โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว” ตำนานแห่งศรัทธาและคำมั่นสัญญา

อีจัน

อัพเดต 13 ก.พ. 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 13 ก.พ. 2568 เวลา 03.00 น. • อีจัน

ในมุมหนึ่งของจังหวัดปัตตานี ท่ามกลางเสียงกลองของขบวนแห่และกลิ่นธูปคละคลุ้งในอากาศ ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวตั้งตระหง่านเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนหลากเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน และมุสลิม ผู้แสวงหาความเมตตาและปาฏิหาริย์จากเจ้าแม่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตำนานของนางคือเรื่องราวของหญิงกล้าผู้ถือมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณ แม้ต้องแลกด้วยชีวิต!

หญิงกล้าผู้เดินทางข้ามทะเล

ลิ้มกอเหนี่ยว หรือ “กอเหนี่ยวแซ่ลิ้ม” เป็นหญิงชาวจีนผู้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลในสมัยราชวงศ์เหม็ง ประมาณสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครองกรุงศรีอยุธยา หรือ รายอฮีเยาครองปัตตานี เพื่อตามหาพี่ชาย “ลิ้มเตาเคียน” ซึ่งออกเดินทางค้าขายที่ปัตตานีและขาดการติดต่อไปหลายปี ด้วยความรักและความกตัญญู นางได้นำสำเภาถึง 9 ลำ ล่องลอยข้ามคลื่นลมมุ่งสู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย พร้อมตั้งสัตย์ปฏิญาณว่า หากไม่สามารถนำพี่ชายกลับบ้านได้ นางจะยอมสละชีวิตเป็นเดิมพัน

เมื่อเดินทางถึงปัตตานี “ลิ้มกอเหนี่ยว” ได้พบว่าพี่ชายของตนมิใช่พ่อค้าอีกต่อไป แต่เป็นช่างผู้สร้างมัสยิด ณ บ้านกรือเซะ และได้เปลี่ยนศาสนาจนมีครอบครัวใหม่ นางพยายามอ้อนวอนให้เขากลับคืนบ้านเกิด แต่ลิ้มเตาเคียนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ลิ้มกอเหนี่ยว จึงเลือกที่จะปลิดชีพตนเองใต้ต้นมะม่วงหิมพานต์ข้างมัสยิด ปิดฉากเรื่องราวของหญิงผู้กล้าหาญที่ซื่อตรงต่อคำสัตย์จนวาระสุดท้าย

คำสาปที่ก้องกังวานในประวัติศาสตร์

หลังการจากไปของลิ้มกอเหนี่ยว มีเรื่องเล่าว่ามัสยิดกรือเซะที่ลิ้มเตาเคียนพยายามสร้างกลับไม่อาจสำเร็จได้ ทุกครั้งที่สร้างหลังคาขึ้น ฟ้ากลับผ่าลงมาทำลายมันลงเสมอถึงสามครั้งสามครา จนสุดท้ายมัสยิดแห่งนี้ต้องถูกทิ้งให้เป็นอนุสรณ์แห่งคำสาป ขณะเดียวกัน ลิ้มเตาเคียนเองก็มิอาจหลีกหนีโชคชะตา เมื่อเขาเสียชีวิตจากการทดลองยิงปืนใหญ่ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเจ้าผู้ครองปัตตานี ปืนใหญ่กระบอกนั้นจึงถูกขนานนามว่า “นางพญาตานี” อันทรงพลัง

ต่อมาในรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปืนใหญ่นางพญาตานีถูกอัญเชิญไปไว้หน้ากระทรวงกลาโหม ณ กรุงเทพฯ ขณะที่ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ลิ้มกอเหนี่ยวใช้เป็นสถานที่ปลิดชีพ ถูกนำมาแกะสลักเป็นรูปของเจ้าแม่ และกลายเป็นองค์ประดิษฐานในศาลเจ้าลิ้มกอเหนี่ยว จนกลายเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของผู้คน

จากสำเภาสู่ตำนาน “รูสะมิแล”

สำเภาทั้ง 9 ลำ ที่พาลิ้มกอเหนี่ยวและบริวารเดินทางสู่ปัตตานี เล่าขานกันว่าต่อมาได้กลายเป็นต้นสนเก้าต้น ซึ่งในภาษามลายูเรียกว่า “รูสะมิแล” (รู = ต้นสน, สะมิแล = 9) และยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งตำนานที่แฝงอยู่ในผืนแผ่นดินปัตตานีจนถึงทุกวันนี้

ศรัทธาที่ข้ามพรมแดน

แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานนับศตวรรษ แต่ศรัทธาต่อเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวยังคงแข็งแกร่ง ผู้คนจากปัตตานี จังหวัดใกล้เคียง และแม้กระทั่งในมาเลเซียและสิงคโปร์ ต่างเดินทางมายังศาลเจ้าเพื่อกราบไหว้ บนบานศาลกล่าว ขอพรให้สมหวัง โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ การค้าขาย และการตามหาของหาย ซึ่งขึ้นชื่อว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง

พิธีกรรมแห่งความเคารพ

ทุกปีในวันเพ็ญเดือนสาม ปัตตานีจะเต็มไปด้วยสีสันของงานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ขบวนแห่รูปสลักเจ้าแม่เคลื่อนผ่านถนนพร้อมด้วยขบวนแห่ธง ป้าย และกระเช้าดอกไม้ เสียงกลองและม้าล้อประโคมให้บรรยากาศคึกคัก ขณะที่กลางคืนมีการแสดงงิ้วและโนรา ซึ่งเป็นศิลปะการแสดงที่เชื่อกันว่าเจ้าแม่โปรดปราน

ศรัทธาที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมิใช่เพียงตำนานของหญิงผู้กล้าหาญ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความศรัทธาและความกล้าหาญของผู้คนที่พร้อมจะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ตนเชื่อมั่น แม้กาลเวลาจะหมุนเวียนไป แต่ชื่อของลิ้มกอเหนี่ยวยังคงดังก้องในหัวใจของผู้ศรัทธา และศาลเจ้าของนางยังคงเป็นศูนย์รวมแห่งความหวัง ความเมตตา และปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยจางหายไปจากแผ่นดินปัตตานี

อ้างอิงข้อมูล : กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...