โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หรือชีวิตคนไทยไร้ค่า? ฟังเสียงสะท้อนประชาชนต่อการเยือนจีนของนายกฯ ที่ไม่มีการเอ่ยถึงปัญหา ‘เหมืองทุนจีนปล่อยสารพิษ ทำลายแม่น้ำไทย’

THE STANDARD

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • thestandard.co
หรือชีวิตคนไทยไร้ค่า? ฟังเสียงสะท้อนประชาชนต่อการเยือนจีนของนายกฯ ที่ไม่มีการเอ่ยถึงปัญหา ‘เหมืองทุนจีนปล่อยสารพิษ ทำลายแม่น้ำไทย’

ปัญหาการทำเหมืองแร่อย่างไร้การควบคุม ทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนจีน ในรัฐฉานของเมียนมา ที่มีการปล่อยสารพิษไหลข้ามพรมแดนลงสู่แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก อย่างสารหนู สารตะกั่ว หรือสารปรอท ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่า เป็นวิกฤตใหญ่ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้แก่ประชาชนนับล้านที่อาศัยแม่น้ำเหล่านี้ในการดำรงชีวิต

ประเด็นสำคัญ

  • เสียงสะท้อนจากท่าตอน
  • ข้อมูลชี้รัฐวิสาหกิจจีนอยู่เบื้องหลังเหมืองต้นตอปล่อยสารพิษ

การปนเปื้อนรุนแรงของสารพิษในแม่น้ำเหล่านี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายนปีที่แล้ว (2025) แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วเกือบ 15 เดือน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบยังคงเผชิญผลกระทบอันเลวร้าย จำนวนมากต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือสูญเสียอาชีพดั้งเดิม เช่น ประมง การเกษตร หรือการท่องเที่ยว เนื่องจาก ‘อันตรายของสารพิษปนเปื้อน’ และ ‘ความกลัว’ ของผู้คน ที่มองแม่น้ำเหล่านี้ว่าเป็น ‘แม่น้ำพิษ’ จนทำให้ไม่กล้าลงเล่นน้ำ หรือใช้น้ำจากแม่น้ำในการอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่ซื้อหรือกินปลาหรือพืชผักผลไม้ที่มาจากพื้นที่ติดกับแม่น้ำเหล่านี้

ความเดือดร้อนนี้ ถูกนำเสนอผ่านสื่อไทยบ่อยครั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงของชาวบ้านที่เรียกร้องความช่วยเหลือ การเยียวยา และการแก้ปัญหาอย่างถาวรจากรัฐบาล และฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลจีนและเมียนมา ที่ต้องการให้หยุดกิจการเหมืองเหล่านี้

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือเสียงความเดือดร้อนจากชาวบ้าน ดูเหมือนจะไร้น้ำหนักและไม่มีค่าพอ ทำให้การแก้ปัญหาที่เห็นผลอย่าง ‘จริงจัง’ ไม่เคยเกิดขึ้น

เสียงสะท้อนจากท่าตอน

ตัวอย่างผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการทำเหมืองในพื้นที่ต้นแม่น้ำกก คือวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำกกไหลเข้ามายังประเทศไทย อยู่ติดชายแดนรัฐฉานของเมียนมา และห่างจากเหมืองแรร์เอิร์ธ และเหมืองทองคำที่เป็นต้นตอของปัญหา เพียงประมาณ 30 กิโลเมตร

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 1

สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต ชี้ว่าสัญญาณความผิดปกติของแม่น้ำกก ปรากฏขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2024 ซึ่งมีชาวประมงจับปลาแค้ตัวหนึ่งได้ที่ปากแม่น้ำกก และพบว่า มีตุ่มหนองขึ้นตามลำตัวอย่างผิดปกติ แต่ขณะนั้นยังไม่มีการเผยแพร่ภาพปลา เนื่องจากยังไม่แน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 2

ต่อมาช่วงเดือนกันยายน 2567 เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ จากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นยางิ โดยตำบลท่าตอนเป็นหนึ่งในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งพบว่า พายุและน้ำท่วมได้พัดพาเอาดินโคลนและสารพิษจากเหมืองลงมาตามลำน้ำด้วย

