โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กลยุทธ์ลงทุนเมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ คือความแน่นอนอย่างเดียวในปีนี้

MATICHON ONLINE

อัพเดต 29 มี.ค. 2568 เวลา 08.53 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2568 เวลา 05.31 น.

กลยุทธ์ลงทุนเมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ คือความแน่นอนอย่างเดียวในปีนี้

ปี2025 เป็นปีที่เริ่มต้นได้น่าตื่นเต้นและผันผวนที่สุดปีหนึ่งในประวัติศาสตร์

เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่ Donald Trump ชนะการเลือกตั้ง ตลาดเต็มไปด้วยความหวังว่า Trumponomics รอบนี้จะกลับมาหนุนเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ตลาดจะทำจุดสูงสุดใหม่และไม่มีทางติดลบแน่นอน เพราะ Trump ตั้งใจดูแลตลาดหุ้นที่สุด ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐก็พัฒนาไกลเกินกว่าใครจะเทียบได้ นอกจากนี้ ยังมี Fed ที่พร้อมผ่อนคลายนโยบายการเงินเมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจมีปัญหา

แต่ความแน่นอนเหล่านี้กลับเปลี่ยนเป็นความไม่แน่นอนอย่างรวดเร็ว

เมื่อนโยบายแรกที่ทีมเศรษฐกิจของ Trump นำเสนอ กลับเป็นมาตรการกีดกันการค้า ส่งผลให้ดัชนีหุ้นสหรัฐปรับตัวลง ความกังวลเงินเฟ้อสูง โอกาสการลดดอกเบี้ยของ Fed ลดลงพร้อมกับความน่าสนใจของตราสารหนี้สหรัฐ ท้ายที่สุดส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปด้วย กลายเป็นผลตอบแทนของตลาดการเงินสหรัฐหลังการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1937

ทั้งหมดเกิดจากความไม่แน่นอนที่ Trump สร้างขึ้น และความไม่แน่นอนเหล่านี้กำลังทำให้ความแน่นอนเดิมกลับทิศ นักลงทุนจึงควรเริ่มทำความเข้าใจ และคิดกลยุทธ์สำหรับการลงทุนในไตรมาสที่สองรวมถึงในอนาคตไว้ตั้งแต่ตอนนี้

US De-Exceptionalism เมื่อตลาดทุนอเมริกาที่เคยดีกว่าทุกที่ กลับกลายเป็นตลาดที่ไม่แน่นอน

ในอดีต ตลาดทุนสหรัฐถูกมองว่าพิเศษกว่าประเทศอื่นเสมอ ทั้งด้านเศรษฐกิจ นวัตกรรม และตลาดทุน แนวคิดนี้ถูกเรียกรวมว่า US Exceptionalism นักลงทุนทั่วโลกเชื่อมั่นในดอลลาร์และหุ้นสหรัฐมากกว่าตลาดอื่นมาหลายทศวรรษ

แต่ปี 2025 ความแน่นอนนี้ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง จากนโยบายกีดกันการค้า เพราะเป็นนโยบายที่ทำให้คู่ค้าทั่วโลก มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นในการทำธุรกิจกับสหรัฐ ธุรกิจเทคโนโลยีอาจถูกแบ่งขั้ว ไม่สามารถขายสินค้าและบริการได้ทั่วโลกเหมือนก่อน และกำแพงภาษีสร้างความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง ทำให้ดอลลาร์ไม่ใช่ Safe Asset ในช่วงตลาดหุ้นปรับฐาน

เมื่อเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว จีนสร้าง AI มาแข่งขันด้านเทคโนโลยีได้ ยิ่งหนุนให้ตลาดมองว่าสหรัฐอาจไม่ใช่ศูนย์กลางการเติบโตของโลกในอนาคต

ในมุมมองของผม De-Exceptionalism เป็นความไม่แน่นอนแรก และมีความเสี่ยงสูงที่สุด กลยุทธ์รับมือเบื้องต้น คือกระจายการลงทุนไปในหุ้นนอกสหรัฐ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเอเชีย พร้อมกับการถือทองคำเพื่อรับมือกับการอ่อนค่าของดอลลาร์

ความแน่นอนที่สองที่ว่า ตลาดยุโรปจะทำผลตอบแทนแย่กว่าสหรัฐ อาจกลายเป็นไม่แน่เสมอไป เมื่อมีนโยบาย Re-Arm Europe เกิดขึ้น

สงครามรัสเซีย-ยูเครน และแรงกดดันของสหรัฐผ่าน NATO ทำให้นานาประเทศในยุโรปเริ่มตระหนักว่าสหรัฐอาจไม่ใช่พันธมิตรที่พึ่งพาได้เหมือนก่อน

ความไม่แน่นอนที่สหรัฐสร้างขึ้นนี้ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเยอรมนีอนุมัติงบลงทุนขาดดุลสูงสุดในรอบหลายสิบปี ตามมาด้วยฝรั่งเศส และอิตาลีที่เตรียมเพิ่มงบกลาโหม ผ่อนคลายกฎงบประมาณสมดุล และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง

