‘บช.ก.’ เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวน เอาผิด ‘บุคคล’ เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. แหล่งข่าวจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึง กรณีการสอบสวนคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีการพาดพิงถึงผู้บริหารระดับผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. ว่า ขณะนี้ภาพรวมของคดี รวมถึงเครือข่ายผู้กระทำผิดมีความชัดเจนมากขึ้น เหลือเพียงขั้นตอนการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวน
โดยคดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าราชการ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อยู่ในอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ช. โดยผู้ถูกกล่าวหาที่ปรากฏชื่อในสำนวน เช่น ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการจาก มศว ได้เข้ามาให้การต่อเจ้าหน้าที่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องออกหมายจับ ส่วนหากการสอบสวนพบว่ามีข้าราชการหรือบุคคลภายนอก เช่น เจ้าหน้าที่เทศบาล หรือ อบต. ร่วมกระทำความผิดนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่น ปลอมแปลงเอกสารราชการ หรือร่วมกันแก้ไขเอกสารในสถานที่ภายนอก ก็จะอยู่ในอำนาจของกองบังคับการปราบปราม หรือ บก.ป. ที่สามารถขยายผลดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมได้
จากการสอบสวนยังพบว่า พฤติการณ์ทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนการจัดสอบที่มีความซับซ้อน แต่เกิดขึ้นภายหลังการตรวจข้อสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์เสร็จสิ้นแล้ว โดยมีกลุ่มผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้องร่วมกันปรับแก้คะแนนของผู้เข้าสอบบางราย เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ ก่อนส่งรายชื่อไปประกาศรับรองและบรรจุเข้ารับราชการ
สำหรับอาจารย์ตัวแทนของ มศว ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดสอบตามสัญญาจ้าง หรือ TOR มูลค่ากว่า 130 ล้านบาทนั้น พบว่าขั้นตอนการตรวจกระดาษคำตอบมีการว่าจ้างทีมงานดำเนินการจนแล้วเสร็จตั้งแต่ช่วงแรก แต่จุดที่พบปัญหาทุจริตอยู่ในขั้นตอนการนำคะแนนไปปรับแก้ ก่อนส่งเอกสารที่แก้ไขแล้วไปประกาศผล
แหล่งข่าวยังระบุว่า กระบวนการสรรหาและบรรจุข้าราชการท้องถิ่นชุดนี้ เริ่มจัดสอบตั้งแต่ปี 2567 ต่อเนื่องถึงปี 2568 มีผู้สอบผ่านและขึ้นบัญชีประมาณ 50,000 คน และมีการบรรจุไปแล้วกว่า 15,000 คน
ส่วนกรณีการตรวจสอบย้อนหลังไปถึงการจัดสอบในปี 2564 แหล่งข่าวระบุว่า อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากตามเงื่อนไขสัญญาหรือ TOR เอกสารกระดาษคำตอบของ มศว มีระยะเวลาจัดเก็บเพียง 2 ปี ทำให้ปัจจุบันเอกสารการสอบในปี 2564 ถูกทำลายตามระเบียบไปแล้ว ทำให้ไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่า มีการทุจริตตั้งแต่ตอนนั้นหรือไม่
ขณะที่คดีปัจจุบันมีผู้เกี่ยวข้องและกลุ่มผู้เข้าสอบที่ต้องตรวจสอบจำนวนมากถึงประมาณ 6,000 คน ซึ่งเกินกำลังของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการจัดทำสำนวนให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่จำกัด
ล่าสุด ประธาน ป.ป.ช. จึงมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก บช.ก. เข้าไปเป็นผู้ช่วยพนักงานไต่สวน โดย บช.ก. ได้ส่งทีมสอบสวนระดับบริหาร 1 ทีม ประมาณ 10 นาย เข้าร่วมสนับสนุนข้อมูลและการสืบสวน เพื่อเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งทางวินัยและทางอาญาโดยเร็วที่สุด
ด้าน พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีตรวจสอบการทุจริตสอบรับราชการท้องถิ่นว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวน กองบังคับการปราบปราม หรือ บก.ป. อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน รวมทั้งประสานข้อมูลร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำผิด
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของกองบังคับการปราบปรามในคดีนี้ ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติตามการสั่งการและสนับสนุนข้อมูลจาก ป.ป.ช. และคณะทำงานชุดใหญ่ โดยมุ่งเน้นการจับกุมและดำเนินคดีตามพยานหลักฐานที่ชัดเจน ส่วนกรณีผู้เข้าสอบที่มีรายงานว่าอาจเกี่ยวข้องมากกว่า 1,000 ราย ขณะนี้ยังต้องรอการประสานงานและขอความร่วมมืออย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช. อีกครั้ง
ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า สำหรับเบาะแสที่มีการเชื่อมโยงไปถึงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. เบื้องต้นยังเป็นเพียงคำให้การซัดทอดของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องสืบสวนแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงเส้นทางการเงินจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อนำมาประกอบสำนวนให้มีความรัดกุม ก่อนพิจารณาดำเนินการขอศาลออกหมายจับต่อไป
ส่วนกลุ่มผู้ต้องสงสัย หรือนายหน้าจำนวน 11 ราย ที่มีการกล่าวอ้างถึงก่อนหน้านี้ ขณะนี้คดีอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. โดย ป.ป.ช. ได้กันบุคคลที่เกี่ยวข้องไว้เป็นพยาน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมทำเรื่องขออนุมัติมติจาก ป.ป.ช. เพื่อเรียกตัวบุคคลดังกล่าวมารับทราบข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