ความผิดปกติหลังจากนั้น คือสภาพน้ำในแม่น้ำที่ไม่เคยกลับมาใสเหมือนปกติ จากเดิมที่น้ำมักจะใสในช่วงปลายปีจนถึงต้นปี ซึ่งชาวบ้านในตำบลท่าตอนสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ยังไม่ทราบว่ามีการทำเหมืองแร่ใกล้กับแม่น้ำ

กระทั่ง ช่วงเดือนเมษายน 2568 มีการประกาศผลตรวจน้ำในแม่น้ำกกอันเนื่องจากกรณีปัญหาแม่น้ำกกมีความขุ่นผิดปกติ พบสารหนูปนเปื้อนในแม่น้ำเกินค่ามาตรฐานหลายเท่า และกลายเป็นข่าวใหญ่มากสำหรับคนในลุ่มน้ำกกขณะนั้น

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 3

ทั้งนี้ ชาวตำบลท่าตอน อาศัยแม่น้ำกกในการสัญจรและดำรงชีวิต ซึ่งผลกระทบจากสารพิษปนเปื้อน ทำให้เมืองที่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวและวิถีชีวิตริมแม่น้ำได้รับผลกระทบอย่างหนัก ประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ต่างกลัวและไม่กล้าใช้น้ำในแม่น้ำเนื่องจากเกิดโรคผิวหนัง และมีคำเตือนเรื่องสารปนเปื้อนในน้ำ จนทำให้ชาวบ้านหลายคนไม่กล้าทานปลาที่จับได้

ในขณะที่โรงแรมและแพริมน้ำ ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่หดหายจนต้องปิดกิจการ กิจกรรมและวัฒนธรรมประเพณีที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำกก และเคยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างถิ่นจำนวนมาก ก็ไม่กลับมาคึกคักเหมือนเดิม การประกอบอาชีพอย่างประมงก็ได้รับผลกระทบหนัก

ขณะที่สภาพจิตใจของชาวบ้านในท่าตอนและอีกหลายพื้นที่ติดแม่น้ำกก สาย รวก โขง และกระบุรี ต่างก็เผชิญกับความเครียดและความกังวล ทั้งในเรื่องของรายได้และกังวลต่อสารพิษในแม่น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดฝนตกหนัก ซึ่งชาวบ้านบางคนถึงกับนอนไม่หลับเนื่องจากไม่ได้กลัวแค่น้ำท่วม แต่ยังกลัวโคลนพิษที่จะมากับน้ำท่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลกระทบเรื่องการให้ความช่วยเหลือด้วยเนื่องจากผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเองก็กลัวสารพิษปนเปื้อน

จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว THE STANDARD ที่บ้านท่าตอน ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 เพื่อสำรวจสถานการณ์จริงของปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ได้พูดคุยกับชาวบ้านในตำบลท่าตอนที่ได้รับความเดือดร้อนหลายสิบคน ซึ่งพร้อมใจกันมาล้อมวงพูดคุยกับคณะสื่อ และบอกเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความอัดอั้นใจ เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมของพวกเขา ที่ใช้ชีวิตเคียงคู่กับสายน้ำกกมาหลายชั่วอายุคน

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 4
ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 5

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล มีเพียง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ลงพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2025 และมีการตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามการแก้ปัญหา

แต่คำยืนยันจากชาวบ้านที่ให้สัมภาษณ์ THE STANDARD บอกว่า “หลังจากการลงพื้นที่ของรัฐมนตรีสุชาติ ก็แทบจะไม่เกิดการแก้ไขหรือให้ความช่วยเหลือหรือเยียวยาใดๆ แก่ชาวบ้าน” และข้ามมาถึงยุครัฐบาล ‘อนุทิน 2’ ก็ยังไม่เคยมีการแสดงออกถึงความพยายามที่จะแก้ไขปัญหา มีเพียงคำยืนยันจากรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่า “รัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานติดตามปัญหา และมีการประสานงานร่วมกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง” แต่ผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาที่เร่งด่วนนี้ยังเป็นคำถามใหญ่ที่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบรอคอยคำตอบ

แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์ ที่ทำงานในพื้นที่ลุ่มน้ำกก เล่าถึงสถานการณ์ความเดือดร้อนของชาวท่าตอน ณ ปัจจุบัน ว่ายังคง ‘ไม่เปลี่ยนแปลง’ จากช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

โดยจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินโดยกรมควบคุมมลพิษครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 15 – 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบจุดที่มีสารหนูเกินค่ามาตรฐานระดับที่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน ซึ่งมาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 0.010 มิลลิกรัมต่อลิตร จำนวน 7 จุด และจากการตรวจสอบพื้นที่น้ำท่วมขังบางจุด พบการปนเปื้อนของสารหนูถึงระดับ 0.020 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ปนเปื้อนนั้นยังคงไม่ลดลง

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 6

ขณะที่เธอชี้ว่า ยังไม่มีหน่วยงานรัฐใดๆ ที่มี Action Plan หรือแผนปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

“พูดได้เต็มปากว่ายังไม่มีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนจากทางภาครัฐ โดยที่ผ่านมาในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีการเรียกประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาแม่น้ำกกแค่รอบเดียว การประชุมก็มีเพียงแค่อัปเดตว่าแต่ละหน่วยงานทำอะไรไปบ้าง แต่แผนการปฏิบัติงานต่างๆ นั้นยังไม่มี”

ข้อมูลชี้รัฐวิสาหกิจจีนอยู่เบื้องหลังเหมืองต้นตอปล่อยสารพิษ

สำหรับแม่น้ำกก นั้นมีความยาว 285 กิโลเมตร มีต้นกำเนิดจากทิวเขาแดนลาวและทิวเขาผีปันน้ำตอนเหนือของเมืองกก จังหวัดเชียงตุงภายในอาณาเขตของรัฐฉานในประเทศเมียนมา ไหลเข้าสู่ประเทศไทยที่ช่องน้ำแม่กก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และไหลมาเรื่อย ๆ จนผ่านตัวอำเภอเมืองเชียงราย ก่อนไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่บริเวณสบกก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 7

ภาพ :GeoThai – Geoscience of Things

การทำเหมืองแร่ในรัฐฉาน ติดกับแม่น้ำกกนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นตั้งแต่ช่วงปี 2566 โดยข้อมูลในรายงานของมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ระบุว่า “มีนักลงทุนจีนเข้าไปทำเหมืองทองคำเพิ่มขึ้นบริเวณตอนบนของแม่น้ำสาย ในรัฐฉานตะวันออก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภายหลังเหตุรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2021 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) หรือว้าแดง และกองกำลังลาหู่

SHRF ระบุด้วยว่าในปี 2023 กลุ่มว้าแดง ได้อนุญาตให้ 7 บริษัทจีน เข้าไปทำเหมืองทองคำตามแนวแม่น้ำกก ทางตอนใต้ของเมืองสาด ที่อยู่ห่างจากตำบลท่าตอนเพียงประมาณ 30 กิโลเมตร และทำให้มีสารพิษตกค้างจากการทำเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำ

ขณะที่รายงานของ SHRF ที่เผยแพร่เมื่อเดือนตุลาคม 2025 ระบุว่า เหมืองแรร์เอิร์ธสองแห่ง ที่เป็นต้นตอของการปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ ดำเนินการโดยบริษัท China Investment Mining Company

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 8
ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 9

และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ยังได้เปิดเผยข้อมูลที่ได้รับเกี่ยวกับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มแม่น้ำกกและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง จากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธ ในเมียนมา โดยระบุว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท China Investment Mining Company ถึง 90% คือ บริษัท Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co. Ltd. บริษัทร่วมทุนที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 2022 เพื่อพัฒนาแหล่งแร่หายากใน สปป.ลาว และเมื่อดูโครงสร้างของบริษัทก็พบว่าเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท Xiamen Tungsten Corporation รัฐวิสาหกิจของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแร่หายากรายสำคัญของประเทศจีน และบริษัท Chifeng Gold ผู้ผลิตทองคำเอกชนรายใหญ่ที่สุดของจีน

