โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สองแม่ลูกทายาทอำนวยศิลป์ ‘คุณเพชร – คุณแบม’ ในบทบาทผู้ขับเคลื่อนมรดกทางการศึกษา

Hello Magazine Thailand

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HELLO! Magazine Thailand

สองแม่ลูกทายาทโรงเรียนอำนวยศิลป์รุ่นที่ 3 และ 4 คุณเพชร-เพชรชุดา (รัตนทารส) เกษประยูร และคุณแบม-พัชรามณฑ์ เกษประยูร ร่วมกันบอกเล่าถึงมรดกตกทอดอันทรงคุณค่าทางด้านการศึกษาอย่างโรงเรียนอำนวยศิลป์ ที่ผ่านกาลเวลายาวนานมาถึง 100 ปี ตลอดถึงความสัมพันธ์ฉันแม่ลูกทั้งในด้านความรักความผูกพันและไลฟ์สไตล์ส่วนตัวเชื่อมโยงไปถึงบทบาทการทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาต่อยอดโรงเรียนระดับตำนานแห่งนี้ให้ก้าวเดินอย่างมั่นคงและเปี่ยมศักยภาพไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

โรงเรียนอำนวยศิลป์ ก่อตั้งโดยครูจิตร ทังสุบุตร จดทะเบียนเป็นโรงเรียนราษฎร์เมื่อปี พ.ศ.2469 ชื่อเสียงของโรงเรียนอำนวยศิลป์ในอดีต ได้รับการยกย่องว่าเป็นโรงเรียนเอกชนที่มีศักยภาพด้านวิชาการ สร้างประวัติศาสตร์การมีนักเรียนมากที่สุดถึงกว่า 7,000 คน และนายกรัฐมนตรี 6 ท่าน จากนั้นส่งผ่านมายังรุ่นที่ 2 นั่นคือ รองศาสตราจารย์อาภรณ์รัตน์ รัตนทารส และอาจารย์จิตติ ทังสุบุตร ก่อนที่จะส่งต่อมาสู่คุณเพชร-เพชรชุดา (รัตนทารส) เกษประยูร ทายาทรุ่นที่ 3 ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานตาของครูจิตร เธอนำภูมิปัญญาด้านการศึกษาที่ครอบครัวสั่งสมไว้มาสร้างนวัตกรรมโรงเรียนสองภาษานานาชาติ เป็น solution ของการศึกษาไทย

จากข้าราชการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เมื่อเบนเข็มมารับหน้าที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2539 คุณเพชรปักธงมุ่งเป้าการปฏิรูปโรงเรียนอำนวยศิลป์ไปสู่ระบบการเรียนการสอนยุคใหม่ในทุกมิติ โดยยึดอุดมการณ์ของคุณตา

‘กำไรของโรงเรียน คือ ความสำเร็จของนักเรียน’ คือยึดหลักการ ‘Child-centered’ ซึ่งในยุคนั้นคำนี้ยังใหม่อยู่มาก แต่คุณเพชรเดินหน้าปรับทุกระบบของโรงเรียนเพื่อประโยชน์สูงสุดของนักเรียน เรียกว่าเข้ามาปฏิวัติทุกสิ่งทุกอย่าง ชนทุกความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับคน ปรับปรุงห้องเรียน ก่อสร้างอาคารเรียนใหม่ สร้างนวัตกรรมหลักสูตร Combined Thai-British Curriculum นำหลักสูตรนานาชาติเคมบริดจ์ (Cambridge) มาบูรณาการร่วมกับหลักสูตรไทยและนำนวัตกรรมห้องเรียนแบบ Immersion ซึ่งเป็นการเรียนการสอนสองภาษา (Bilingual Education) จากญี่ปุ่นมาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา คุณเพชรมุ่งมั่นที่จะยกระดับครูไทยสู่มาตรฐานโลก เปลี่ยนวิธีการสอนแบบดั้งเดิมเป็นวิธีการสอนแนวปฏิรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปวิธีการสอนให้เด็กๆ ฝึกคิดและวิเคราะห์ด้วยตนเองตามมาตรฐานโรงเรียนสอนการคิด (Thinking School) กระทั่งผ่านการรับรองมาตรฐานจากมหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ (University of Exeter) เป็นโรงเรียนสอนการคิดแห่งแรกของเอเชีย และยังเป็นโรงเรียนสอนการคิดเชี่ยวชาญขั้นสูง (Advanced Thinking School) แห่งที่ 21 ของโลก

