โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระบบเสมือน‘จมูก-ตา’ วช.ต่อยอดเทคโนโลยี ตัวช่วยตรวจจับไฟป่า ลด PM2.5

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 มิ.ย. 2566 เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2566 เวลา 03.53 น.

ระบบเสมือน‘จมูก-ตา’
วช.ต่อยอดเทคโนโลยี
ตัวช่วยตรวจจับไฟป่า ลด PM2.5

“ไฟป่า” ปัญหาสำคัญระดับชาติ ผลกระทบไม่ได้มีแค่การทำลายทรัพยากร ต้นไม้ หรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนจากฝุ่นควันพิษขนาดจิ๋ว หรือ PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ

ปัจจุบัน นอกจากจะใช้เจ้าหน้าที่ หรืออาสาสมัครในการเฝ้าระวังการเกิดไฟป่าในพื้นที่แล้ว ยังนิยมใช้เทคโนโลยีในการตรวจจับไฟป่า เช่น ข้อมูลจุดความร้อนจากภาพถ่ายดาวเทียม

แต่เนื่องจากข้อมูลจุดความร้อนที่นำมาใช้ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมง และดาวเทียมจะวนมาถ่ายภาพในจุดเดิมเพียงวันละ 2 ครั้ง ทำให้ไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด รวมถึงมีจุดอับที่ดาวเทียมไม่สามารถถ่ายภาพทะลุยอดไม้ได้ ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกิดไฟป่าได้อย่างทันท่วงที

จึงเป็นที่มาของ 2 โครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อแก้ไขปัญหา “ไฟป่า” ได้อย่างยั่งยืน

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. ได้มอบหมายให้กลุ่มสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมผลสำเร็จของกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม ในโครงการ “การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบเฝ้าระวังไฟป่าอัจฉริยะ” มี รศ.ดร.ปานใจ ธารทัศนวงศ์ และคณะ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินโครงการ ณ ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง และสถานีควบคุมไฟป่าแม่ปิง อุทยานแห่งชาติแม่ปิง อ.ลี้ จ.ลำพูน และโครงการ “การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบตรวจจับไฟป่าในระยะเริ่มต้นโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งมี นายอภิเษก หงส์วิทยากร และคณะ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ดำเนินโครงการ ณ สถานีควบคุมไฟป่าแม่ปิง อุทยานแห่งชาติแม่ปิง และสถานีตำรวจภูธรก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน

โครงการแรก “การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบเฝ้าระวังไฟป่าอัจฉริยะ” ได้รับทุนสนับสนุนจาก วช.ปี 2564 ภายใต้โครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงความมั่นคง

รศ.ดร.ปานใจเปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้มีการพัฒนาอุปกรณ์ไอโอที (IoT) ในโครงการ SEA-HAZEMON และโครงการ SEA-HAZEMON @TEIN ซึ่งทำร่วมกับเครือข่ายวิจัยทั้งในและต่างประเทศในการติดตามคุณภาพ อากาศในประเทศไทย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ฟิลิปปินส์ และอินโดนิเชีย โดยติดตั้งโหนดเซ็นเซอร์ไปแล้วกว่า 100 แห่ง และมีการนำข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการร่วมกัน ผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ในแพลตฟอร์ม CANARIN จึงเกิดแนวคิดในการนำอุปกรณ์ไอโอทีดังกล่าว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีราคาถูก คนไทยสามารถทำเองได้ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์กับเรื่อง “ไฟป่า” เป็นครั้งแรก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนในชุมชน เช่น ที่ดอยช้างป่าแป๋ ซึ่งเดิมต้องใช้อาสาสมัครเกือบทั้งหมู่บ้านในการเฝ้าระวังการเกิดไฟป่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคมของทุกปี