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 10

คณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระและคณะทำงานของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ได้ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึง 2 บริษัทจีน คือ Xiamen Tungsten Corporation และบริษัท Chifeng Gold โดยมีเนื้อหาระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ “การละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ร้ายแรง และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเพียงพอ ซึ่งเกิดจากการปนเปื้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง”

โดยในระบบสื่อสารของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) พบว่ารัฐบาลไทย มีหนังสือตอบกลับในวันเดียวกัน จาก อุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา โดยระบุว่า “หนังสือของคณะทำงานผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติ ได้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยเพื่อพิจารณาแล้ว และจะมีการแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมให้ทราบเมื่อได้รับหนังสือแล้ว”

ขณะที่ ETOs Watch Coalition เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน รายงานว่า ผู้แทนถาวรเมียนมาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ส่งคำตอบถึง OHCHR เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยแสดงความกังวลว่า “หนังสือของผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติ ดูเหมือนจะอาศัยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบและเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว อีกทั้งยังไม่ได้สะท้อนข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะและการดำเนินการของรัฐบาลเมียนมาอย่างเพียงพอ และไม่ได้พิจารณาความพยายามของรัฐบาลในการติดตามตรวจสอบและแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกอย่างเพียงพอ” พร้อมทั้งย้ำว่าคำชี้แจงฉบับนี้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมรับข้อกล่าวหาใดๆ ที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าว

โดยรัฐบาลเมียนมา ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาที่ปรากฏในหนังสือดังกล่าว ว่า ภายหลังจากฝ่ายไทยได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำของแม่น้ำกกในเดือนพฤษภาคม 2024 ซึ่งมีรายงานที่เกี่ยวข้องปรากฏในสื่อไทยเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2024 หน่วยงานท้องถิ่นในรัฐฉาน ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบและสำรวจภาคสนามเบื้องต้นตามแนวแม่น้ำกกเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2024 โดยการตรวจสอบครอบคลุมพื้นที่สำคัญ 3 จุด ได้แก่ ต้นน้ำของแม่น้ำ ช่วงกลางของแม่น้ำ และจุดใกล้ชายแดนไทย

ผลการประเมินพบว่า แม้ว่าค่าความขุ่นของน้ำ (Turbidity) และปริมาณของแข็งแขวนลอยทั้งหมด (Total Suspended Solids: TSS) จะสูงเกินค่าที่กำหนด แต่ค่าพารามิเตอร์อื่นทั้งหมด รวมทั้งระดับสารหนู (Arsenic) ยังคงอยู่ภายในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ตาม มาตรฐานคุณภาพน้ำดื่มแห่งชาติของเมียนมา (National Drinking Water Quality Standard: NDWQS) และ มาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินแห่งชาติ (National Surface Water Quality Standard: NSWQS) ซึ่งประกาศใช้ในปี 2019 และ 2024 ตามลำดับ ดังนั้น คุณภาพน้ำจึงไม่สามารถจัดว่าเป็นน้ำที่มีมลพิษภายใต้มาตรฐานแห่งชาติที่ใช้บังคับดังกล่าว

ภายหลังการประเมินเบื้องต้น รัฐบาลเมียนมาได้ส่งคณะตรวจสอบชุดที่สองลงพื้นที่โดยทันทีในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อดำเนินการประเมินอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ได้มีการประเมินคุณภาพน้ำในพื้นที่ทั้งหมด 7 จุด ในอำเภอเมืองสาด รัฐฉาน ซึ่งประกอบด้วยจุดตรวจวัดตามแนวแม่น้ำกก 7 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ต้นน้ำ 3 จุด พื้นที่ใกล้ชายแดนไทย 2 จุด และพื้นที่ด้านเหนือและด้านใต้ของโรงงานตะกั่วอย่างละ 1 จุด ผลการตรวจคุณภาพน้ำระบุว่า การปนเปื้อนของสารหนูยังคงอยู่ภายในมาตรฐานที่กำหนดไว้ตาม NDWQS และ NSWQS

ด้านสำนักข่าว BBC Thai รายงานว่า รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ว่า หน่วยงานของไทยน่าจะอยู่ระหว่างการรวบรวมคำชี้แจงต่างๆ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ดูแลปัญหานี้ เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานอื่นๆ แต่ย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ และประเทศไทยเป็นประเทศที่กระตือรือร้นต่อปัญหานี้มากที่สุดในเวทีนานาชาติ

