โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : โป๊ปฟรานซิส การ 'โน้มตัว' ของ สถาบันอันเก่าแก่ที่สุด

MATICHON ONLINE

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 06.06 น.

โป๊ปฟรานซิส – สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงเป็น พระสันตะปาปาองค์ที่ 226 นับเนื่องมาจากนักบุญเปโตรนั้น และถือเป็นพระสันตะปาปาองค์ที่ 2 แห่งคริสต์สหัสวรรษที่ 3 และคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยการเข้ารับตำแหน่งของพระองค์นั้นประกอบไปด้วยความพิเศษหลายประการ

นับตั้งแต่การที่พระองค์เข้าดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาแทนพระที่นั่งซึ่งว่างลงด้วยสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงสละสมณศักดิ์โดยสมัครใจเป็นครั้งแรกในรอบ 700 ปี นับแต่ศตวรรษที่ 13 หลังจากนั้น เมื่อที่ประชุมเลือกพระสันตะปาปาได้มีมติเลือก พระคาร์ดินัลฮอร์เฮ เบร์โกกลิโอ อาร์ชบิชอปแห่งบัวโนสไอเรส เป็นพระสันตะปาปาองค์ต่อไปแล้ว พระองค์ได้เลือกใช้พระนาม “ฟรานซิส” ซึ่งขนานนามตามนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี โดยไม่เคยมีพระสันตะปาปาพระองค์ใดเคยใช้มาก่อน และยังถือเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกจากทวีปอเมริกาและซีกโลกใต้ และเป็นองค์ที่สองที่มิใช่ชาวยุโรป

เหตุพิเศษทั้งหลายข้างต้นราวกับเป็นนิมิตว่า พระสันตะปาปาพระองค์นี้ จะเป็นผู้สร้างความแตกต่าง ท่ามกลางความท้าทายของโลกในยุคที่เทคโนโลยีของมนุษย์พัฒนาไปสู่จุดสำคัญที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ คือเป็นช่วงเริ่มยุคสมัยแห่งสื่อสังคมออนไลน์ที่เปลี่ยนแปลงโลกแบบเดิมที่ผู้คนเคยรู้จัก การเติบโตของทุนและธุรกิจอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ พร้อมความเติบโตของแนวคิดเสรีนิยมและความเสมอภาค รวมถึงแนวคิดปัจเจกชนนิยม

ในโลกที่มวลมนุษย์เชื่อในความสามารถและศักยภาพในการกำหนดชะตาชีวิต แม้ผู้คนบางส่วนอาจยังคงมีความต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณอยู่บ้าง แต่ก็ลดรูปลงไปเป็นปรัชญาแนวคิดที่ถอดแยกมาจากศาสนาต่างๆ อีกทีหนึ่ง

การภาวนาเพื่อชำระจิตให้สงบด้วยการทำสมาธินั้นมีให้บริการใน Application ทั้งรายเดือนและรายปี การภาวนาขอพรถูกแทนที่ด้วยกลไกการบันดาลรูปแบบใหม่ที่เพิ่งสร้าง เช่น กฎแห่งแรงดึงดูด การทำคำประกาศปรารถนา หรือ Manifestation หรือการทำพิธีกรรมบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่จำต้องผูกมัดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างการ “มูเตลู” ที่เติบโตงอกงามขึ้นมาในสังคมไทย

ความเชื่อในเสรีภาพในการกำหนดตัวเองของบุคคลเพศที่หลากหลาย (LGBTQA+) ไม่จำกัดเฉพาะชายหญิงที่ได้รับการยอมรับในรัฐสมัยใหม่ที่ปรับมุมมองเรื่องการก่อตั้งครอบครัวว่าไม่จำเป็นต้องขึ้นกับเพศกำเนิดเฉพาะชายหญิงอีกต่อไป แม้แต่ประเทศไทยเองก็ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมออกมาให้มีผลใช้บังคับได้ในที่สุด ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ขัดต่อความเชื่อทางศาสนาดั้งเดิมเป็นอย่างยิ่ง

