ศุลกากรจับมือกรมการค้าต่างประเทศ เปิดกลโกงสวมสิทธิ์ ‘Made in Thailand’ เผยผลงานปราบปรามท่าเรือแหลมฉบัง ความเสียหายทางเศรษฐกิจทะลุ 1.3 พันล้านบาท
วานนี้ (20 กรกฎาคม) พันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยผลการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง ช่วง 10 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 สามารถตรวจยึดและจับกุมคดีสำคัญรวม 177 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,377.8 ล้านบาท
ในจำนวนนี้เป็นคดีสวมสิทธิ์และแสดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ 41 คดี ตรวจยึดของกลางกว่า 8.8 ล้านชิ้น มูลค่าความเสียหาย 442.64 ล้านบาท
คดีลักลอบนำเข้าขยะอันตรายตามอนุสัญญาบาเซล 88 ราย น้ำหนักของกลางกว่า 5.66 ล้านกิโลกรัม มูลค่า 204.56 ล้านบาท โดยดำเนินการผลักดันกลับไปยังประเทศต้นทาง
คดีสินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าและละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 35 คดี ตรวจยึดของกลาง 303,472 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 582.19 ล้านบาท
รวมถึงคดีลักลอบส่งออกกัญชา 13 คดี ของกลางน้ำหนักรวม 14,840 กิโลกรัม มูลค่า 148.40 ล้านบาท หลังตรวจพบพฤติการณ์อำพรางกัญชาไว้ในสินค้าส่งออกทั่วไปหลายประเภท ทำให้กรมศุลกากรเพิ่มมาตรการเอกซเรย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด
พร้อมกันนี้ กรมศุลกากรยังเปิดปฏิบัติการร่วมกับกรมการค้าต่างประเทศ ตรวจสอบการแสดงถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเท็จในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง หลังพบสินค้านำเข้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ระบุบนผลิตภัณฑ์ว่า ‘Made in Thailand’ เพื่อเตรียมส่งออกไปยังต่างประเทศ
การตรวจสอบครั้งนี้มี อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมลงพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่อายัดสินค้าต้องสงสัยและพบการกระทำความผิด 2 คดี มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า 100 ล้านบาท
คดีแรก เป็นการนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อ TWOMOON จำนวน 5,370,000 มวน จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ในเขตปลอดอากร แต่บนหีบห่อระบุถิ่นกำเนิดว่า ‘Made in Thailand’ มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 17 ล้านบาท
คดีที่สอง เป็นการนำเข้าใบมีดกึ่งสำเร็จรูป อุปกรณ์มีดอเนกประสงค์ และกล่องบรรจุภัณฑ์จากประเทศจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
จากการตรวจสอบพบว่า สินค้าดังกล่าวเป็นมีดคัตเตอร์ที่ผลิตสำเร็จพร้อมจำหน่าย และมีบรรจุภัณฑ์ระบุถิ่นกำเนิดว่า ‘Made in Thailand’ จำนวน 202,000 ชุด มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 84.27 ล้านบาท
กรมศุลกากรระบุว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2481 และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า พ.ศ. 2522
พันธ์ทองกล่าวว่า การแสดงประเทศกำเนิดสินค้าเป็นเท็จ ไม่เพียงเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังเป็นการบิดเบือนข้อมูลทางการค้า และอาจถูกนำไปใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของสินค้าส่งออกไทยในตลาดโลก
กรมศุลกากรจึงเตรียมยกระดับมาตรการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มบทลงโทษกรณีให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับถิ่นกำเนิดสินค้า รวมถึงกำหนดมาตรการระงับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าทุกประเภท เพื่อป้องปรามและตัดวงจรการสวมสิทธิ์ทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม
พันธ์ทองกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมศุลกากรจะเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสกัดกั้นการแอบอ้างประเทศกำเนิดสินค้า การสวมสิทธิ์ทางการค้า และการลักลอบนำเข้า-ส่งออกสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบ
พร้อมยกระดับมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทยและรักษาความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าต่อประเทศไทย