โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ใช้แค่ "แกนกระดาษทิชชู่" ป้องกันลูกสำลัก-ติดคอ! หมอเด็กเผยวิธีง่ายๆ ที่พ่อแม่ต้องรู้

sanook.com

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
นาทีทอง 4 นาที! เผยทริกเช็กของเล่นอันตรายด้วยแกนทิชชู่ พร้อมวิธีปฐมพยาบาลเมื่อเด็กอาหารติดคอ

หมอเด็กเผยวิธีง่ายๆ! แค่ใช้ "แกนกระดาษทิชชู่" ชิ้นเดียว ป้องกันลูกน้อย "สำลักสิ่งแปลกปลอม" อุดติดคอ

พ่อแม่ต้องดู! สิ่งของติดคอลูกอันตรายถึงชีวิต เช็กด่วน ของชิ้นไหนหล่นผ่าน "แกนทิชชู่" ต้องเก็บให้พ้นมือ

เคสอุบัติเหตุเด็กเล็กติดคอจนขาดอากาศหายใจ เป็นโศกนาฏกรรมเตือนภัยที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ล่าสุด โรงพยาบาลมณฑลหล่างเซิน (เวียดนาม) ได้รับตัวเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบ เข้ารับการรักษาด่วน หลังทานลำไยแล้วเกิดสำลัก ลำไยหลุดเข้าไปติดค้างในหลอดลม ร่างกายเขียวช้ำ หัวใจและลมหายใจหยุดเต้น แม้ทีมแพทย์จะพยายามกู้ชีพอย่างสุดความสามารถแต่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเอาไว้ได้

นพ. เหงียน เตียน หุง (Nguyen Tien Hung) กุมารแพทย์จากโรงพยาบาลแม่และเด็กเหงะอาน ได้ออกมาเตือนภัยผ่านเคสเด็กกลืนเหรียญติดคอว่า สิ่งของชิ้นเล็กๆ เพียงชิ้นเดียวสามารถพรากชีวิตลูกน้อยไปได้ตลอดกาล เพื่อป้องกันเหตุสลดดังกล่าว คุณหมอได้แนะนำแบบทดสอบง่ายๆ ที่ใช้เพียง "แกนกระดาษทิชชู่" ซึ่งเป็นของเหลือทิ้งในบ้าน มาเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตลูก

วิธีทำ "Toilet Paper Roll Test" เช็กวัตถุอันตรายรอบตัวเด็ก

วิธีทดสอบทางการแพทย์ที่คุณหมอแนะนำสามารถทำได้ง่ายมากๆ แค่นำ แกนกระดาษทิชชู่ม้วนยาว เดินสำรวจรอบบ้าน ไม่ว่าจะเป็นของเล่น ของใช้ หรืออาหารของลูก

หลักการสำคัญ: เส้นผ่านศูนย์กลางของแกนกระดาษทิชชู่มาตรฐาน จะมีขนาดใกล้เคียงกับ ขนาดทางเดินหายใจของเด็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบ พอดี! ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่สามารถหล่นผ่านแกนกระดาษทิชชู่ลงไปได้ สิ่งนั้นสามารถหลุดเข้าไปอุดติดหลอดลมของลูกจนขาดอากาศหายใจได้ทั้งหมด!

