แก๊งเมียนมารวมตัวกร่าง บุกทำร้ายผู้หญิงเพียงคนเดียว พ่อค้าแม่ค้ากังวลความปลอดภัย
จากกรณีช่วงค่ำวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เกิดเหตุวุ่นวายในพื้นที่ตลาดดอยเวา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังพ่อค้าคนไทยรายหนึ่งอ้างว่า ภรรยาถูกกลุ่มชายชาวเมียนมารุมทำร้ายภายในร้าน จนได้รับบาดเจ็บบริเวณปลายคางเป็นรอยเขียวช้ำ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ลูกชายวัย 17 ปีของพ่อค้ารายนี้ เกิดกระทบกระทั่งกับคู่กรณี โดยอ้างว่าถูกยั่วยุและกดดันอย่างต่อเนื่อง ก่อนใช้เหล็กราวแขวนผ้าตีคู่กรณีจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งครอบครัวยอมรับผิดและพร้อมชดใช้ค่ารักษาพยาบาล เพื่อหวังให้เรื่องยุติลงด้วยดี แต่ด้านพ่อค้าอ้างว่า คู่กรณีกลับโทรศัพท์เรียกกลุ่มชาวเมียนมาเกือบ 20 คน ก่อนเดินทางมาที่ร้านในลักษณะข่มขู่และพยายามทำร้ายคนในครอบครัว แต่พบเพียงภรรยา จึงถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ
หลังเกิดเหตุ ครอบครัวได้รวบรวมหลักฐานภาพบาดแผลและหลักฐานจากกล้องวงจรปิด เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.แม่สาย เพื่อให้ติดตามผู้เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องให้ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงสถานะการเข้าเมืองและใบอนุญาตทำงานของบุคคลที่เกี่ยวข้อง พ่อค้ารายนี้ยังอ้างอีกว่า ปัญหาลักษณะดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และผู้ค้าคนไทยบางส่วนในตลาดดอยเวารู้สึกหวาดกลัว จากการรวมกลุ่มและพฤติกรรมกดดัน จึงขอให้เจ้าหน้าที่เร่งตรวจสอบและเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยเจ้าหน้าที่ต้องสอบสวนพยาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจง เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยไม่เหมารวมถึงชาวเมียนมาที่อาศัยและประกอบอาชีพโดยสุจริตในพื้นที่
จากเหตุการณ์ดังกล่าว พันตำรวจเอก จิรภาส ศักดิ์สูง ผกก.สภ.แม่สาย กล่าวว่า หลังเหตุการณ์ดังกล่าวได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจ เพิ่มความลงพื้นที่เพื่อป้องปรามและป้องกันการกระทบกระทั่ง รวมถึงได้ให้เจ้าหน้าที่พูดคุยกับผู้ประกอบการในพื้นที่และชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงาน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบการกระทำผิดก็จะต้องดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการกวดขันการทำงานผิดกฏหมายของชาวต่างด้าว หากพบก็จะดำเนินคดีเช่นกัน
แม่สายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีทั้งชาวไทยและชาวเมียนมา อาศัยและทำกิจกรรมร่วมกันมาเป็นเวลานาน จึงต้องคำนึงถึงบริบทของพื้นที่ และยึดหลักความเป็นกลาง โดยไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้านและลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างกัน แต่หากมีการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ถูกต้องทางเจ้าหน้าที่ ก็จะต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น
อ่านข่าวเพิ่มเติม