“อุปกรณ์ไอโอที นอกจากจะใช้ในการตรวจวัดค่าฝุ่น PM2.5 รวมถึงค่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมต่างๆ แล้ว ยังสามารถตรวจวัดค่าของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ได้ ซึ่งหากค่าฝุ่น PM2.5 และค่า CO สูงขึ้นทั้งคู่แสดงว่ามีโอกาสที่จะเป็นไฟไหม้มากขึ้น ทีมวิจัยมีการพัฒนาโปรแกรมในการตรวจจับและวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกส่งมาจากโหนดเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้ในพื้นที่เฝ้าระวังผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G/4G โดยแสดงผลผ่านแผนที่บนแพลตฟอร์ม CANARIN ทั้งนี้ หากระบบมีการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วพบว่า มีค่าสูงถึงระดับที่ตั้งไว้ จะมีการแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องและชุมชน เพื่อที่จะได้ทำการดับไฟได้อย่างทันท่วงที ผ่านการใช้แอพพลิเคชันไลน์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่และทางอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ดี ผู้เกี่ยวข้องสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม CANARIN ได้ตลอดเวลา รวมถึงสามารถเปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆ เช่น จุดความร้อน และข้อมูลอื่นๆ เพื่อให้สามารถวางแผนในการบริหารจัดการไฟป่าให้เกิดความแม่นยำมากขึ้น” รศ.ดร.ปานใจกล่าว และว่า ระบบนี้จึงเปรียบเสมือนเป็น “จมูก” ในการรับกลิ่นควันไฟ และแจ้งเตือนก่อนจะเกิดไฟไหม้ป่าในวงกว้าง ปัจจุบันทีมวิจัยได้มีการติดตั้งต้นแบบการเฝ้าระวังการเกิดไฟป่าบริเวณแนวกันไฟ ในพื้นที่ดอยช้างป่าแป๋แล้ว จำนวน 9 จุด โดยเป็นโหนดเซ็นเซอร์ หรือชุดอุปกรณ์ไอโอที ซึ่งใช้โซลาร์เซลล์เป็นแหล่งพลังงาน เนื่องจากเป็นพื้นที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้

รศ.ดร.ปานใจกล่าวด้วยว่า จากการติดตั้งในพื้นที่ดอยช้างป่าแป๋ พบว่าข้อมูลที่ได้รับมีความถูกต้องสูง จากเดิมที่ไม่รู้เลยว่าไฟมาจากด้านใด เมื่อติดเซ็นเซอร์ไว้รอบๆ แนวกันไฟทำให้ทราบตำแหน่ง และสามารถระดมคนไปในจุดเกิดไฟไหม้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ต้องใช้คนจำนวนมากในการเฝ้าระวัง

จากโครงการแรกที่เปรียบเสมือนเป็น “จมูกคอยแจ้งเตือนกลิ่นไฟไหม้” ได้มีการต่อยอดมาเป็น “ตาที่คอยเฝ้ามองการเกิดควันไฟ” ในโครงการ “การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ระบบตรวจจับไฟป่าในระยะเริ่มต้นโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์”

นายอภิเษก กล่าวว่า เป็นการต่อยอดจากโครงการแรกที่เปรียบเสมือน “จมูก” มาสู่การพัฒนาระบบที่เปรียบเสมือน “ดวงตา” ในการตรวจจับไฟป่า โดยใช้กล้องความละเอียดสูง จำนวน 4 ตัว ในการถ่ายภาพให้ครอบคลุมทุกทิศทาง มีการจำแนกการเกิดไฟด้วยระบบประมวลผลภาพและวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก่อนแสดงผลการตรวจจับไฟ ซึ่งทีมวิจัยได้มีการพัฒนาแอพพ์ตรวจจับไฟป่า แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การบริหารจัดการระบบ ผู้ดูแลระบบสามารถเพิ่มเติม แก้ไขข้อมูลอุปกรณ์ตรวจจับและผู้ใช้งานระบบสามารถเข้ามาดูภาพเหตุการณ์ต่างๆ ย้อนหลังได้ ส่วนที่ 2 เป็นการแจ้งเตือนโดยผ่านแอพพ์ไลน์เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่า เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติ จะแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่โดยระบุทิศทางและภาพสันนิษฐานว่าจะเป็นควันไฟป่า

“ทีมวิจัยเลือกติดตั้งต้นแบบระบบฯบนเสาสัญญาณวิทยุของสถานีตำรวจภูธรก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน ซึ่งมีระบบไฟฟ้าและสัญญาณอินเตอร์เน็ต และอยู่ในพื้นที่ราบ ล้อมรอบด้วยเทือกเขาที่เคยเกิดไฟป่าซ้ำซาก การติดกล้องในมุมสูง ใน 4 ทิศทาง ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพในการตรวจจับไฟป่าได้แบบ 360 องศา และยังสามารถตรวจวัดคุณภาพอากาศที่อยู่โดยรอบได้อีกด้วย” นายอภิเษกกล่าว

ด้านนายพิชิต ปิยะโชติ หัวหน้าสถานีควบคุมไฟป่าแม่ปิง กล่าวว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำงานวิจัยนี้มาใช้ในการเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดไฟป่าครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเฝ้าระวังไฟป่าของเจ้าหน้าที่ ช่วยการระบุพิกัดของการเกิดไฟป่าได้อย่างแม่นยำ และสามารถใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนได้มากขึ้น ซึ่งหวังว่าในอนาคตคณะนักวิจัยจะได้ต่อยอดผลงานนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...