ชีวิตเด็กเจนเบต้า : เลี้ยงลูกยุคใหม่อย่างไรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง กับคุณหมอเบญจพร ตันตสูติ เจ้าของเพจ “เข็นเด็กขึ้นภูเขา”
ยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกช่วงวัยของชีวิต และเด็กยุคใหม่ล่าสุดอย่างเจเนอเรชันเบต้ากลายเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการขนานนามให้เป็นเด็กที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI และโลกออนไลน์ ที่ดูเหมือนจะยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นตามวันเวลา แล้วเราจะมีวิธีการในการเลี้ยงลูกอย่างไรให้ถูกทาง คุณหมอเบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา จะมาร่วมบอกเล่าถึงการเลี้ยงเด็กเจนเบต้าให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีสุขภาพจิตที่ดี เพื่อเป็นแนวทางให้เหล่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ได้เตรียมพร้อมที่จะรับมือได้อย่างเท่าทัน
คุณหมอเบญจพร ตันตสูติ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น เจ้าของเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา
ความแตกต่างของเด็กเจนเบต้ากับยุคก่อน
ก่อนที่จะเล่าถึงเทคนิคการเลี้ยงลูกยุคใหม่ คุณหมอเบญจพรได้อธิบายถึงความต่างของเด็กเจเนอเรชันเบต้ากับเด็กยุคก่อนว่า “เด็กยุคใหม่ล่าสุดอย่างเจนเบต้า จะเติบโตมาท่ามกลางเทคโนโลยีที่กลายเป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต ทุกอย่างกลายเป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายผ่านอินเทอร์เน็ต เด็กยุคนี้จะมีความสัมพันธ์กับเทคโนโลยีและโลกออนไลน์ตั้งแต่เขายังไม่รู้ความเลยด้วยซ้ำ เช่น การที่พ่อแม่ถ่ายรูปตั้งแต่เขายังอยู่ในท้องแล้วโพสต์ขึ้นสื่อโซเชียล แล้วพวกเขายังได้รับข้อมูลจากสื่อออนไลน์ตั้งแต่ยังเล็ก อีกทั้งยังมีปัจจัยเอื้อต่อการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากเจเนอเรชันก่อน พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องรู้จักปรับตัวให้เข้าใจสภาพแวดล้อมของลูกหลาน และเรียนรู้ไปพร้อมกับพวกเขา”
คุณหมอนักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นกล่าว พร้อมกับอธิบายต่อว่า เทคโนโลยีทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์ได้ เช่น การขาดสมาธิหรือการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจนำไปสู่ความเครียดและความไม่มั่นใจในตัวเองอีกด้วย
ด้วยความที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น และเทคโนโลยียังเปรียบเหมือนดาบสองคม ซึ่งหากใช้ในทางที่ถูกที่ควรเราก็จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้เอง คุณหมอเบญจพรจึงเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างสื่อโซเชียลมีเดียเปิดเพจ เข็นเด็กขึ้นภูเขา ขึ้น เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงเรื่องราวของจิตวิทยาเด็กและครอบครัว โดยเลือกถ่ายทอดผ่านกรณีศึกษา อย่างการหยิบยกเรื่องราวมาจากซีรีย์ ละคร หรือแม้แต่กีฬา ที่คุณหมอชอบดู มาสะท้อนมุมมองและวิเคราะห์พฤติกรรมต่าง ๆ ของคนผ่านตัวละคร เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง ๆ โดยคุณหมอเล่าว่า ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานในปี 2009 จนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนว่าปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่นจะทวีคูณขึ้นทุกปี การเขียนบทความเผยแพร่ด้วยการใช้เรื่องราวจากซีรีย์ ละคร มาสะท้อนให้เห็นปัญหาสังคม จึงเป็นสิ่งที่ทำให้คนเข้าถึงง่าย และรู้สึกให้ความสนใจได้มากกว่าบทความทางวิชาการ ปัญหาของเด็กในครอบครัวทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเด็กรุ่นใหม่หรือเด็กยุคสมัยใดจะได้ไม่ต้องถูกซุกไว้ใต้พรมอีกต่อไป
