SJWD ลุย “4 ธุรกิจดาวรุ่ง” ดันรายได้ปี 68 โต 12% มุ่งเพิ่มสัดส่วนกำไรจากตปท. เป็น 40% ภายในปี 73
SJWD เผยกลยุทธ์ปี 68 มุ่งขยาย 4 ธุรกิจดาวรุ่ง คลังสินค้าห้องเย็น-รับฝากและบริหารยานยนต์-ตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ-ธุรกิจต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 12% มุ่งเพิ่มสัดส่วนกำไรจากต่างประเทศเป็น 40% ภายในปี 2573
นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เผยว่า บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างเนื่องเพื่อบรรลุเป้าในปี 2568 คือการเพิ่มรายได้ 12% รวมถึงเป้าหมายระยะยาว เช่น การเพิ่มอัตรากำไรสุทธิ (net profit margin) ให้อยู่ที่ 8% ในปี 2572 และการเพิ่มสัดส่วนกำไรจากต่างประเทศเป็น 40% ในปี 2573 รวมถึงการเพิ่ม market cap ให้แตะ 1 แสนล้านบาทภายในปีเดียวกัน
โดยกลยุทธ์ที่บริษัทฯ จะมุ่งเน้นในปีนี้ คือการเดินหน้าขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโต ได้แก่ (1) ธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น (2) ธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ (3) ธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ และ (4) ธุรกิจต่างประเทศ
สำหรับธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น มีแผนเปิดบริการห้องเย็นใหม่อีก 4 แห่ง พื้นที่รวมกว่า 37,000 ตารางเมตร ในเชียงใหม่, สระบุรี, รังสิต และ จังหวัดปทุมธานี (ห้องเย็นของบริษัท เอสซีจี นิชิเร) ภายในปีนี้ โดยหลังจากปี 2568 มีแผนสร้างคลังสินค้าห้องเย็นแห่งใหม่เพิ่มเติมในจังหวัด ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และ สงขลา นอกจากนี้ยังวางแผนขยายบริการคลังสินค้าห้องเย็นแก่กลุ่มอุตสาหกรรมยาและเฮลท์แคร์ รวมถึงร่วมทุนกับลูกค้าสร้างคลังสินค้าห้องเย็นแห่งใหม่ และขยายเครือข่ายขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ
ส่วนธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์ จะเน้นขยายบริการนำเข้าและส่งออกวัตถุดิบและชิ้นส่วนยานยนต์ให้ครอบคลุมต่างประเทศมากขึ้น เช่น อินโดนีเซีย หรือ เวียดนาม รวมถึงจะขยายการให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพิ่มเติมจากเดิมที่ให้บริการแก่รถยนต์รวมกว่า 5 แสนคันในปีที่ผ่านมา
ด้านธุรกิจตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือ Freight ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เป็น 2,500 ล้านบาทภายในปี 2572 โดยจะมีการร่วมมือกับ ANI และ บมจ.ไซไน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น หรือ SINO ในฐานะพาร์ทเนอร์ เชื่อมโครงข่ายบริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ รวมถึงจะรุกสร้าง New S-Curve จากการเป็นผู้ให้บริการโลจิสติสก์ครบวงจรรายแรกที่มีบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ NSW Service Provider (NSP) ซึ่งเป็นระบบบริการจัดส่งข้อมูลที่เชื่อมต่อหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ
ขณะที่ธุรกิจต่างประเทศ จะเน้นการขยายธุรกิจในจีน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยในจีน จะร่วมมือกับ JUSDA ให้บริการขนส่งสินค้า คลังสินค้า และนำเข้า-ส่งออกสินค้า จากจีนมาไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะสินค้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอกนิกส์ และเครื่องจักร และจะร่วมมือกับ Ruiyun Logistics ศึกษาโอกาสทางธุรกิจบริการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิข้ามแดนระหว่างไทย เวียดนาม และจีน
ในส่วนของเวียดนามได้มีการถือหุ้น 100% ใน SCGJWD Logistics (Vietnam) Co., Ltd. ซึ่งในปีที่ผ่านมา ได้รับงานจาก VIETNAM CONSTRUCTION MATERIALS JOINT STOCK COMPANY (VCM) เพื่อให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรแบบ End-to-End Supply Chain Soution ส่วนมาเลเซีย ได้ร่วมกับ SWIFT จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเปิดคลังสินค้าห้องเย็นใหม่ 3 แห่ง ด้านอินโดนีเซีย ได้มีการขยายธุรกิจรับฝากและบริหารยานยนต์และธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น และในฟิลิปปินส์ ได้มีการขยายธุรกิจคลังสินค้าห้องเย็น
นอกจากแผนขยายธุรกิจศักยภาพสูงทั้ง 4 นี้แล้ว บริษัทฯ ยังมีแผนเสนอขายสินทรัพย์บางส่วนจากธุรกิจคลังสินค้าทั่วไปที่ดำเนินการก่อสร้างโดยบริษัทแอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด เป็นมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านบาท ให้แก่กอง REIT ที่เป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อนำเม็ดเงินมาขยายการลงทุนต่อเนื่อง
ทั้งนี้ในปี 2567 บริษัทฯ ได้ขยายธุรกิจและการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เข้าถือหุ้น 20.12% ใน บมจ.เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ ANI ผู้นำธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าสายการบินหรือ GSA ในไทย, เข้าถือหุ้น 20.48% ใน Swift Haulage Berhad หรือ SWIFT (สวิฟท์) ผู้ดำเนินธุรกิจ Integrated Logistics ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย, จัดตั้งบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรท จำกัด เพื่อปรับโครงสร้างและเพิ่มศักยภาพให้บริการตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ได้ก่อสร้างคลังสินค้าห้องเย็นแห่งใหม่ที่เชียงใหม่แล้วเสร็จ มีพื้นที่ 2,700 ตารางเมตร เปิดบริการคลังสินค้าทั่วไป 2 แห่ง ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่รวมกว่า 54,000 ตารางเมตร ภายใต้บริษัท แอลฟา อินดัสเตรียล โซลูชั่นส์ จำกัด ที่ร่วมทุนกับ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ หรือ ORI ฯลฯ และได้ขยายบริการแก่ลูกค้ารายใหญ่ บมจ. ปตท.น้ำมันและค้าปลีก หรือ OR โดยนำเสนอ Green Logistics Solution เพื่อให้บริการขนส่งอาหารและเบเกอรี่แก่ร้านคาเฟ่อเมซอน รวมถึงได้รับรางวัล Highly Commended Supply ChainManagement Awards จาก SET Awards 2024 และการประเมิน SET ESG Rating 2024 ระดับ AAA
ขณะเดียวกันฐานะทางการเงินของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นปี 2567 มีอัตราหนี้สินต่อทุนที่มีภาระดอกเบี้ย 0.67 เท่า มีเงินสดคงเหลือ (Cashflow Surplus) ณ สิ้นปี 2567 กว่า 2,400 ล้านบาท และการเสนอขายหุ้นกู้เดือนกันยายนปีที่ผ่านมาวงเงินไม่เกิน 4,200 ล้านบาท มีนักลงทุนต้องการจองซื้อมากกว่ามูลค่าที่เสนอขาย