ธุรกิจอัดโปรชิง 6 หมื่นล้าน ลุ้นคนละครึ่งพลัสปลุก-มาม่าเพิ่มกำลังผลิต
รัฐบาลเดินแผนฟื้นเศรษฐกิจ “เอกนิติ” โชว์มาตรการระยะสั้น-วางเกมยาว ประเดิมคิกออฟอัด 6 หมื่นล้านกระตุ้นกำลังซื้อไตรมาสสุดท้าย พร้อมแผน “ลดหนี้ครัวเรือน-เติมสภาพคล่อง SMEs” เอกชนเร่งเตรียมแคมเปญชิงเม็ดเงิน “คนละครึ่งพลัส” ยักษ์บะหมี่สำเร็จรูป “มาม่า” ลุยเพิ่มกำลังผลิตรับดีมานด์ สมาคมภัตตาคารไทย ชี้เป็นความหวังครั้งใหญ่ธุรกิจร้านอาหาร หวังกอบกู้ยอดขาย หลังสูญรายได้มาทั้งปี EIC-SCB ชี้กระตุ้นกำลังซื้อ-ลดค่าใช้จ่ายจำเป็นต้องทำ หวั่นแรงส่งไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ สอท.ดันภาครัฐ-เอกชนซื้อสินค้า Made in Thailand อุ้มเอสเอ็มอี ควบคู่ “คนละครึ่ง” ช่วยปลุกเศรษฐกิจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอย จังหวะเดียวกับที่รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เริ่มทำหน้าที่แบบเต็มตัว หลังจากแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 29-30 ก.ย.ที่ผ่านมา และเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษทันที ในช่วงเย็นวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา เพื่ออนุมัติใช้งบประมาณปี 2568 ที่ยังเหลืออยู่ โดยส่วนหนึ่งกว่า 22,000 ล้านบาท นำไปใส่ในกองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม เพื่อเตรียมเติมเงินให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13 ล้านคน
ขณะเดียวกันจะมีโครงการ “คนละครึ่งพลัส” วงเงินกว่า 4 หมื่นล้านบาท ใช้งบประมาณปี 2569 สำหรับกลุ่มเป้าหมายประมาณ 20 ล้านคน ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนต้นเดือน ต.ค.นี้ และเริ่มใช้จ่ายประมาณปลายเดือน ต.ค. โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษี (ยื่นแบบภาษีเงินได้) จะได้รับวงเงินใช้จ่าย 2,400 บาท และผู้ที่ไม่เคยยื่นแบบภาษีจะได้ 2,000 บาท
ขุนคลังเปิดแผนเคลื่อน ศก.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะนำรายละเอียดเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในสัปดาห์หน้า (7 ต.ค.) โดยยืนยันว่าจะดำเนินการได้ทันในเดือน ต.ค.แน่นอน เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนสมทบ 200 บาท สามารถสะสมได้
ส่วนพ่อค้าแม่ค้าให้เฉพาะรายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ โดยใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นการใช้งบฯกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับงบฯกลาง 19,000 ล้านบาท ไม่ได้มีการกู้เพิ่ม โดยไม่ได้เสียวินัยการเงิน การคลัง
นอกจากนี้ จะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในการพัฒนาปรับปรุงตกแต่งโรงแรมในเมืองรองให้น่าอยู่ขึ้น
งบฯ 2.6 หมื่น ล.ซื้อหนี้เสีย
นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะที่การลดภาระหนี้ประชาชน มีเงินที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งเคยนำไปใช้ในโครงการคุณสู้..เราช่วย ตอนนี้เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาท จะนำส่วนนี้มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมมือกับธนาคารในการซื้อหนี้เสีย (NPL) ของประชาชนออกมา แล้วนำมาปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เพื่อให้สภาพคล่องดีขึ้น พร้อมทั้งมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงให้สามารถกู้เงินในระบบได้
นอกจากนี้จะเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เตรียมวงเงินไว้แล้วขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีโครงการพี่ช่วยน้อง สามารถลดหย่อนภาษีได้ และให้ธนาคารมาช่วยสนับสนุน SMEs ผ่านโครงการสินเชื่อ Supply Chain รวมถึงเร่งคืนภาษีให้กับ SMEs เพื่อให้เงินจะเข้าสู่ผู้ประกอบการได้ทันที
นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ยังมีเรื่องการเพิ่มการออมภาคประชาชน ซึ่งเป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ เป็นการทำสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม
ดูแลการคลัง-เครดิตเรตติ้ง
และสุดท้าย จะมีการลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยการ Reskill เพิ่มทักษะสูง จับมือกับภาคเอกชนที่ได้การส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการ และจะมีโครงการ Fast Pass ของบีโอไอ เพื่อเป็นการปลดล็อกระเบียบกติกา ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ รวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาด
“กระทรวงการคลังจะรักษาเสถียรภาพการคลัง โดยในเดือน พ.ย.จะมีการทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรตติ้งเอเยนซี่ว่า ประเทศไทยมีแผนชัดเจน โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลมากขึ้นของระบบการคลัง และมีเป้าหมายที่ชัด คือ ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของ GDP และ SMEs มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น รวมถึงเงินลงทุนเพื่ออนาคตมากขึ้น โดยเป้าหมายเราชัดว่าจะต้องเอารถยนต์ของเราขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว จีดีพีไตรมาส 4 ต้องทำให้ดีกว่า 0.3%” นายเอกนิติกล่าว
“มาม่า” เพิ่มกำลังผลิต
นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากที่รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงเดือนตุลาคม ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เชื่อว่าจะส่งผลให้ภาพรวมการจับจ่ายสินค้าจำเป็นเกือบทุกอย่างจะคึกคัก ในส่วนของการซื้อบะหมี่สำเร็จรูปอาจไม่ถึงกับมีการซื้อปริมาณมากแบบยกลัง เนื่องจากวงเงินคนละครึ่งไม่สูงนัก ทั้งนี้ คาดว่าประชาชนจะกระจายซื้อสินค้าหลาย ๆ ชนิดมากกว่า สำหรับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คาดว่าแพ็ก 6-10 ซอง จะเป็นกลุ่มที่มีดีมานด์สูง
สำหรับไทยเพรซิเดนท์ฯก็มีการเตรียมทำโปรโมชั่นกระตุ้นการจับจ่ายในช่วงดังกล่าวแน่นอน เพื่อชิงเม็ดเงินในช่วงที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ และเชื่อว่าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดจะจัดโปรโมชั่นเพื่อใช้โอกาสจากแคมเปญคนละครึ่งเช่นกัน พร้อมกันนี้ บริษัทจะเพิ่มกำลังผลิตสินค้าเพื่อรองรับดีมานด์ด้วย เช่น เพิ่มกะการทำงาน โดยเฉพาะในไลน์ซองราคา 7 บาท ซึ่งบริษัทมีนโยบายไม่ให้สินค้าขาดตลาดแน่นอน
ความหวังร้านอาหาร
ขณะที่นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญของผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ หลังจากต้องเผชิญกับภาวะยอดขายหดตัวอย่างรุนแรงต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีนี้
ประเด็นสำคัญที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโครงการในครั้งนี้ คือ การอนุญาตให้ร้านอาหารที่จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคลสามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งถือเป็นการให้รางวัลและสร้างกำลังใจให้ผู้ประกอบการที่ทำตามกฎกติกา โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ร้านอาหารขนาดกลางและภัตตาคารได้มากขึ้น จากเดิมที่อาจกระจุกตัวในกลุ่มร้านค้ารายย่อยและสตรีตฟู้ดเป็นหลัก
กอบกู้ยอดขายที่สูญไป
นางฐนิวรรณกล่าวต่อว่า การอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบโดยตรง จะทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเท่าตัวทันที เช่น หากรัฐสนับสนุนวันละ 200 บาท จะทำให้ผู้บริโภคมีวงเงินใช้จ่ายถึง 400 บาทต่อวัน ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดความกล้าในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับร้านอาหารในกลุ่มภัตตาคาร หรือร้านขนาดกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบหนักจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป เน้นความคุ้มค่าและลดการใช้จ่ายในสิ่งที่มองว่าไม่จำเป็นลง
ดังนั้น คาดการณ์ได้ว่าในช่วงปลายปีนี้ สมรภูมิการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารจะกลับมาดุเดือดอีกครั้ง ผู้ประกอบการแต่ละรายจะเร่งออกโปรโมชั่นและแคมเปญการตลาด เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกระเป๋าของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ถือเป็นโอกาสสำคัญในการกอบกู้ยอดขายที่สูญเสียไปตลอดทั้งปี
“แม้ว่ามาตรการนี้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และอาจไม่สามารถชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาได้ทั้งหมด แต่ถือเป็นการสร้างโมเมนตัมบวกที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่รัฐบาลเติมเงินเข้าไป 5-6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า ซึ่งจะช่วยพยุงให้ผู้ประกอบการจำนวนมากสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้”
ประคองธุรกิจผ่านวิกฤต
