเพิ่มขึ้น 0.4% การลงทุนในตราสินค้าและกิจกรรมทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมที่ลดลง ส่งผลให้ธุรกิจมี EBITDA ลดลง 6.3% เหลือ 8,718 ล้านบาท
แผนการลงทุนและกลยุทธ์หลัก : บริษัทเดินหน้าเสริมแกร่งแบรนด์หลัก (โออิชิ, คริสตัล, เอส) และขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ทางเลือกเพื่อสุขภาพ (Healthier Choice) โดยเฉพาะการเปิดตัว NutriWell (นิวทริเวล) นมถั่วเหลืองพรีเมียมในไทย หลังการผนวกธุรกิจ F&N เข้ามาในกลุ่ม บริษัทเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านจุดขายกว่า 600,000 จุด ในไทย และเครือข่ายกระจายสินค้าในมาเลเซียและสิงคโปร์ ควบคู่กับการใช้ดิจิทัลเพื่อขยายช่องทางการขายผ่านอีคอมเมิร์ซ
ธุรกิจอาหาร : ยอดขายลดลงจากกำลังซื้อชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบสูง
ธุรกิจอาหารมีรายได้จากการขายช่วง 9 เดือน ปี 2568 จำนวน 16,563 ล้านบาท ลดลง 1.4% จากปีก่อน เนื่องจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการใช้จ่ายที่ลดลง รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงที่สูงขึ้น ส่งผลให้ EBITDA ลดลง
แผนการลงทุนและกลยุทธ์หลัก : บริษัทมุ่งเน้นกลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการขยายสาขาใหม่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และการขับเคลื่อนยอดขายในสาขาเดิมผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายและการสร้างสรรค์เมนูใหม่ นอกจากนี้ยังเสริมแกร่งพื้นฐานทางธุรกิจผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำงานได้หลายแบรนด์ และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยระบบดิจิทัลและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน
มิติความยั่งยืน : มุ่งสู่ Net Zero และการยอมรับระดับโลก
ไทยเบฟยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero - Scope 1, 2 และ 3) ภายในปี 2593 (ได้รับการรับรองจาก SBTi) บริษัทประสบความสำเร็จในการใช้พลังงานหมุนเวียนในองค์กร 42.6% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 5.12%
นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล Best Sustainability-Linked Loan – Beverage และได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สะท้อนความมุ่งมั่นด้าน ESG ในระดับสากล