ผิดหวังอนุทินไม่คุยสีจิ้นผิง แก้ปัญหาสารพิษเหมืองทุนจีน

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญและเป็นที่จับตามองอย่างมาก คือการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุดของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16 – 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 11

ผลลัพธ์ของการเยือนและการพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ อีกทั้งยังบรรลุการลงนาม MOU 15 ฉบับ ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ อวกาศ การศึกษา AI พาณิชย์ ทรัพย์สินทางปัญญา และการจัดการน้ำ แต่ไม่ปรากฏว่ามีการหารือหรือประสานความร่วมมือกับรัฐบาลจีน เพื่อตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่ของบริษัทจีนในเมียนมา ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำหลายสายของไทย

ภาพนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง พร้อมภาพขาวดำผู้ประท้วงชูป้ายเรียกร้องอยู่ด้านล่าง 12

ขณะที่ใน “ถ้อยแถลงร่วมระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อมุ่งสู่ประชาคมไทย – จีนที่มีอนาคตแห่งความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” ซึ่งเผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่า มีการระบุถึง “ความร่วมมือเรื่องการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศและน้ำ” แต่ก็ไม่ระบุรายละเอียดว่า เกี่ยวข้องกับประเด็นการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำหรือไม่

ท่าทีของรัฐบาลที่ดูเมินเฉยในการผลักดันปัญหานี้ผ่านความร่วมมือกับจีนอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ และหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ติดตามการแก้ไขปัญหา แสดงความ ‘ผิดหวังอย่างมาก’ ต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน

เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ซึ่งติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี แสดงความผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีไม่หยิบยกปัญหานี้พูดคุยกับจีน ทั้งที่ปรากฏข้อมูลชัดเจนว่า บริษัทจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเหมือง โดยเฉพาะเหมืองแรร์เอิร์ธ ที่จีนควบคุมและครอบครองการผลิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก

“ไปตั้ง 4 วัน นายกรัฐมนตรีน่าจะมีโอกาสในการพูดเรื่องเหล่านี้บ้าง หรืออย่างน้อยพูดในทางสาธารณะ เพื่อก่อให้เกิดความตระหนักว่า ประชาชนไทยกำลังได้รับผลกระทบและแม่น้ำของไทยกำลังปนเปื้อน”

ทั้งนี้ จีนถือเป็นผู้ผลิตแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีปริมาณการผลิตมากกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก คิดเป็นสัดส่วนราว 70% ของทั้งโลก ซึ่งในปี 2025 โควตาการผลิตแรร์เอิร์ธของจีนมีจำนวนถึง 2แสน 7หมื่น เมตริกตัน

โดย Global Witness องค์กรนอกภาครัฐระดับโลก ที่ทำหน้าที่สืบสวนและรณรงค์เพื่อเปิดโปงการทุจริต การทำลายสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน วิเคราะห์ข้อมูลศุลกากรของจีน พบว่า ในปี 2023 เมียนมาได้ส่งออกแรร์เอิร์ธชนิดหนัก (Heavy Rare Earth Oxide) ประมาณ 41,700 ตันให้แก่จีน มากกว่าโควตาการผลิตภายในประเทศของจีนถึงสองเท่า โดยคิดเป็นประมาณ 98 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าแรร์เอิร์ธชนิดหนักของจีนในปีดังกล่าว

ขณะที่รายงานจากสถาบันเพื่อยุทธศาสตร์และนโยบาย – เมียนมา (Institute for Strategy and Policy – Myanmar) ซึ่งอ้างอิงโดย Stimson Center ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้นำเข้าแรร์เอิร์ธชนิดหนักจากเมียนมา คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมดในแต่ละปี

โดยข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญอย่างมากของแหล่งแรร์เอิร์ธในเมียนมาที่มีต่อจีน ท่ามกลางการแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นต้องใช้แรร์เอิร์ธจำนวนมหาศาล