นายธิติฏฐ์ ทัศนาขจร หรือเชฟต้น เชฟชื่อดังและเจ้าของอาณาจักรร้านอาหารหลายเซ็กเมนต์ ทั้ง Le Du, Le Du Kaan (ฤดูกาล), Nusara (นุสรา), หลานยาย, BK SALON, LAWOl… (ละโวยจ) ฯลฯ กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลวงเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวจุดประกายให้เกิดการแข่งขันในหมู่ผู้ประกอบการร้านอาหารอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการออกโปรโมชั่นเพื่อแย่งชิงกำลังซื้อของผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี
“เพราะสถานการณ์ธุรกิจร้านอาหารตลอดทั้งปีที่ผ่านมาย่ำแย่มาก เป็นผลมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่เงินฝืด ประชาชนขาดกำลังซื้อ และความต้องการใช้จ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขที่สมาคมร้านอาหารได้ประเมินว่า ธุรกิจร้านอาหารจะมีการเติบโตเพียง 2-3% เท่านั้น ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาที่มีการเติบโตเป็นเลขสองหลักมาตลอด”
นายธิติฏฐ์กล่าวว่า การที่รัฐบาลอนุมัติงบประมาณส่วนนี้ลงมา จึงเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการต้องคว้าไว้ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจและกระจายไปสู่ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ร้านอาหาร ซัพพลายเออร์ ไปจนถึงเกษตรกร
หนุนดึงเงิน นักท่องเที่ยวต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้จะไม่ได้ทำให้สามารถชดเชยยอดขายที่สูญเสียไปตลอดทั้งปี เนื่องจากเป็นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น หรือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งจำเป็นในภาวะวิกฤต แต่ก็หวังว่าถ้าหากสามารถกระตุ้นยอดขายในช่วงปลายปีให้เพิ่มขึ้นได้ 20-30% ก็ถือว่าน่าพอใจ และจะช่วยให้ผู้ประกอบการจำนวนมาก พอที่จะประคองธุรกิจให้อยู่รอดผ่านพ้นปีที่ยากลำบากนี้ไปได้
นอกจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญกว่าเม็ดเงิน 5-6 หมื่นล้านบาท ที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีก็คือ การฟื้นฟูภาคท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานอย่างเร่งด่วนเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาวจีน หรือชาติอื่น ๆ ให้กลับมาเที่ยวประเทศไทยให้ได้มากที่สุดในช่วงไฮซีซั่นปลายปี
“เพราะการนำเงินจากต่างประเทศเข้ามา จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกส่วนอย่างแท้จริง ไม่จำกัดแค่ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งร้านอาหารทุกระดับ รวมถึงกลุ่มไฟน์ไดนิ่ง โรงแรม ระบบขนส่งสาธารณะ และตลาดต่าง ๆ”
ไลน์แมนชูแคมเปญหนุน
นายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai กล่าวว่า สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” ครั้งที่แล้ว มีร้านค้าเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี่เกือบ 100,000 ร้าน ซึ่งจากจำนวนนี้มีจำนวน 60-70% ที่เข้าร่วมกับไลน์แมน (LINE MAN)
ในครั้งนี้ LINE MAN พร้อมสนับสนุนโครงการและจะมีแคมเปญออกมาร่วมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน แต่ต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนของโครงการก่อน ประเมินว่าครั้งนี้น่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่าครั้งที่แล้ว เพราะหลายคนรอคอยโครงการลักษณะนี้ เชื่อว่าน่าจะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายคึกคักขึ้นแน่นอน
EIC ห่วงแรงส่ง ศก.ไม่พอ
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้จ่ายในประเทศยังดูแผ่วลง เนื่องจากมีการชะลอตัวของการส่งออก ซึ่งมีนัยต่อการจ้างงานค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น มาตรการลดค่าใช้จ่ายและกระตุ้นกำลังซื้อเป็นสิ่งจำเป็น เพราะตอนนี้อุปสงค์ในประเทศเปราะบางมาก ซึ่งมาตรการคนละครึ่งเม็ดเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท มีผลต่อจีดีพีค่อนข้างจำกัดเพียง 0.1% ของจีดีพี จึงยังเป็นเรื่องที่ท้าทายที่มาตรการจะเพียงพอที่จะสามารถพลิกให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีโมเมนตัมที่ไม่ค่อยดี เช่น เรื่องการจ้างงาน รายได้ และความเชื่อมั่น
“แม้มาตรการคนละครึ่งสามารถผลักดันออกมาได้ แต่ไดรฟ์จีดีพีอาจจะจำกัด เพราะหนี้ครัวเรือนที่สูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง อาจกระตุ้นให้คนที่มีรายได้ระดับกลางถึงบนใช้จ่ายได้ แต่คนรายได้น้อยน่าจะเน้นเรื่องการประหยัดมากกว่าการใช้จ่าย ผลต่อเศรษฐกิจอาจจะได้ไม่มาก หรือไม่เพียงพอพลิกเศรษฐกิจให้เติบโตเข้มแข็งได้”
