หมดยุค Cloud Kitchen เพราะร้านอาหารเปิดง่าย ?
การระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา นอกจากเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้คุ้นชินกับวิถีชีวิตที่พึ่งพาเทคโนโลยีแล้วยังแจ้งเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่สะท้อนถึงความพยายามในการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตด้วย โดยเฉพาะโมเดล “คลาวด์ คิตเช่น” (Cloud Kitchen) รูปแบบร้านอาหารที่ไม่มีพื้นที่นั่งทาน มีแต่ครัว และพื้นที่จัดสรรออร์เดอร์สำหรับบริการ “ดีลิเวอรี่”
ในช่วงเวลานั้น “คลาวด์ คิตเช่น” มีหลายรูปแบบ ผุดขึ้นทั่วมุมเมือง แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1.Independent/Standalone Cloud Kitchen จะเป็นร้านที่มีตัวกลางรวมแบรนด์ต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว รวมไปถึง “คลาวด์ คิตเช่น” ของแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ ที่ทำมาเพื่อซัพพอร์ตพาร์ตเนอร์ร้านค้า เช่น GrabKitchen และ LINE MAN Kitchen เป็นต้น
ประเภทที่ 2.Chained Cloud Kitchen สำหรับซัพพอร์ตการส่งอาหารของเชนขนาดใหญ่ ที่ต้องหนีตายจากมาตรการล็อกดาวน์ เนื่องจากในเวลานั้นไม่สามารถเปิดร้านในศูนย์การค้าได้
ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ในภูมิภาคเอเชีย แต่ละประเทศจะมีผู้เล่นหลักที่ให้บริการ “คลาวด์ คิตเช่น” อยู่ด้วย เช่น ในไต้หวันมี JustKitchen ที่อินเดีย มี Rebel Foods หรือ EatClub ส่วนในอินโดนีเซีย เป็นตลาดที่ “แกร็บ” (Grab) เริ่มให้บริการ GrabKitchen เป็นประเทศแรก ก่อนขยายมายังประเทศไทยในปลายปี 2019
จากข้อมูล ณ ปี 2020 ระบุว่า GrabKitchen มีสาขามากถึง 48 แห่ง ทั่วอินโดนีเซีย
ย้อนกลับไปในช่วงที่ “คลาวด์ คิตเช่น” บูมมาก ๆ หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจดาวรุ่งที่ขยายตัวล้อไปกับการเติบโตของตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจะไม่กลับไปสู่ยุคก่อนการระบาดของโควิด และจะยังพึ่งพาเทคโนโลยีต่อไป
ข้อมูลของ Fortune Business Insights ระบุว่า มูลค่าตลาด “คลาวด์ คิตเช่น” ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ ปี 2023 อยู่ที่ 3.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.03 ล้านล้านบาท) เพิ่มจากปี 2022 ที่ 2.80 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (9.41 แสนล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าโมเดล “คลาวด์ คิตเช่น” จะยังไปต่อได้จริงหรือ ส่วนหนึ่งเพราะ “แกร็บ” ตัดสินใจปิดบริการ GrabKitchen ในอินโดนีเซีย ในปี 2022 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่า ตลอด 4 ปีที่ทำไม่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ
ถ้าหันกลับมามองในประเทศไทย“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันร้านอาหารแบบคลาวด์ คิตเช่น ที่ดำเนินธุรกิจโดยบุคคลที่สามแทบไม่มีในประเทศไทยแล้ว ต่างจากเมื่อ 3-4 ปีก่อน
“ตอนนี้น่าจะเหลือแต่คลาวด์ คิตเช่น ที่แบรนด์โอเปอเรตกับร้านในเครือมากกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้คลาวด์ คิตเช่น ไปต่อในไทยได้ยาก เพราะร้านอาหารในบ้านเราเปิดง่าย จะเปิดที่ไหนก็ได้ และไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ ต่างจากในต่างประเทศที่การจะเปิดร้านอาหารยากกว่ามาก ๆ ซึ่งโมเดลนี้ดูจะไปได้ดีที่อินเดียด้วย”
สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทวิจัย Research and Markets ที่ระบุว่า มูลค่าตลาดคลาวด์ คิตเช่นในอินเดีย ในปี 2024 อยู่ที่ 1.13 พันล้านเหรียญสหรัฐ (3.8 หมื่นล้านบาท) ทั้งยังมีโอกาสขยายตัวเป็น 2.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ (9.5 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2030
สำหรับตลาดคลาวด์ คิตเช่น ในอินเดีย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานคร และเมืองใหญ่ ๆ อีกต่อไป แต่เริ่มกระจายไปยังเมืองระดับ 2 และ 3 โดยเมืองทางตอนเหนือ เช่น นิวเดลี, อุตตรประเทศ, ปัญจาบ, หรยาณา และราชสถาน เป็นกลุ่มที่โตมากที่สุด เพราะมีปัจจัยหนุนมาจากความหนาแน่นของจำนวนประชากร ความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อำนวยความสะดวกให้เครือข่ายโลจิสติกส์และการจัดส่ง
แม้ว่าปัจจุบันกระแสคลาวด์ คิตเช่น จะไม่หวือหวาเท่ากับในช่วงโควิดระบาด แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า “เทคโนโลยี” เข้ามามีส่วนช่วยทลายข้อจำกัด และปลดล็อกศักยภาพในการทำธุรกิจ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมดยุค Cloud Kitchen เพราะร้านอาหารเปิดง่าย ?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net