คุณหมอเบญจพรยังกล่าวถึงเรื่องการแบ่งกลุ่มคนออกไปตามยุคสมัยว่า สำหรับจิตแพทย์อย่างคุณหมอนั้น การแบ่งยุคสมัยของกลุ่มคน โดยส่วนตัวแล้วไม่ใช่สิ่งที่คุณหมอยึดติดหรือนำมาเป็นข้อสำคัญในการวินิจฉัยโรค แม้ว่าความต่างของคนที่เกิดในแต่ละยุคสมัย จะเป็นตัวแปรที่ทำให้การดำเนินชีวิตไม่เหมือนกัน เพราะมีเหตุการณ์แวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น คนยุคก่อนที่เกิดช่วงสงคราม อาจต้องเผชิญกับการใช้ชีวิตที่ยากลำบาก ขณะที่เด็กยุคใหม่ที่เกิดท่ามกลางเทคโนโลยีนั้น กลับมีแต่ความสะดวกและสบาย แต่สิ่งที่คุณหมอให้ความสำคัญ คือเรื่องของการพูดคุย ทำความเข้าใจ และระมัดระวังอคติที่อาจเกิดขึ้นจากความคิดที่ว่า การเป็นคนต่างยุคสมัยกันนั้นจะทำให้คนแต่ละช่วงวัยพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง
“สำหรับหมอเอง หากจะให้แบ่งเจเนอเรชัน น่าจะจัดอยู่ในช่วงวัยของคนปลายเจนเอ็กซ์และเข้าสู่เจนวาย ในขณะที่โลกเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่ามีเด็กมาใช้บริการจิตแพทย์มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นตัวหมอเองก็ต้องตามเทรนด์ใหม่ ๆ เรียนรู้ ทำความเข้าใจเด็กรุ่นใหม่เหมือนกัน ว่าเขากำลังคิด กำลังนิยมอะไรกันอยู่ โดยที่หมอจะไม่ตัดสินไปก่อนว่า เด็กคนนี้เป็นแบบนี้ เพียงเพราะเขาเป็นเด็กเจนนี้”
พ่อแม่ควรเตรียมตัวอย่างไรกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
พ่อแม่ควรทำความเข้าใจกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ลูกใช้ เช่น เกมออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และ AI เพื่อสามารถให้คำแนะนำท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทั้งพฤติกรรมและจิตใจของคนมีความเปลี่ยนแปลง ถึงแม้อาจจะไม่ง่ายนักกับการเรียนรู้และรับมือ แต่คุณหมอเบญจพรก็มีความเชื่อว่า หากพ่อแม่ผู้ปกครองมีความรู้ ตามโลกของเทคโนโลยีได้อย่างเท่าทัน ก็สามารถเลี้ยงดูเด็กยุคใหม่อย่างเด็กเจนเบต้าได้ไม่ยากเกินไป
“หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของ Media Literacy หรือความรู้เท่าทันสื่อ เรียกได้ว่าต้องทันโลก แล้วยังต้องทันลูกด้วย คุณพ่อคุณพ่อควรควบคุมการใช้งานได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การสอนเรื่องของภัยออนไลน์ เช่น Cyberbullying หรือการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม และควรต้องถามไถ่ พูดคุยอย่างใกล้ชิดกับเด็ก ๆ อยู่เสมอ”
คุณหมอกล่าวต่อว่า “นอกจากนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวอย่างในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ ไม่ใช่เพียงกำหนดกฎเกณฑ์ให้ลูก แต่ควรแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและสมดุลนั้นเป็นอย่างไร เช่น การกำหนดเวลา ปิดหน้าจอ หรืออาจจะมีการกำหนดเวลาเปิดปิด Wifi การให้นำอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารอย่างโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตมาชาร์จแบตเตอรี่ในห้องของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อให้เขาได้ห่างจากสิ่งเหล่านี้บ้าง นอกจากนี้ก็ควรให้ความสำคัญกับการพูดคุยกันในครอบครัว และให้เด็ก ๆ ได้มีประสบการณ์กับกิจกรรมอื่น ๆ นอกจอ”