ลิสต์สิ่งของและอาหารตัวร้ายที่พ่อแม่ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • ของใช้ใกล้มือ: เหรียญ, ฝาปากกา, กิ๊บติดผม, ลูกแก้ว สิ่งเหล่านี้หากหลุดผ่านแกนทิชชู่ได้ ต้องเก็บให้พ้นมือเด็กโดยเด็ดขาด
  • ถ่านกระดุม (Button Battery): อันตรายระดับสูงสุด! หากเด็กกลืนลงไป สารเคมีและกรดในถ่านจะรั่วซึมออกมากัดกร่อนอวัยวะภายในจนเสียหายร้ายแรงภายในเวลาแค่ 2 ชั่วโมง
  • อาหารเสี่ยงติดคอ: องุ่น, ลำไย, ไส้กรอกหั่นแว่นกลม เพราะมีความลื่นและทรงกลม พอหลุดเข้าคอจะเข้าไปอุดทางเดินหายใจแบบแน่นสนิท วิธีแก้ไขคือต้องหั่นผ่าครึ่งตามแนวยาว หรือหั่นเป็น 4 ส่วนก่อนให้เด็กทาน ส่วนเฉาก๊วย วุ้น หรือเยลลี่ ต้องใช้ช้อนบดให้ละเอียดก่อนเสมอ (คุณหมอเน้นย้ำว่า แม้แต่เด็กโตอายุ 11 ขวบ ก็เคยมีเคสมังคุดติดคอมาแล้ว จึงไม่ควรประมาท)

วิธีปฐมพยาบาลด่วน! เมื่อลูกเกิดเหตุสิ่งแปลกปลอมติดคอ

หากเกิดเหตุฉุกเฉิน คุณหมอเตือนว่าอย่าเพิ่งตกใจ และให้ประเมินอาการของเด็กทันที:

กรณีเด็กยังไอโฮกๆ หน้าแดง ร้องไห้มีเสียง: ห้ามจับเด็กกดหลังหรือกระแทกอกเด็ดขาด! ให้กระตุ้นและปล่อยให้เด็กไอออกมาเองตามธรรมชาติ เพราะแรงไอคือกลไกขับสิ่งแปลกปลอมที่ดีที่สุด

กรณีเด็กเงียบเสียงทันที มือจับคอ ปากและหน้าเริ่มเขียวช้ำ: นี่คือภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นสมบูรณ์แบบขั้นวิกฤต! ห้ามเอานิ้วล้วงคอเด็ดขาด เพราะจะยิ่งดันวัตถุลงไปลึกกว่าเดิม

"นาทีทอง" ในการช่วยชีวิตและปกป้องสมองเด็กมีเพียง 4 นาทีแรก เท่านั้น ให้รีบปฐมพยาบาลทันที พร้อมส่งเสียงตะโกนให้คนอื่นช่วยโทรเรียกกู้ชีพ 1669 (ห้ามทิ้งเด็กไว้คนเดียวเพื่อวิ่งไปหาคนช่วย)

ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเอาสิ่งแปลกปลอมออก:

  • เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ (วิธีตบหลังสลับกดอก):

  • จับเด็กนอนคว่ำลงบนแขน ให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัว ตบแรงๆ บริเวณกึ่งกลางระหว่างสะบักหลัง 5 ครั้ง

  • หากยังไม่ออก ให้พลิกตัวเด็กนอนงửaบนแขน ใช้สองนิ้วกดแรงๆ บริเวณกึ่งกลางหน้าอก (ใต้เส้นเชื่อมหัวนม) 5 ครั้ง

  • ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมาและเด็กส่งเสียงร้องไห้

  • เด็กอายุมากกว่า 1 ขวบ (วิธี Heimlich Maneuver):

  • โอบกอดเด็กจากด้านหลัง กอบกำมือข้างหนึ่งไว้ที่บริเวณลิ้นปี่ (เหนือสะดือ แต่อยู่ใต้กระดูกอก)

  • นำมืออีกข้างมากระชับกำปั้นไว้ แล้วออกแรงกระทุ้งดึงรั้งขึ้นเข้าหาตัว (ทิศทางจากหน้าไปหลัง และล่างขึ้นบน) เป็นจำนวน 5 ครั้งติดต่อกัน ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออก

ฝากไว้ให้คิด: ความปลอดภัยของลูกหลานเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องปกป้องด้วยตัวเอง การจู้จี้ช่างสังเกตและระมัดระวังจนดูเหมือนเวอร์เกินไปนิดเพื่อแลกกับชีวิตที่ปลอดภัยของลูก ย่อมดีกว่าการเลี้ยงลูกแบบชิลๆ เลินเล่อ แล้วต้องมานั่งเสียใจไปตลอดชีวิต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...