อย่างไรก็ตาม เพียรพร ชี้ว่า การพัฒนาที่ทำให้เกิดเหมืองแรร์เอิร์ธในเมียนมานั้น ไม่สามารถคงอยู่ได้ด้วยการทิ้งสารพิษลงในแม่น้ำหรือแผ่นดินของประเทศอื่น

“การพัฒนาทั้งหลายนั้นไม่สามารถอยู่ได้ด้วยการทิ้งสารพิษหรือขยะมลพิษแบบนี้ในแม่น้ำหรือแผ่นดินของประเทศอื่น ทุกคนล้วนมีชีวิตเดียว คนไทยเราก็มีครอบครัว มีอนาคตที่อยากจะเติบโต อยากจะมีศักยภาพ แต่ทำไมบ้านของเราต้องกลายเป็นมีแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษโดยที่เราไม่ได้เป็นผู้กระทำ” เธอกล่าว และถามย้ำไปยังอนุทินอีกครั้งว่า

“ผู้มีอำนาจบริหารประเทศกลับไม่สนใจปัญหาของเราเลย ถ้าเขามีหัวจิตหัวใจ เดือดร้อนไปกับเราบ้าง เขาก็น่าจะพูดถึงปัญหานี้ (กับจีน) บ้าง”

เช่นเดียวกับแสงระวี ที่แสดงความผิดหวังต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรี โดยเธอบอกว่าติดตามข่าวนี้อยู่ตลอด แต่กลับไม่มีเรื่องปัญหาความเดือดร้อนนี้อยู่ในโต๊ะหารือ

“ค่อนข้างผิดหวัง เราติดตามข่าวอยู่ตลอด 3-4 วันที่นายกฯ ไปจีน เราก็คาดหวังว่าท่านจะนำประเด็นนี้ขึ้นโต๊ะพูดคุยกับฝ่ายจีน เพราะว่ามันเป็นทุกข์ของเรา แต่ปรากฏว่าข่าวที่ออกมาทุกวัน มีแต่เรื่องของการลงทุน ทั้งๆ ที่ผลทางวิทยาศาสตร์ก็ออกมาแล้ว จากการตรวจ 20 กว่าครั้ง ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ ไม่มีครั้งไหนที่ไม่มีสารพิษ”

จีนยืนยันให้ความสำคัญปัญหาสารพิษปนเปื้อนแม่น้ำไทย

ทั้งนี้ ความเดือดร้อนและผลกระทบที่รุนแรงจากปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงและยื่นหนังสือเรียกร้องที่สถานกงสุลใหญ่จีนประจำเชียงใหม่ และที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก

ภายหลังการชุมนุม ทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเพจ Facebook ระบุว่าโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เกี่ยวกับกรณีการชุมนุมที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า “ฝ่ายจีนให้ความสำคัญและติดตามประเด็นการปนเปื้อนของโลหะหนักในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงในประเทศไทยมาโดยตลอด และเข้าใจถึงความกังวลของประชาชนที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ”

ขณะที่ชี้ว่า แม่น้ำที่เกี่ยวข้องเป็นแหล่งน้ำข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา และเน้นย้ำว่า “ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบบนพื้นฐานยึดถือความเป็นจริง หลักวิทยาศาสตร์ และความรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบได้อย่างชัดเจน ซึ่งจีนสนับสนุนให้ไทยและเมียนมาส่งเสริมการสื่อสารและการประสานงานระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น และเร่งดำเนินการตรวจสอบร่วมกันโดยเร็ว เพื่อจัดการกับประเด็นดังกล่าวอย่างเหมาะสม”

ขณะที่จีน ยังย้ำว่า การอนุรักษ์ระบบนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศในลุ่มน้ำ และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประเทศในลุ่มน้ำด้วย โดยจีนพร้อมที่จะเสริมสร้างความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับประเทศต่าง ๆ ในลุ่มน้ำ เพื่อร่วมกันพิทักษ์ไว้ซึ่งความมั่นคงทางนิเวศของลุ่มแม่น้ำโขง

ต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับแร่สำคัญ

ทางด้าน ดร. สืบสกุล คิดนุกร นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรองนายกรัฐมนตรี เสนอ มาตรการที่เป็นรูปธรรม 11 ข้อ เช่น

  • ระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา
  • ระงับการส่งออกเครื่องจักรและสารเคมีสำหรับเหมืองข้ามพรมแดน
  • เปิดการเจรจาไตรภาคี ไทย จีน เมียนมา
  • จัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับของห่วงโซ่อุปทานที่สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) และแนวปฏิบัติของ OECD

ธารา บัวคำศรี นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้อำนวยการองค์การกรีนพีซประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความทาง Facebook ชี้ว่าข้อเสนอเหล่านี้คือการเรียกร้องให้รัฐไทยกำหนดมาตรฐานกับตนเองในระดับเดียวกับที่กำลังเรียกร้องจากรัฐบาลจีน

“สิ่งที่เชื่อมโยงคำตอบของทั้งสามรัฐบาล ไม่ใช่การปฏิเสธโดยตรง หากแต่เป็นการโยนความรับผิดชอบไปยังเขตอำนาจของผู้อื่น จีนชี้ไปที่เมียนมาและไทย เมียนมาชี้ไปที่มาตรฐานภายในประเทศของตนเอง และกล่าวโทษเหมืองของกองกำลังติดอาวุธเพียงแห่งเดียวซึ่งปิดไปแล้ว ขณะที่ระบบราชการของไทยตามที่นักวิชาการไทยตั้งข้อสังเกต กลับตอบสหประชาชาติช้ากว่ารัฐบาลที่กองทัพของตนควบคุมพื้นที่ทำเหมืองเสียอีก”

เขาชี้ว่า คำอธิบายของแต่ละประเทศอาจดูสมเหตุสมผลเมื่อพิจารณาแยกกัน แต่เมื่อรวมกันแล้วกลับสะท้อนการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบร่วม เพราะทุกฝ่ายต่างอ้างอิงเขตอำนาจที่แคบกว่าพื้นที่ที่มลพิษได้แพร่กระจายปนเปื้อนในระบบนิเวศแม่น้ำ

“คือรูปแบบความล้มเหลวในทางปฏิบัติของระบบการตรวจสอบย้อนกลับของแร่สำคัญ (Critical Minerals Traceability) ที่กำลังถูกพัฒนาทั่วโลกรวมถึงระบบที่ไทยลงนามกับสหรัฐอเมริกาเมื่อเดือนตุลาคม 2025 และกลไกความร่วมมือใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการประชุมสุดยอดในเดือนนี้” เขากล่าว และเสริมว่า

“ระบบเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับปริมาณแร่ ประเทศต้นทาง เส้นทางการแปรรูป ทั้งหมดเพื่อความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบคำถามที่เกษตรกรริมน้ำกก สาย รวก โขง ไปจนถึงสาละวินและกระบุรี ซึ่งต้องการคำตอบจริงๆ นั่นคือ เหมืองแร่ของบริษัทใดและกฎหมายของประเทศใดต้องรับผิดชอบต่อมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน”

ทั้งนี้ ธารา ชี้ว่า ในข้อเท็จจริง รัฐบาลจีนมีโครงสร้างข้อมูลที่สามารถตอบคำถามนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เพราะระเบียบบริหารจัดการแร่หายากของจีนกำหนดให้มีการบันทึกข้อมูลแหล่งที่มาของการนำเข้าอยู่แล้ว เพียงแต่กฎหมายดังกล่าว ยังไม่เคยกำหนดให้ “ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม” เป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับ แต่กลับปล่อยให้ประเด็นนี้ถูกจัดการในฐานะข้อพิพาทข้ามพรมแดนที่ส่งต่อไปยังประเทศอื่น

เขามองว่า ตราบใดที่ตัวชี้วัดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่ถูกกำหนดให้เป็นข้อมูลบังคับในระบบตรวจสอบย้อนกลับที่กำลังสร้างขึ้นในปัจจุบันและถูกผลักไปจัดการผ่านช่องทางการทูตที่แยกต่างหากและล่าช้ากว่า ช่องว่างดังกล่าวก็จะยังคงเป็นพื้นที่ที่ภาคประชาสังคมต้องเข้ามาเติมเต็มด้วยหลักฐานที่หนักแน่นกว่าการไร้ซึ่งเจตจำนงของรัฐในการลงมือปฏิบัติ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...