ยึดอุดมการณ์ของคุณตา กำไรของโรงเรียน คือความสำเร็จของนักเรียน คือยึดหลักการ Child-centered

คุณเพชร

นอกจากนี้ ยังเป็นโรงเรียนสองภาษาแห่งแรกของไทยที่มีมาตรฐานเทียบเท่าโรงเรียนนานาชาติชั้นนำของโลก โดยการรับรองมาตรฐานจาก The Council of International Schools (CIS) การรับรองมาตรฐานโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษโดย The Council of British International School (COBIS) และเป็นสมาชิกของ The Federation of British International Schools in Asia (FOBISIA) ด้วยผลการสอบในระดับ Top in Thailand ทั้งในการสอบ IGCSE และ A Level รวมถึง O-NET

ปัจจุบันคุณเพชรดำรงตำแหน่งประธานบริหารโรงเรียนอำนวยศิลป์ และในขณะเดียวกันก็มีคุณแบม บุตรสาวคนเดียวเข้ามาช่วยงานอีกหนึ่งแรง ซึ่งคุณเพชรเองก็เริ่มวางแผนเตรียมความพร้อม เพื่อที่จะส่งต่อมรดกทางการศึกษาของตระกูลไปสู่ทายาทรุ่นที่ 4

สุภาพสตรีสามรุ่นแห่งอำนวยศิลป์

ภายใต้ความสำเร็จของโรงเรียนอำนวยศิลป์ เมื่อมองย้อนกลับไปยังทายาทผู้สืบทอดนับตั้งแต่รุ่นที่ 2 เป็นต้นมา กระทั่งถึงรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าอยู่ในการดูแลบริหารงานของสุภาพสตรีสาวเก่งและแกร่งมาโดยตลอด แม้อาจกล่าวได้ว่าคือความบังเอิญ แต่อย่างไรก็ตาม การอบรมเลี้ยงดู ตลอดถึงแนวทางความคิดที่คนรุ่นยายถ่ายทอดสู่รุ่นแม่ และแม่ส่งต่อผ่านมายังรุ่นหลาน ล้วนเชื่อมโยงเป็นสายธารแห่งแรงบันดาลใจ รวมถึงส่งอิทธิพลต่อความคิดในระดับจิตวิญญาณแก่กันและกัน

“คุณแม่เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างแนวทางและออกแบบประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้” คุณเพชรเท้าความถึงการหล่อหลอมเลี้ยงดูของ รศ.อาภรณ์รัตน์ รัตนทารส ผู้เป็นแม่

นั่นคือ คุณแม่จะเป็นผู้จัดการชีวิตให้คุณเพชรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การเลือกโรงเรียน กิจกรรมพิเศษ เช่น ดนตรีไทย รำละคร เปียโน บัลเลต์ ขี่ม้า ไปเข้าค่ายต่างจังหวัด และการส่งไปเรียนต่างประเทศช่วงปิดเทอม แต่เนื่องด้วยคุณแม่มีหน้าที่รับผิดชอบมากมาย จึงไม่มีเวลาไปดูแลใกล้ชิด ปล่อยให้คุณเพชรเรียนรู้และเผชิญโลกด้วยตัวเอง สิ่งนี้เองช่วยบ่มเพาะให้คุณเพชรมีทักษะด้านต่างๆ มีความเข้มแข็ง อดทน พึ่งพาตนเองได้และมีวิญญาณของนักสู้ที่พร้อมรับมือกับปัญหาและอุปสรรครูปแบบต่างๆ

