โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปิดฉาก 3 ทศวรรษ ‘เนสท์เล่ – มหากิจศิริ’

The Bangkok Insight

อัพเดต 18 เม.ย. 2568 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. 2568 เวลา 03.24 น. • The Bangkok Insight

ปิดฉาก 3 ทศวรรษ เจ้าพ่อเนสกาแฟ "มหากิจศิริ" สูญรายได้ปีละกว่าหมื่นล้าน! ส่องรายได้-กำไรย้อนหลัง 10 ปี

สืบเนื่องจากประเด็นร้อนในแวดวงธุรกิจ กรณีข้อพิพาททางธุรกิจระหว่าง "เนสท์เล่" (Nestlé) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กับ "ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส" (QCP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน 50:50 ระหว่าง "เนสท์เล่" และ "กลุ่มมหากิจศิริ" มาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อผลิต จัดจำหน่าย และทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ (Nescafé)

ปัญหาคือ Nestlé ได้แจ้งยุติสัญญาร่วมทุนกับ QCP ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2567 แต่ผู้ถือหุ้นทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องการดำเนินงานในอนาคตของบริษัทได้ จึงตามมาด้วยการฟ้องร้องโดย "นายเฉลิมชัย มหากิจศิริ" หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ QCP ให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้ Nestlé ผลิต ว่าจ้างผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์กาแฟสำเร็จรูป โดยใช้เครื่องหมายการค้า Nescafé ในไทย

จึงกลายเป็นกระแสที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง แม้ความคืบหน้าล่าสุด Nestlé ได้สื่อสารกับลูกค้าพันธมิตร ว่า สามารถขายสินค้าเนสกาแฟได้ตามปกติ เนื่องจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง มีคำสั่งยืนยันว่าบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เป็นผู้มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้า "Nescafé" และ "เนสกาแฟ" ในไทย และสามารถใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ ซึ่งคำสั่งศาลนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2568

เนสท์เล่

เจาะขุมทรัพย์เนสกาแฟ ‘เนสท์เล่ - มหากิจศิริ’

ถือเป็นการปิดฉากพันธมิตรทางธุรกิจ "เนสท์เล่ - มหากิจศิริ" ที่ครองขุมทรัพย์เนสกาแฟในประเทศไทยมานานกว่า 3 ทศวรรษ พร้อมกับสูญเสียมูลค่าธุรกิจมหาศาลของ QCP ผลประกอบการย้อนหลัง 10 ปีของ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) เป็นดังนี้
ปี 2557 รายได้รวม 17,751 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,361 ล้านบาท
ปี 2558 รายได้รวม 16,450 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,653 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้รวม 14,822 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,932 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้รวม 15,478 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,780 ล้านบาท
ปี 2561 รายได้รวม 15,498 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,613 ล้านบาท

เนสท์เล่

ปี 2562 รายได้รวม 15,177 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,389 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้รวม 15,772 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,683 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้รวม 15,459 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,704 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้รวม 17,115 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,403 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้รวม 17,183 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,067 ล้านบาท

เนสท์เล่

จะเห็นว่าธุรกิจเนสกาแฟของ QCR มีรายได้ย้อนหลังที่สูงกว่าระดับหมื่นล้านบาทแทบทุกปี ส่วนกำไรก็มีการเติบโตต่อเนื่อง โดยคิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่มากถึง 16-23% เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนเต็มเม็ดเต็มหน่วยทีเดียว

ปิดฉากพันธมิตรทางธุรกิจ

เท่ากับว่าการปิดฉากพันธมิตรทางธุรกิจครั้งนี้ จะทำให้ "กลุ่มมหากิจศิริ" อาจสูญเสียรายได้ทางธุรกิจไปมากถึงปีละกว่าหมื่นล้านบาท (อ้างอิงจากส่วนแบ่งรายได้ 50:50 ที่เคยแบ่งกับเนสท์เล่จาก ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส และแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดกาแฟในไทย) เนื่องจากเนสกาแฟเข้ามาทำตลาดในไทยเป็นเวลา 52 ปีแล้ว เป็นแบรนด์กาแฟอันดับ 1 ในไทย จากการสร้างการรับรู้แบรนด์คู่กับ "เรดคัพ" หรือเนสกาแฟในแก้วสีแดง

ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลล่าสุดโดย Euromonitor International รายงานมูลค่าตลาดกาแฟไทย พบว่า กาแฟเป็นสินค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปี โดยมูลค่าตลาดกาแฟไทยเติบโตต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2564–2566) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 8.55% ต่อปี ขณะที่ในปี 2566 มีมูลค่าตลาด 34,470 ล้านบาท แบ่งเป็น กาแฟสำเร็จรูปมีมูลค่าตลาดสูงถึง 28,951.3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 84% ของมูลค่าตลาดกาแฟในประเทศ และกาแฟสดมีมูลค่าตลาด 5,519 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16%

สำหรับ"มหากิจศิริ" ธุรกิจทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นจาก"ประยุทธ มหากิจศิริ" พร้อมด้วยทายาท 3 คนที่สานต่อความมั่งคั่ง ได้แก่ เฉลิมชัย มหากิจศิริ, อุษณีย์ มหากิจศิริ และอุษณา มหากิจศิริ ทั้งนี้ ในปี 2568 Forbes สำรวจความมั่งคั่งของตระกูลมหากิจศิริ พบว่ามีทรัพย์สินถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท จากสารพัดธุรกิจทั้งอาหาร เครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ เกษตร ขนส่งทางเรือ และพลาสติกเคมีภัณฑ์

หากนับเฉพาะหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของตระกูลมหากิจศิริ อย่างเช่น หุ้น TTA หรือ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน), หุ้น TFI หรือ บริษัท ไทยฟิวเจอร์อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), หุ้น SUC หรือ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน), หุ้น III หรือ บริษัท ทริพเพิล ไอ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน), หุ้น PMTA หรือ บริษัท พีเอ็ม โทรีเซน เอเชีย โฮลดิ้งส์

นอกจากนี้ ยังมีหุ้นอื่นๆ ในพอร์ต แต่มีมูลค่าการลงทุนที่ไม่ได้สูงมากนัก อาทิ TOPP, PSTC, STELLA, ANI, MILL, AE และ UMS เป็นต้น รวมไปถึงยังมี PM Group (พีเอ็ม กรุ๊ป) ซึ่งเป็นเหมือน Holding Compamy ที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ

สำหรับ "เนสท์เล่" เป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุม 185 ประเทศทั่วโลก โดยดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างปี 2561-2567 เนสท์เล่ได้ลงทุนกว่า 22,800 ล้านบาท ในประเทศไทย พร้อมยืนยันจะยังคงลงทุนผลิตเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป ซึ่งจะยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยการรับซื้อวัตถุดิบในการผลิตจากเกษตรกรไทยให้มากที่สุด

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...