โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

หมดยุค Cloud Kitchen เพราะร้านอาหารเปิดง่าย ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 พ.ค. 2568 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 02 พ.ค. 2568 เวลา 01.03 น.
ยอด ชินสุภัคกุล

การระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา นอกจากเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคให้คุ้นชินกับวิถีชีวิตที่พึ่งพาเทคโนโลยีแล้วยังแจ้งเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ที่สะท้อนถึงความพยายามในการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤตด้วย โดยเฉพาะโมเดล “คลาวด์ คิตเช่น” (Cloud Kitchen) รูปแบบร้านอาหารที่ไม่มีพื้นที่นั่งทาน มีแต่ครัว และพื้นที่จัดสรรออร์เดอร์สำหรับบริการ “ดีลิเวอรี่”

ในช่วงเวลานั้น “คลาวด์ คิตเช่น” มีหลายรูปแบบ ผุดขึ้นทั่วมุมเมือง แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1.Independent/Standalone Cloud Kitchen จะเป็นร้านที่มีตัวกลางรวมแบรนด์ต่าง ๆ มาไว้ในที่เดียว รวมไปถึง “คลาวด์ คิตเช่น” ของแพลตฟอร์มดีลิเวอรี่ ที่ทำมาเพื่อซัพพอร์ตพาร์ตเนอร์ร้านค้า เช่น GrabKitchen และ LINE MAN Kitchen เป็นต้น

ประเภทที่ 2.Chained Cloud Kitchen สำหรับซัพพอร์ตการส่งอาหารของเชนขนาดใหญ่ ที่ต้องหนีตายจากมาตรการล็อกดาวน์ เนื่องจากในเวลานั้นไม่สามารถเปิดร้านในศูนย์การค้าได้

ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ในภูมิภาคเอเชีย แต่ละประเทศจะมีผู้เล่นหลักที่ให้บริการ “คลาวด์ คิตเช่น” อยู่ด้วย เช่น ในไต้หวันมี JustKitchen ที่อินเดีย มี Rebel Foods หรือ EatClub ส่วนในอินโดนีเซีย เป็นตลาดที่ “แกร็บ” (Grab) เริ่มให้บริการ GrabKitchen เป็นประเทศแรก ก่อนขยายมายังประเทศไทยในปลายปี 2019

จากข้อมูล ณ ปี 2020 ระบุว่า GrabKitchen มีสาขามากถึง 48 แห่ง
ทั่วอินโดนีเซีย

ย้อนกลับไปในช่วงที่ “คลาวด์ คิตเช่น” บูมมาก ๆ หลายฝ่ายมองว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจดาวรุ่งที่ขยายตัวล้อไปกับการเติบโตของตลาดฟู้ดดีลิเวอรี่ เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจะไม่กลับไปสู่ยุคก่อนการระบาดของโควิด และจะยังพึ่งพาเทคโนโลยีต่อไป

ข้อมูลของ Fortune Business Insights ระบุว่า มูลค่าตลาด “คลาวด์ คิตเช่น” ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ณ ปี 2023 อยู่ที่ 3.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1.03 ล้านล้านบาท) เพิ่มจากปี 2022 ที่ 2.80 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (9.41 แสนล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าโมเดล “คลาวด์ คิตเช่น” จะยังไปต่อได้จริงหรือ ส่วนหนึ่งเพราะ “แกร็บ” ตัดสินใจปิดบริการ GrabKitchen ในอินโดนีเซีย ในปี 2022 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลที่ว่า ตลอด 4 ปีที่ทำไม่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ

ถ้าหันกลับมามองในประเทศไทย“ยอด ชินสุภัคกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai แสดงความเห็นว่า ปัจจุบันร้านอาหารแบบคลาวด์ คิตเช่น ที่ดำเนินธุรกิจโดยบุคคลที่สามแทบไม่มีในประเทศไทยแล้ว ต่างจากเมื่อ 3-4 ปีก่อน

“ตอนนี้น่าจะเหลือแต่คลาวด์ คิตเช่น ที่แบรนด์โอเปอเรตกับร้านในเครือมากกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้คลาวด์ คิตเช่น ไปต่อในไทยได้ยาก เพราะร้านอาหารในบ้านเราเปิดง่าย จะเปิดที่ไหนก็ได้ และไม่ต้องใช้พื้นที่เยอะ ต่างจากในต่างประเทศที่การจะเปิดร้านอาหารยากกว่ามาก ๆ ซึ่งโมเดลนี้ดูจะไปได้ดีที่อินเดียด้วย”

สอดคล้องกับข้อมูลของบริษัทวิจัย Research and Markets ที่ระบุว่า มูลค่าตลาดคลาวด์ คิตเช่นในอินเดีย ในปี 2024 อยู่ที่ 1.13 พันล้านเหรียญสหรัฐ (3.8 หมื่นล้านบาท) ทั้งยังมีโอกาสขยายตัวเป็น 2.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ (9.5 หมื่นล้านบาท) ภายในปี 2030

สำหรับตลาดคลาวด์ คิตเช่น ในอินเดีย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเขตมหานคร และเมืองใหญ่ ๆ อีกต่อไป แต่เริ่มกระจายไปยังเมืองระดับ 2 และ 3 โดยเมืองทางตอนเหนือ เช่น นิวเดลี, อุตตรประเทศ, ปัญจาบ, หรยาณา และราชสถาน เป็นกลุ่มที่โตมากที่สุด เพราะมีปัจจัยหนุนมาจากความหนาแน่นของจำนวนประชากร ความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อำนวยความสะดวกให้เครือข่ายโลจิสติกส์และการจัดส่ง

แม้ว่าปัจจุบันกระแสคลาวด์ คิตเช่น จะไม่หวือหวาเท่ากับในช่วงโควิดระบาด แต่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนว่า “เทคโนโลยี” เข้ามามีส่วนช่วยทลายข้อจำกัด และปลดล็อกศักยภาพในการทำธุรกิจ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หมดยุค Cloud Kitchen เพราะร้านอาหารเปิดง่าย ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...