โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ศุภจี นำทีมไทยแลนด์ กางแผนสู้ศึกภาษีสหรัฐฯ ปกป้องส่งออกไทย

Nation Online

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

27 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินหน้ากางโรดแมปเชิงรุก กู้ชีพส่งออกไทย หลังเจอมรสุมวิกฤตกำแพง ภาษีสหรัฐ ที่พุ่งสูงถึง 12.5% จากข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานภาคบังคับ และกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง โดยสั่งระดมสรรพกำลังผ่านกลไก ทีมไทยแลนด์ เร่งแก้เกมยุทธศาสตร์ 4 ขั้นตอน ทั้งผลักดันกฎหมายและปิดดีลข้อตกลงการค้า เพื่อรักษาผลประโยชน์ประเทศ

จากสถานการณ์วิกฤตกำแพง ภาษีสหรัฐ ที่ไทยกำลังเผชิญ กระทรวงพาณิชย์ ที่นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กางโรดแมป เพื่อรับมือกับมาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการไทย พร้อมเปิดเผยเบื้องลึกกระบวนการเจรจาผ่านกลไก "Team Thailand" เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดพยากรณ์สำคัญอย่างสหรัฐฯ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ย้อนรอยวิกฤตภาษี: จาก 36% สู่จุดเปลี่ยนปัจจุบัน

สำหรับไทม์ไลน์การปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทย พบว่ามีความพยายามขยับเพดานภาษีมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2568 สหรัฐฯ เคยประกาศจะเก็บภาษีสูงถึง 36% โดยใช้กฎหมาย IEEPA ก่อนจะมีการปรับลดและผันผวนตามสถานการณ์
จนกระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรการตามมาตรา 301 ในกรณีที่ไทยไม่มีข้อกำหนด และบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้า ที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ ส่งผลให้อัตราภาษีทั่วไปอยู่ที่ 12.5%

ในขณะที่ประเทศคู่แข่งที่ยอมรับเงื่อนไข Agreements on Reciprocal Trade (ART) อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย เสียภาษีเพียง 10% เท่านั้น,

อินโฟกราฟิกแผนสู้ภาษีสหรัฐของกระทรวงพาณิชย์
อินโฟกราฟิกแผนสู้ภาษีสหรัฐของกระทรวงพาณิชย์

เจาะลึก 2 ข้อกล่าวหาที่เป็นหัวใจสำคัญ

ข้อมูลจาก "Team Thailand" ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญหน้ากับ 2 ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้างในการตั้งกำแพงภาษี:

  • ประเด็นแรงงานภาคบังคับ: สหรัฐฯ ระบุว่าไทยไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ ทำให้ถูกเก็บภาษีที่ 12.5% อย่างไรก็ตาม ทีมไทยแลนด์ได้แจ้งสหรัฐฯ แล้วว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนร่างกฎหมายดังกล่าว (Human Rights Due Diligence - HRDD) และมีแผนเสนอต่อรัฐสภาในปีหน้า

  • ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง: สหรัฐฯ อ้างว่าไทยใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ในอุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องจักรเนื่องจากการอุดหนุนจากภาครัฐ แต่ "Team Thailand" ได้โต้แย้งด้วยข้อมูลจริงว่า อัตราการใช้กำลังการผลิตของ 3 อุตสาหกรรมหลักของไทยอยู่ที่ 75-95% และรัฐบาลไม่มีการอุดหนุนการลงทุนในลักษณะที่สหรัฐฯ กล่าวหา

อินโฟกราฟิกแผนสู้ภาษีสหรัฐของกระทรวงพาณิชย์

ข่าวดีท่ามกลางวิกฤต: สินค้ากว่า 2,120 รายการได้รับยกเว้น แม้จะมีความตึงเครียดด้านภาษี แต่ประเทศไทยยังคงมีแต้มต่อในบางจุด โดยล่าสุดได้รับข่าวดีว่าสหรัฐฯ ได้ยกเว้นการเก็บภาษีสินค้าไทยจำนวน 2,120 รายการ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 471 รายการ ครอบคลุมมูลค่ากว่าครึ่งหนึ่งของที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ

สินค้าที่ได้รับยกเว้นรวมถึงกลุ่มสำคัญ อาทิ:

  • เกษตรและอาหาร: ยางธรรมชาติ, แป้งมันสำปะหลัง, น้ำตาล และวัตถุดิบอาหารสัตว์
  • อิเล็กทรอนิกส์: แผงวงจร, หน่วยเก็บข้อมูล (HDD) และอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์
  • อุตสาหกรรมและวัตถุดิบ: ปุ๋ย, เหล็กหล่อ และผลิตภัณฑ์ไม้
  • อากาศยานและเวชภัณฑ์: ชิ้นส่วนอากาศยาน และยา
อินโฟกราฟิกแผนสู้ภาษีสหรัฐของกระทรวงพาณิชย์

เปิดแผน 4 ขั้นตอน “ทีมไทยแลนด์” รุกฆาตศึกการค้า

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในฐานะแม่ทัพพาณิชย์ ได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุก 4 ด้าน เพื่อดึงอัตราภาษีจาก 12.5% ลงมาให้เหลือ 10% เท่ากับประเทศคู่แข่ง:

  • เร่งกฎหมาย HRDD: ผลักดันกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานภาคบังคับเพื่อขอรับส่วนลดภาษี

  • ปิดดีล ART: เร่งสรุปข้อตกลง Agreements on Reciprocal Tariff (ART) เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

  • หนุนลงทุนในสหรัฐฯ: ส่งเสริมบริษัทไทยไปลงทุนในอเมริกาเพื่อสร้างงานและสร้างความร่วมมือระยะยาว

  • ปรับสมดุลการค้า: เพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ภายใต้ประกาศแถลงการณ์ร่วม เพื่อลดการเกินดุลการค้าของไทยต่อสหรัฐฯ

อินโฟกราฟิกแผนสู้ภาษีสหรัฐของกระทรวงพาณิชย์
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...