ไขข้อข้องใจวาทกรรมน้ำมันไทย “ผลิตเยอะจนส่งออกได้” จริงหรือ? - เชื้อเพลิง1-01
ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินคนบอกว่า “ไทยผลิตน้ำมันดิบได้เยอะ จนสามารถส่งออกไปต่างประเทศ” มาบ้างหรือไม่?
แล้วคุณคิดว่า ประโยคดังกล่าวมีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด? ถ้าอยากรู้คำตอบขอเรียนเชิญทางนี้ครับ
ประเทศไทยถือว่ามีสถานะเป็นผู้นำเข้าน้ำมัน (Net Import) เพราะไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบถึงเกือบ 90% ของการจัดหาน้ำมันดิบต่อวัน (สถิติปี 2563)
จากข้อมูลรายงานสถิติพลังงานของไทยปี 2563 รายงานปี 2564 จากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า
ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ต้องพึงพาการนำเข้าน้ำมันดิบอย่างมาก ปริมาณเฉลี่ยน้ำมันดิบ/วันที่ต้องจัดหามากถึง 954,000 บาร์เรล/วัน เกือบๆ ล้านบาร์เรล ก็ว่าได้
โดยประเทศไทยจะนำน้ำมันดิบเข้ามาจากแหล่งตะวันออกกลางมากที่สุด มีสัดส่วนประมาณ 47%
จากที่อื่น อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย,แองโกลา มีสัดส่วนประมาณ 29% จากตะวันออกไกล (มาเลเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย) 12%
สิ่งที่อยากจะให้ทุกท่านได้โฟกัสคือ ส่วนที่ผลิตน้ำมันได้ในประเทศ ที่มีสัดส่วนเพียงแค่ 12% หรือ 117,000 บาร์เรล/วัน เท่านั้น
ในขณะเดียวกันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ประมาณ 8 แสนกว่าบาร์เรล/วัน หรือวันละว่า 150 ล้านลิตรเลยทีเดียว
เมื่อนำตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปมาเทียบกับกำลังการผลิตน้ำมันดิบได้เองของไทย ก็จะพบว่ามีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก
นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องมีการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นในประเทศ เพื่อให้มีปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปมีเพียงพอต่อความต้องการใช้ในแต่ละวันนั่นเอง
ที่มาข้อมูล : https://online.anyflip.com/qivjx/rqoo/mobile/index.html
เมื่อพูดถึงที่มาที่ไป และปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปกันไปแล้ว ถ้าไม่พูดถึงราคาก็ดูเหมือนจะไม่ครบถ้วน
ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจตรงกันก่อนครับ ว่าราคาน้ำมันที่ขายกันในประเทศไทยเราใช้การอ้างอิงจากน้ำมันสำเร็จรูปตลาดสิงคโปร์
เหตุที่เป็นตลาดสิงคโปร์ก็เพราะว่า เป็นตลาดซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย และใกล้กับประเทศไทยด้วย ซึ่งจะสามารถสะท้อนให้เห็นกลไกราคาน้ำมันของตลาดจริงๆ
และเนื่องจากตลาดน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์มีการซื้อขายตลาดเวลาเหมือนตลาดหุ้น ราคาผันผวนอยู่บ่อยๆ ประกอบกับบ้านเราเองก็ใช้ราคาน้ำมันแบบอ้างอิงกับตลาดสิงคโปร์ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มมีการปรับราคาน้ำมันอยู่บ่อยๆ อาจจะทำให้ดูหงุดหงิดใจอยู่บ้างที่ปรับไปปรับมา ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าราคาน้ำมันบ้านเรายังปรับไปมาตามเทรนด์ในตลาด อย่างน้อยเราก็ได้ใช้ราคาที่สะท้อนกับราคาจริงแต่ก็จะมีส่วนของ ภาษีกับกองทุนฯ ที่อาจส่งผลต่อราคาน้ำมันอยู่บ้าง
เพื่อให้ทุกท่านเห็นภาพมากยิ่งเลย จึงอยากชวนให้มาดู สถิติราคาน้ำมันปี 64 ที่ได้นำข้อมูลจากตลาดน้ำมันโลก ตลาดน้ำมันสิงคโปร์ และราคาน้ำมันขายหน้าปั๊มในไทยเอามาให้ดูกัน
จากข้อมูลสถิติจะพบว่า ราคาน้ำมันขายปลีกไทย จะสอดคล้องกับราคาน้ำมันตลาดโลกเสมอ ซึ่งราคาน้ำมันดิบและสำเร็จรูป มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ อุปสงค์ อุปทานที่กระทบต่อตลาดน้ำมันรุนแรงมากน้อยเพียงใด จากสถานการณ์ ปี 2564 ที่ทิศทางราคาน้ำมันทั่วโลกปรับสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นแผนการผลิตน้ำมันที่ปรับขึ้นลดลงของกลุ่มประเทศผลิตน้ำมัน ปัจจัยสงครามระหว่างประเทศ การปรับขึ้นดอกเบี้ยธนาคารโลก (fed) ส่งผลต่อตลาดน้ำมันโดยรวม นอกจากนั้นราคาน้ำมันขายปลีกไทยก็ขึ้นกับนโยบายภาครัฐฯเช่นเดียวกัน อาทิ การตรึงราคาน้ำมันดีเซล โดยใช้เงินกองทุนน้ำมันอุดหนุนราคา ทั้งนี้การติดตามข่าวสารสถานการณ์น้ำมันบ่อยๆ ก็จะทำให้เราเข้าใจถึงเหตุและผล ของการปรับราคาน้ำมันบ้านเราได้ด้วยครับ
หากใครที่ชื่นชอบเรื่องราวเกี่ยวกับพลังงาน สามารถติดตามบทความอื่นๆ ได้ที่ Faecbook Fanpage เชื้อเพลิง 1-01 ได้ แล้วเจอกันนะครับ