พร้อมกันกับเป็นยุคสมัยที่มนุษยชาติถูกทดสอบด้วย COVID-19 โรคภัยที่เกือบกลายเป็นภัยคุกคามที่จะทำให้วิถีชีวิตของมนุษยชาติต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่ความปกติใหม่ แม้ภายหลังจะไม่ปรากฏว่าส่งผลไปถึงขนาดนั้น แต่ก็แสดงให้เห็นได้ว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกือบถึงขีดสุดนั้น ในอีกทางหนึ่งก็ทำให้มนุษยชาติมีจุดอ่อนเปราะบาง เสียจนโรคภัยที่เกิดขึ้นในสักเมืองหนึ่งก็อาจกระจายไปทั่วโลกได้ในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ นอกจากนี้ความเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อมเองก็เริ่มส่งสัญญาณว่าโลกใกล้จะสูญเสียความเป็นสถานที่อันเหมาะสมของสิ่งมีชีวิตลงไปทุกทีแล้ว

ทั้งหมดทั้งมวลมิใช่เป็นเพียงบททดสอบแห่งมนุษยชาติ แต่รวมถึงสถาบันทางศาสนาอันเก่าแก่ที่สุดด้วยว่าจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้หรือไม่อย่างไร

เพราะหากจะกล่าวกันตามตรง ทิศทางแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นมุ่งไปในทิศทางฝั่งตรงข้ามกับศาสนา ไม่ว่าจะศาสนาใดๆ ของโลกก็ตาม แนวคิดเสรีนิยมและมนุษยนิยมประสานเทคโนโลยีโน้มนำให้มนุษย์เชื่อในศักยภาพแห่งความเป็นมนุษย์ว่าเป็นผู้รังสรรค์และกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ ชัยชนะต่อภัยคุกคามของ COVID-19 ยิ่งตอกย้ำความมั่นใจของมนุษย์เช่นนั้น

เป็นความท้าทายว่า “สถาบันทางศาสนา” โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาเอกเทวนิยมอย่างคริสต์ศาสนาจะมีที่ทางอย่างไรในโลกเช่นนี้

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ผู้ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งคริสตจักรคาทอลิกในห้วงเวลาดังกล่าวจึงเป็นผู้รับตอบ “บททดสอบ” แม้ว่าพระองค์จะทรงถูกมองว่าเป็น “โป๊ปหัวโบราณจากลาตินอเมริกา” จาก BBC เนื่องด้วยแนวคิดหลายอย่างของท่านไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังถือว่าเป็นแนวคิดอนุรักษนิยม แต่สื่อเดียวกันนั้นเองก็ยอมรับว่าพระองค์คือผู้ปฏิรูปศาสนจักรเช่นกัน โดยพระองค์ได้ยกให้ความตระหนักรู้ถึงปัญหาเรื่องความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของพระศาสนจักรคาทอลิก รวมถึงประเด็นของความเป็นธรรมในสังคมด้วย

สำหรับประเด็นอันแหลมคมอย่างแนวคิดเรื่องเพศที่หลากหลาย แม้ว่าพระองค์จะยังคงยืนยันหลักการที่ว่า การสมรสอันชอบด้วยศาสนาแห่งพระคริสต์นั้นคือการสมรสระหว่างชายหญิงเท่านั้น แต่ก็ทรงแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าคริสตจักรคาทอลิกควรเห็นอกเห็นใจสมาชิกกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในฐานะของมนุษย์ที่มีความเท่าเทียมกัน ที่แม้ว่าจะไม่อาจอนุญาตให้มีการให้พรหรือศีลสมรสแก่การสมรสเพศเดียวกัน แต่ในโอกาสพิเศษที่คู่สมรสเพศเดียวกันนั้นมาสู่วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ศาสนจักรก็มีหน้าที่ต้องตอบสนองในฐานะของ “มนุษย์” ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเสกสร้างขึ้นตามพระฉายาลักษณ์แห่งพระองค์

เรื่องนี้ปรากฏในสาส์นอภิบาลของสภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยที่ 086/2024 เรื่อง จุดยืนและแนวทางของพระศาสนจักรคาทอลิกลงวันที่ 1 สิงหาคม 2024 ซึ่งมีหลักการสาระสำคัญว่า พระศาสนจักรคาทอลิกอันเป็นพระศาสนจักรที่จะไม่ละทิ้งใครเลย แม้จะยังคงยืนยันว่าศีลสมรสของคริสตชน สงวนไว้เฉพาะระหว่างชายและหญิงตามเพศกำเนิดเท่านั้น แต่นักบวชคาทอลิกก็อาจอวยพรเชิงอภิบาลเพื่อเป็นการไม่ปิดกั้นชีวิตของคู่รักนั้นต่อพระเมตตาของพระเจ้า