ตั้งรับงบฯปี’70 สะดุดเลือกตั้ง
ดร.ยรรยงกล่าวว่า บทบาทของภาครัฐ นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว มาตรการที่ออกมาเรียกความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เช่น ผู้บริโภค นักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก ต้องทำให้นโยบายมีความชัดเจน มีเป้าหมายชัดเจนและทำได้จริง มีกระบวนการทำงานที่โปร่งใส โดยมีการตั้ง Dashboard และเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าทางเศรษฐกิจต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่รัฐบาลที่มีระยะเวลาสั้น 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้งในปี 2569 อาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดได้ แม้ว่างบประมาณปี 2569 ออกมาแล้ว แต่งบประมาณรายจ่ายปี 2570 มีโอกาสที่จะคาบเกี่ยวช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้มีการดีเลย์ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการได้มาของรัฐบาลใหม่ด้วย
อย่างไรก็ดี หากในช่วง 4 เดือนแรกของรัฐบาล มีการตั้งเป้าหมายนโยบายชัดเจน และออกมาตรการครบถ้วน มีการวางแผนทั้งหมด ซึ่งในช่วงยุบสภา รอเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ระหว่างนี้ข้าราชการสามารถดำเนินนโยบายต่อไปได้ ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจน่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในปี 2570 ได้ แต่เศรษฐกิจในปีนี้และปี 2569 ยังเป็นปีที่มีความท้าทาย
ส.อ.ท.ดัน Made in Thailand
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การจะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้ได้ผลมากที่สุด สำหรับภาคอุตสาหกรรมคือ เรื่องของเมดอินไทยแลนด์ ที่หน่วยงานรัฐจะต้องกำหนดการจัดซื้อจัดจ้างให้ได้สัดส่วน 30% ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าถึง 200,000 ล้านบาท หรืออาจสูงถึง 40% จะมีมูลค่าถึง 300,000 ล้านบาท จะทำให้เงินหมุนเข้าสู่ระบบตั้งแต่ภาคการผลิต SMEs แรงงานนี่คือส่วนแรก
และส่วนที่ 2 นอกจากหน่วยงานรัฐต้องจัดซื้อสินค้าไทยแล้ว ควรต้องออกนโยบายเพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนจัดซื้อสินค้าเมดอินไทยแลนด์ด้วย โดยที่เอกชนสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าในช่วงปลายปี ขณะที่โครงการคนละครึ่ง ที่รัฐบาลมีนโยบายก็ถือว่าเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชนดีที่สุด และหาก 2 มาตรการนี้ทำคู่กันในระยะ 4 เดือนนี้ เชื่อมั่นว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อได้มาก
เร่งเบิกจ่ายงบฯเพิ่มจ้างงาน
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นช่วงปลายปี 2568 โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นกำลังซื้ออย่างมาตรการ “คนละครึ่ง” และ “Easy E-Receipt”และการสนับสนุนการใช้สินค้าไทย ฟื้น SMEs เป็นสิ่งที่ควรเร่งดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งเป็นมาตรการที่ประชาชนส่วนใหญ่คุ้นเคย
นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน จะเป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋า ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน
ส่วนการช่วยเหลือภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย (NPL) และเร่งผลักดันโครงการ THAI SME-GP ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ สสว. เพื่อเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างจากหน่วยงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น
ขณะที่นโยบายด้านแรงงาน รัฐบาลควรกำหนดการปรับค่าจ้างตามมาตรา 87 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยใช้กลไกไตรภาคี รวมถึงหาทางออกต่อปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ขณะเดียวกัน ประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดีด้วย
“ข้อเสนอของภาคเอกชนนี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรงได้โดยเร็ว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจอัดโปรชิง 6 หมื่นล้าน ลุ้นคนละครึ่งพลัสปลุก-มาม่าเพิ่มกำลังผลิต
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net