แม้ปัจจุบันอาจเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าตลาดหุ้นยุโรปจะสามารถพลิกตัวกลับเป็นตลาดที่ทำผลตอบแทนเด่นแซงหน้าสหรัฐในระยะยาวได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นการปิดจุดอ่อนที่เคยพึ่งพาสหรัฐมากเกินไปในอดีต และเพิ่มโอกาสเติบโตในอนาคตด้วยการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่

สำหรับกลยุทธ์รับมือกับความไม่แน่นอนที่สอง ตรงไปตรงมาคือการลงทุนในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นตามเศรษฐกิจยุโรป เช่น กลุ่มธนาคาร และกลุ่มอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนเฉพาะเจาะจงไปที่ธุรกิจ Aerospace & Defense ที่คาดว่าจะกลายเป็นธีมลงทุนสำคัญของยุโรปเพื่อตอบโต้ความไม่แน่นอนในอนาคต

ต่อมา ความแน่นอนว่าเทคโนโลยีสหรัฐเหนือกว่าทั่วโลกกำลังกลายเป็นไม่แน่นอนไปด้วย เมื่อสหรัฐกดดันจีนจนปลุกให้เกิด AI ระดับเดียวกับสหรัฐได้สำเร็จ

นักลงทุนทั่วโลกกลับมาให้ความสนใจตลาดหุ้นจีนอีกครั้ง หลังการเปิดตัวโมเดล AI DeepSeek R1 พร้อมกับการที่รัฐบาลจีนออกหน้าสนับสนุนภาคเอกชนที่เติบโตจากธุรกิจ AI

กลุ่ม Tech ยักษ์ใหญ่ใน H-share และ A-share ก็ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI, Semiconductor, และ Cloud Infrastructure

แม้ในปีนี้จีนยังคงเผชิญกับวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่อย่างน้อยภาคเอกชนก็มองเห็นหนทางที่ควรลงทุน เพื่อแข่งขันกับธุรกิจระดับโลก

ในมุมมองของผม ถ้าบริษัทเทคโนโลยีฝั่งสหรัฐ ไม่สามารถรักษาความได้เปรียบอย่างแน่นอนไว้ได้ ความผันผวนจะเกิดขึ้นทันที โลกเทคโนโลยีจะแบ่งเป็นสองขั้ว (สหรัฐและจีน) กลายเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสของหุ้นจีนครั้งใหญ่ในทศวรรษที่จะถึง

การลงทุนสำหรับความไม่แน่นอนนี้ มักมีคำถามยอดฮิตตามมาว่า “ควรถือหุ้น H-share ต่อ หรือหมุนไป A-share ได้แล้ว”

อย่างไรก็ดี กลยุทธ์อาจมีความซับซ้อนมากกว่าธีมข้างต้น เพราะต้องคำนึงถึง Valuation ที่สูงหรือต่ำเกินไปเข้ามาเป็นองค์ประกอบ

ระยะสั้นการเก็งกำไรหุ้น AI ใน H-share ด้วยความระมัดระวังจึงเป็นคำตอบ ส่วนในระยะยาว ผมมองว่าการสะสมหุ้น A-share ที่คาดว่าจะมีการเติบโตของกำไรจากแรงหนุนจากการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภคจีนจะเป็นหนึ่งในการลงทุนที่น่าสนใจที่สุด

และสุดท้าย ความแน่นอนว่าดอลลาร์มีดอกเบี้ยที่สูงจึงต้องแข็งค่ากว่าสกุลดอกเบี้ยต่ำ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งความไม่แน่นอน

ตัวอย่างสำคัญของนักลงทุนไทยแน่นอนว่าเป็น “เงินบาท”

ในปีปกติที่ตลาดการเงินผันผวนสูงและมีสงครามการค้า เงินบาทที่เป็นแค่ Emerging Currency และมีดอกเบี้ยต่ำกว่าสหรัฐราว 2% ควรอ่อนค่าเทียบกับดอลลาร์ แต่ในปีนี้เงินบาทกลับทรงตัวได้ แม้เศรษฐกิจไทยชะลอตัว และตลาดหุ้นยังไม่ฟื้น แต่กลายเป็นว่าเงินบาทได้รับแรงหนุนจากทองคำ และการอ่อนค่าของดอลลาร์เข้ามาหักล้าง

สำหรับนักลงทุนไทย ควรมองเป็นจังหวะดีที่เงินบาทไม่อ่อนค่า เป็นโอกาสที่จะลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ บนต้นทุนที่ไม่สูงเกินไป

โดยสรุป ผมมองว่าความไม่แน่นอนในปี 2025 คือความแน่นอนที่นักลงทุนต้องยอมรับ แต่ถึงโลกการเงินจะคลุมเครือด้วยความไม่แน่นอนหลายด้าน ถ้านักลงทุนพร้อมเปิดใจรับ “ความแน่นอนใหม่” และกล้าบริหารความเสี่ยง ผลเชื่อว่าเรายังสามารถเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสได้

เหมือนที่นักลงทุนระดับโลก Howard Marks กล่าวไว้ว่า “Markets don’t dislike uncertainty. They dislike being unprepared.”

ตลาดไม่ได้เกลียดความไม่แน่นอน แต่ไม่ชอบที่ไม่ได้เตรียมตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กลยุทธ์ลงทุนเมื่อ ‘ความไม่แน่นอน’ คือความแน่นอนอย่างเดียวในปีนี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...