ด้วยการมอบคำอวยพรที่นำเสนอแบบเรียบง่าย เช่น “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงทอดพระเนตรมายังบุตรธิดาเหล่านี้ของพระองค์ โปรดประทานสุขภาพที่ดี หน้าที่การงาน สันติภาพ และการช่วยเหลือกันและกันของเขา ขอโปรดพิทักษ์คุ้มครองให้ชีวิตของเขาอยู่ในพระพรและพระประสงค์ของพระองค์ด้วยเทอญ อาเมน”

ซึ่งเป็นการตอบสนองที่แสดงให้เห็นถึงเมตตาของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งสำแดงผ่านศาสนจักรต่อคู่รักเท่าเทียมที่มาขอพรจากพระคริสต์ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อหลักการเดิมแห่งการสมรสตามหลักพระศาสนา

การปรับตัวประการหนึ่งที่น่ารักและเป็นที่จดจำสำหรับผู้คนในวัฒนธรรมบันเทิงร่วมสมัยเรื่องหนึ่ง คือสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสนั้น ทรง “พระทัยดี” ต่อชุมชนผู้นิยมวัฒนธรรมการ์ตูนแบบญี่ปุ่น โดยในครั้งเสด็จเยือนประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 ระหว่างที่ทรงเยี่ยมมหาวิหารพระแม่มารีแห่งกรุงโตเกียว ได้มีวัยรุ่นถวายฉลองพระองค์แบบ “ฮัปปิ” (happi) ซึ่งเป็นเสื้อคลุมพื้นบ้านแบบญี่ปุ่น แบบที่เราจะเห็นเชฟตามร้านอาหารญี่ปุ่นหรือช่างฝีมือญี่ปุ่นเขาใส่กันนั่นแหละ โดยฮัปปิที่มีผู้มาถวายนั้นเป็นเสื้อสีฟ้า รูปองค์พระสันตะปาปาที่วาดขึ้นในลายเส้นสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่นแบบมังงะหรือแอนิเมะ มีฉากหลังเป็นต้นซากุระ สกรีนข้อความภาษาญี่ปุ่นและสเปนด้วยถ้อยคำ “ปลาบปลื้ม” “สวดมนต์กันเถอะ” “ขอให้มีสันติภาพ” และ “เรายินดีที่มีพระองค์เป็นพระสันตะปาปา” ซึ่งพระองค์ได้รับฉลองพระองค์ฮัปปิดังกล่าวมาสวมใส่ถ่ายรูปโดยไม่ถือพระองค์จนกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ เมื่อปลายปีที่แล้ว คริสตจักรคาทอลิกยังสร้างความฮือฮาให้แก่สังคมป๊อปคัลเจอร์และวัฒนธรรมแอนิเมะ ด้วยการเปิดตัวแมสคอต Luce (ออกเสียงว่า “ลูเช่”) เพื่อฉลองปีศักดิ์สิทธิ์แห่งการแสวงบุญ (Pilgrims) ของคริสตชน หรือ Jubilee ในปี 2025 โดย “ลูเช่” (Luce) ในภาษาอิตาเลียน แปลว่า “แสงสว่าง” หรือ “ความสว่าง” โดยออกแบบเป็นตัวการ์ตูนเด็กน้อยผมสีฟ้า แววตาเป็นประกายรูปเปลือกหอย สวมเสื้อคลุมกันฝนสีเหลือง คล้องสายประคำไม้กางเขนและถือไม้เท้าของผู้จาริก ซึ่งทุกรายละเอียดของตัวการ์ตูนลูเช่และผองเพื่อนนั้นเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แห่งนักบุญในคริสต์ศาสนา ออกแบบโดยผู้ร่วมก่อตั้งเครื่องหมายการค้าวัฒนธรรมร่วมสมัย “โทกิโดกิ” (Tokidoki)

