โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

จับตาการเจรจาการค้า รับมือวิกฤตภาษีทรัมป์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 เม.ย. 2568 เวลา 10.44 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2568 เวลา 10.24 น.
โดนัลด์ ทรัมป์ ภาพโดย REUTERS/Kevin Lamarque

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 16-18 เมษายน 2568

ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันพุธ (16/4) ที่ระดับ 34.43/45 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/4) ที่ระดับ 33.52/55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าตามการปรับขึ้นของราคาทองคำโดยทำจุดสูงสุดใหม่ จากความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 โดยนักลงทุนยังคงจับตามาตรการภาษีของสหรัฐ เนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11/4) ทำเนียบขาวได้ประกาศยกเว้นภาษีสำหรับสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางรายการที่นำเข้าจากจีน

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การยกเว้นภาษีเหล่านี้จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น นอกจากนี้ เอกสารของรัฐบาลกลางสหรัฐ (Federal Register) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (14/4) ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐได้เริ่มกระบวนการสอบสวนการนำเข้ายาและเซมิคอนดักเตอร์แล้ว เพื่อหาลู่ทางในการใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั้งสองประเภทนี้ สำหรับสุนทรพจน์ของเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในงานเสวนาว่าด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

ซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐกิจแห่งชิคาโกในวันพุธ (16/4) นั้น นายพาวเวลล์ แสดงความกังวลต่อความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้เฟดตกที่นั่งลำบากระหว่างการใช้นโยบายควบคุมเงินเฟ้อและการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภารกิจหลักสองประการของเฟดคือการรักษาเสถียรภาพของราคา และการทำให้การจ้างงานเต็มศักยภาพ

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าการเรียกเก็บภาษีของ ปธน.ทรัมป์ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายทั้งสองประการของเฟด สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ สมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองร่วงลง 8.5% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองปรับตัวขึ้น ขณะที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.2% หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในเดือน ก.พ. เมื่อเทียบรายปี ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือน มี.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 3.5% ในเดือน ก.พ.

สำหรับปัจจัยในประเทศช่วงนี้ ตลาดรอติดตามท่าทีของรัฐบาลในการเจรจาากรค้าระหว่างไทยกับสหรัฐ เพื่อประเมินโอกาสที่สหรัฐอาจปรับลดอัตราภาษีนำเข้าให้กับสินค้าไทยหลังครบกำหนดการระงับมาตรการเก็บภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เป็นเวลา 90 วัน

ทั้งนี้ นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า จากมาตรการภาษีของสหรัฐ รวมถึงการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลัก จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าโลกอย่างมีนัย โดยคาดว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อ ทำให้มีผลกระทบส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยในหลายช่องทาง

ทั้งนี้ การเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 36% ของสหรัฐ มีผลให้ต้องปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปีนี้ จากปัจจุบันคาดการณ์ไว้ที่ 2.5% โดยเชื่อว่าจะเหลือต่ำกว่า 2.5% อย่างแน่นอน ซึ่งจะเห็นผลกระทบชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.06-33.58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/4) ที่ระดับ 33.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ยอดส่งออกเดือน มี.ค.พุ่งขึ้น 12.4% เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 เนื่องจากภาคธุรกิจของจีนพากันเร่งส่งออกสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสหรัฐเก็บภาษีศุลกากร

ขณะที่ยอดนำเข้าในเดือน มี.ค.ปรับตัวลง 4.3% เมื่อเทีบรายปี ซึ่งเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ ส่วนยอดเกินดุลการค้าของจีนในเดือน มี.ค.อยู่ที่ 1.0264 แสนล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค. 2567 ซึ่งอยู่ที่ 1.048 แสนล้านดอลลาร์ โดยในรายงานของ NBS ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (14/4) ยังระบุด้วยว่า จีนส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.1% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ ลดลง 9.5%

โดยสหรัฐยังคงเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของการค้าโดยรวมของจีน ขณะที่ยอดส่งออกจากจีนไปยังกลุ่มอาเซียนพุ่งขึ้น 11.6% ในเดือน มี.ค. นำโดยการส่งออกไปยังเวียดนามที่พุ่งขึ้นแข็งแกร่งเกือบ 19% ขณะที่ยอดการนำเข้าจากกลุ่มอาเซียน เพิ่มขึ้น 9.8% นอกจากนี้จีนส่งออกไปยังสหภาพยุโรป (EU) เพิ่มขึ้น 10.3% ในเดือน มี.ค. ขณะที่นำเข้าจาก EU ลดลง 7.5%

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจอื่น สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัว 5.4% ในไตรมาส 1/2568 เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงจากอัตราการขยายตัวในไตรมาส 4/2567 และแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวราว 5.1-5.2% เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 1 ได้รับปัจจัยหนุนจากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรกับประเทศต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงจีน ที่ถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าสูงสุดในอัตรา 145%

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันพุธ (16/4) ที่ระดับ 1.1322/25 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/4) ที่ระดับ 1.1353/55 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจ สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานวันพฤหัสบดี (17/4) ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สำหรับสินค้าอุตสาหกรรมในเยอรมนีประจำเดือน มี.ค. ปรับตัวลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า พลิกกลับหลังจากที่เพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือน ก.พ.

ตัวเลขดังกล่าวออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.4% และเมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI กลับลดลงถึง 0.7% หนักกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่าจะลดลงเพียง 0.1% ในวันพฤหัสบดี (17/4) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามการคาดการณ์ของตลาด และเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ ECB เริ่มวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. 2567 โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1263-1.1424 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/4) ที่ระดับ 1.1367/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานในวันพุธ (16/4) ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค เพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งชะลอตัวลงจากเดือน ก.พ.ที่ปรับตัวขึ้น 2.8% ดัชนี CPI เดือน มี.ค. ขยายตัวในอัตราต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2567 และต่ำกว่าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 2.7% ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมราคาพลังงาน อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ซึ่งเป็นหมวดสินค้าที่มีความผันผวนนั้น ปรับตัวขึ้น 3.4% ในเดือน มี.ค. ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากเดือน ก.พ.ที่ปรับตัวขึ้น 3.5%

สำหรับเงินเฟ้อจากการบริการ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ BoE จับตาอย่างใกล้ชิดเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อภายในประเทศนั้น อยู่ที่ระดับ 4.7% ในเดือน มี.ค. ลดลงจากระดับ 5% ในเดือน ก.พ. และต่ำกว่าที่ BOE คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 4.9% โดยการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อมีขึ้นก่อนที่ BOE จะประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 8 พ.ค.นี้

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันพุธ (16/4) ที่ระดับ 142.84/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ขยับอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (11/4) ที่ระดับ 142.77/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐในช่วงวันพุธ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทีบกับเงินเยน เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเงินเยน ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐกับจีน

ขณะที่ทรัมป์ระบุบนโซเชียลมีเดียว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับคณะผู้แทนญี่ปุ่นด้านการค้าที่นำโดย เรียบเซอิ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหารือดังกล่าว แต่แหล่งข่าวเปิดเผยว่า อากาซาวะได้พบกับทรัมป์ก่อนการเจรจาระดับรัฐมนตรีระหว่างสองประเทศเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีของสหรัฐ

ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.60-144.30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/4) ที่ระดับ 142.37/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตาการเจรจาการค้า รับมือวิกฤตภาษีทรัมป์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...