อีกอย่างที่หมออยากแนะนำคือ การมีช่วงเวลาคุณภาพร่วมกัน เช่น การทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าจอ อย่างการเล่นกีฬา อ่านหนังสือ ทำอาหาร หรือออกไปเที่ยวด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกแน่นแฟ้นขึ้น และยังเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะชีวิตที่สำคัญ
“ความรักของพ่อแม่” คือเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะยุคสมัยใด
ไม่ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีจะมีความสำคัญกับชีวิตประจำวันของเด็กยุคใหม่มากมายเพียงใด คุณหมอนักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่นเชื่อว่า การสร้างสายสัมพันธ์ที่ดี คือเกราะคุ้มกันภัยที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ
“สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะในยุคไหนสมัยใดก็ตาม สิ่งแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมีและมอบให้เขาคือความรัก ความเอาใจใส่ และความใกล้ชิดกัน เด็กในเจนเบต้ามักใช้เวลากับอุปกรณ์ดิจิทัลมากกว่ากับครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีโดยใช้เวลากับลูกมากขึ้น เปิดโอกาสให้ลูกพูดคุยถึงสิ่งที่เขาสนใจ โดยไม่ตัดสิน การทำให้ลูกไว้วางใจพ่อแม่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเมื่อเด็กมีปัญหา เขาจะกล้าที่จะบอกเล่าและขอคำปรึกษา คำว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ยังคงเป็นสิ่งที่ใช้ได้อยู่เสมอสำหรับหมอ อยากให้ลองคิดดูว่า ตอนเราเป็นเด็กเราก็เคยทำตัวให้คุณพ่อแม่ไม่ถูกใจเหมือนกัน ซึ่งก็คงเป็นสิ่งที่คล้ายกันกับที่ลูกเราทำให้เราไม่ถูกใจในวันนี้ ดังนั้นเราควรจะสื่อความให้เขารับรู้ว่าเราเป็นห่วง การคุยกัน และรับฟังกันเยอะ ๆ จะสามารถช่วยให้ต่างฝ่ายต่างเข้าใจกันได้มากขึ้น
“อีกอย่างที่หมออยากแนะนำคือ การมีช่วงเวลาคุณภาพร่วมกัน เช่น การทำกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าจอ อย่างการเล่นกีฬา อ่านหนังสือ ทำอาหาร หรือออกไปเที่ยวด้วยกัน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูกแน่นแฟ้นขึ้น และยังเป็นการช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะชีวิตที่สำคัญ”
เทคโนโลยีเปรียบได้ดังดาบสองคม
คุณหมอยังกล่าวให้เห็นถึงผลลัพธ์ซึ่งเป็นผลเสียที่จะเกิดขึ้นตามมา หากพ่อแม่ผู้ปกครองปล่อยให้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเด็ก ๆ มากเกินไปไว้ด้วยว่า หากใช้มากเกินไป เทคโนโลยีอาจทำให้เด็กขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ดังนั้น พ่อแม่ควรกำหนดขอบเขตการใช้งาน เช่น ปิดอุปกรณ์ก่อนนอน 1 ชั่วโมง และส่งเสริมให้เด็กใช้เทคโนโลยีในเชิงสร้างสรรค์มากกว่าการใช้เพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว โดยปัจจุบันมีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่า การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตของเด็ก เช่น ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า ความเครียด หรือความรู้สึกเปรียบเทียบตัวเอง ดังนั้น พ่อแม่ควรช่วยลูกฝึกทักษะการบริหารเวลาและสร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์และชีวิตจริงด้วย
เด็กเจนเบต้า รวมถึงเจนอัลฟ่า ซึ่งอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกัน ควรมีทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills) เพราะโลกอนาคตจะเต็มไปด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นเด็กที่ปรับตัวได้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
สำหรับวิธีการปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบให้ลูกควรทำอย่างไรนั้น คุณหมอเบญจพรให้คำแนะนำว่า “เด็ก ๆ ควรต้องรู้จักการบริหารเวลา เช่น การทำการบ้านก่อนเล่นเกม หรือการมีส่วนร่วมในกิจกรรมครอบครัว เมื่อเราสามารถปลูกฝังให้เขารู้จักการมีวินัยตั้งแต่เล็ก เขาจะเติบโตขึ้นอย่างมีวินัยและสามารถจัดการชีวิตของตัวเองได้เป็นอย่างดีเมื่อเติบโตขึ้น แต่ถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะกำหนดกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจน ก็ควรที่จะต้องอธิบายเหตุผลของกฎเหล่านั้นให้ลูกเข้าใจ แทนที่จะบังคับให้เขาทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว เช่น ถ้าลูกอยากเล่นเกม ควรให้เขาทำงานบ้านหรือการบ้านให้เสร็จก่อน แล้วให้เล่นได้ในระยะเวลาที่เหมาะสมค่ะ”
เทคโนโลยีส่งผลต่อจิตใจของเด็กยุคใหม่
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นยังได้อธิบายให้ฟังต่อว่า การที่เทคโนโลยีเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเด็กรุ่นใหม่นั้น ยังส่งผลให้เด็กยุคนี้มีความเปราะบางทางจิตใจมากกว่าเดิม ดังนั้นการดูแลสุขภาพจิตของเด็ก ๆ จึงเป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญ
“คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูก หากพบว่าเขามีอาการเครียด ซึมเศร้า หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป อย่าเพิกเฉย ควรให้ความสำคัญและหาวิธีแก้ไข เช่น การพูดคุยอย่างเปิดใจ หรือหากจำเป็นอาจปรึกษาจิตแพทย์เด็ก ปัจจุบันเด็กหลายคนรู้สึกกดดันจากโลกออนไลน์ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต
ทั้งนี้ การดูแลสุขภาพจิตไม่ได้หมายถึงการแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการป้องกันและเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองควรช่วยพัฒนาแนวคิดเชิงบวกให้กับเด็ก ๆ ด้วยการให้กำลังใจ และสอนให้พวกเขามองเห็นคุณค่าในตัวเอง”
แนวทางการเลี้ยงเด็กเจนเบต้า
เมื่อถามคุณหมอเบญจพรว่า พ่อแม่ผู้ปกครองมือใหม่ที่จะต้องเลี้ยงดูเด็ก ๆ เจนเบต้า ควรเลี้ยงลูกอย่างไรให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่ต่าง ๆ ที่จะต้องเผชิญในอนาคตซึ่งเต็มไปด้วยเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มากมาย คุณหมอให้คำแนะนำว่า “เด็กเจนเบต้า รวมถึงเจนอัลฟ่า ซึ่งอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวกัน ควรมีทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต เช่น ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น (Soft Skills) เพราะโลกอนาคตจะเต็มไปด้วย AI หรือปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นเด็กที่ปรับตัวได้จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า
นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีแต่ไม่พึ่งพามันมากเกินไปก็เป็นสิ่งสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยให้ลูกค้นหาความสนใจและความสามารถของตนเอง และสนับสนุนให้พวกเขาพัฒนาทักษะต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ”
บทสรุปทิ้งท้ายจากการสนทนากับจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นที่พ่อแม่ยุคใหม่ต้องมีก็คือ การเลี้ยงดูเด็กเจเนอเรชันเบต้าต้องอาศัยความเข้าใจและการปรับตัวของพ่อแม่ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีอย่างสมดุล และสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว เพื่อให้เด็กเติบโตมาอย่างแข็งแกร่งและพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างมั่นใจ
ภาพ : คุณหมอเบญจพร ตันตสูติ / เพจเข็นเด็กขึ้นภูเขา
เรื่อง : EnJoy