อาร์ชบิชอป ริโน่ ฟิสิเชลล่า ผู้เป็นประธานการจัดงานปีศักดิ์สิทธิ์กล่าวถึงความมุ่งหมายของวาติกันที่จะใช้รูปการ์ตูนที่มีความน่ารักเพื่อสื่อสารกับบรรดาเยาวชนผ่านทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของพวกเขา โดยหวังว่าลูเช่จะสามารถเป็นตัวแทนความรู้สึกที่สะท้อนอยู่ในหัวใจของคนรุ่นใหม่ได้ โดย “ลูเช่” ได้นำไปเปิดตัวอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในงานการ์ตูนและเกม ณ เมืองลุกกา แคว้นทอสคานา ประเทศอิตาลี (Lucca Comics and Games) งานมหกรรมหนังสือการ์ตูน วิดีโอเกม และแฟนตาซีที่ยิ่งใหญ่ของอิตาลี ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สมณสภาของวาติกันจะเข้ามามีส่วนร่วมในงานชุมนุมเกี่ยวกับการ์ตูน ด้วยมุ่งหมายที่จะได้พูดคุยกับคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับหัวข้อแห่งความหวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการประกาศพระวรสารได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ภาพที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสมองตุ๊กตาลูเช่ที่ได้รับการถวายในห้วงพระหัตถ์ อาจเป็นภารกิจท้ายๆ ของพระองค์ที่มุ่งหวังจะให้ศาสนจักรของพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นของทุกคน และศาสนาเก่าแก่ร่วมสองพันปีก็ยังคงปรับตัวและมีส่วนร่วมอยู่กับวัฒนธรรมร่วมสมัยของผู้คนกลุ่มที่ไม่ว่าจะเรียกตัวเองหรือถูกเรียกว่า “โอตาคุ” ซึ่งเคยเป็นคำที่มีความหมายในแง่ลบได้โดยไม่แยกแบ่ง

อาจกล่าวได้ว่า พระศาสนจักรคาทอลิกในสมณสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส คือศาสนจักรที่มิได้ “ปรับตัว” หรือ “ปรับเปลี่ยน” อะไรไปจนเสียตัวตน หากก็ยัง “โน้มตัว” ลงมาเพื่อสัมผัสกับผู้คนที่แตกต่างหลากหลายเพื่อรับฟังเสียงและอำนวยพรต่อผู้คนทุกกลุ่มโดยไม่แยกแบ่ง

ดังที่ อาจารย์ตุลย์ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ได้สรุปไว้เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จมาเยือนประเทศไทยใน “มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวันที่ 29 พ.ย.-5 ธ.ค.2562 เรื่อง “จากการเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทิ้งสิ่งใดไว้ให้เรา” ว่า

“พระองค์ได้มอบไว้ในการเดินทางครั้งนี้ พระจริยวัตรและแนวโน้มในสมณสมัยของพระองค์ คือการปรับตัวของผู้นำทางศาสนาและพระศาสนจักรที่จะต้องโน้มเข้าหาคุณค่าสากลยิ่งขึ้นเพื่อจะคุยกับคนที่เขา ‘ไม่เชื่อ’ อย่างเรา แต่พร้อมจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้และไม่ละเลยที่จะเอาใจใส่ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เราอยู่”

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส สิ้นพระชนม์ลงเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ.2025 เวลา 07.35 น.ตามเวลาท้องถิ่น สิริรวมพระชนมายุได้ 88 พรรษา และมีพิธีปลงพระศพของพระองค์ไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน โดยทรงมีพระประสงค์ไว้ล่วงหน้าให้เลือกโลงพระศพทำด้วยไม้ธรรมดาบุด้วยสังกะสี ยุติจารีตการวางร่างพระศพบนแท่นยกสูง และทรงให้ฝังพระศพไว้ในมหาวิหารเซนต์แมรีเมเจอร์ในกรุงโรม ในการนี้จึงเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่ถูกฝังนอกนครรัฐวาติกันในรอบกว่าหนึ่งร้อยปี

ในพิธีปลงพระศพดังกล่าวปรากฏสิ่งที่อาจจะเรียกว่าภาพอัศจรรย์ก็ได้ เมื่อ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้นั่งบนเก้าอี้ที่หันหน้าเข้าหาประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน สนทนากันด้วยท่าทีอันเป็นมิตร โดยที่ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนได้ปะทะคารมกันอย่างไม่ไว้หน้ามาแล้วที่ทำเนียบขาว โดยมี ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง แวะผ่านมาร่วมให้กำลังใจด้วย ภาพถ่ายที่ปรากฏในสื่อนั้นดูสงบและงดงามจนอาจนับได้ว่า นี่เป็นแสงแห่งความหวังต่อสันติภาพของโลก

ขอพระบิดาทรงรับดวงวิญญาณขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสไว้ สถิตอยู่ในอาณาจักรอันเป็นนิรันดร์ของพระองค์

กล้า สมุทวณิช

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : โป๊ปฟรานซิส การ ‘โน้มตัว’ ของ สถาบันอันเก่าแก่ที่สุด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...