“ถ้าในฐานะผู้หญิงทำงาน คุณแม่เรียกว่าเป็นต้นแบบได้เลย คุณแม่เป็นคนฉลาด มองการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์ วางแผนเป็นระบบ ด้วยความที่เป็นนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ เวลาตัดสินใจจึงมีหลักการ มีเหตุผล แถมยังมีรสนิยมเป็นเลิศ ทุกอย่างต้องสวยงามเป็นระเบียบ คุณแม่เป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี เป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น ตัวเองอดทนได้สูงมาก มีทั้งความกล้าหาญ เสียสละ เข้มแข็ง เด็ดขาด และมีสติอย่างที่เรียกว่า จิตแข็ง คุณสมบัติผู้นำในตัวของคุณแม่ทำให้ท่านพาโรงเรียนอำนวยศิลป์ผ่านวิกฤติมาได้ในยุคที่ภาครัฐขยายโรงเรียนจนทำให้โรงเรียนเอกชนทั่วประเทศปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก”

“หลังจากนำโรงเรียนฝ่าวิกฤติมาได้ คุณแม่ก็ดำริที่จะฟื้นฟูโรงเรียนอำนวยศิลป์ให้กลับมาเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงเช่นในอดีต แม้ว่าตอนนั้นท่านจะมีอายุ 60 กว่าแล้ว ซึ่ง ณ จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้เรายอมสละชีวิตราชการ เข้ามาทำแผนพัฒนาโรงเรียนและทำการปฏิรูปโรงเรียนอำนวยศิลป์ เพื่อพลิกสถานการณ์ให้โรงเรียนชื่อไทยๆ ที่เก่าแก่ ผงาดขึ้นมาเป็นโรงเรียนระดับโลกอย่างทุกวันนี้”

การได้มีโอกาสทำกิจกรรมหลากหลายในวัยเด็กของคุณเพชร ส่งต่อแนวคิดเรื่องการส่งเสริมให้เด็กนักเรียนอำนวยศิลป์ในปัจจุบันได้มีโอกาสสนุกกับกิจกรรมมากมายและมีเวทีที่เปิดกว้างรอการแสดงของนักเรียนหลายเวที เช่น ดนตรีสากล ดนตรีไทย รำไทย โขน ละครเวที การเข้าค่าย การเดินทาง Duke of Edinburgh รวมถึงการแข่งขันกีฬาต่างๆ เพราะคุณเพชรเชื่อว่ากิจกรรมเหล่านี้ช่วยสร้างความเข้มแข็ง อดทน ความมั่นใจ การพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะสังคม รวมไปถึงการที่เด็กๆ จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด เติบโตอย่างเข้มแข็งจากการจัดการกับความพ่ายแพ้ และเรียนรู้ถึงความภูมิใจในความสำเร็จที่เกิดจากการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิต วิสัยทัศน์เหล่านี้คุณเพชรล้วนซึมซับมาจากระบบการเลี้ยงดูของคุณแม่นั่นเอง

ในขณะที่หลานสาวอย่างคุณแบม เธอมีภาพจำต่อคุณยายในอีกแง่มุมหนึ่ง “คุณยายเป็นคนสวยและแต่งตัวเนี้ยบดูดีตลอดเวลา และเป็นคนที่ใจดีมาก ไม่เฉพาะกับหลานนะคะ กับเพื่อนๆ ของหลานคุณยายก็น่ารักมาก เป็นคนที่เอาใจใส่คนอื่น เรียกว่าเป็นซัพพอร์ตเตอร์เบอร์ 1 อย่างคุณน้า (ณชนก รัตนทารส) เปิดร้านอาหาร คุณยายก็จะแวะไปทุกวัน ไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะเดิม ตอนเด็กๆ เวลาแบมไปเรียนขี่ม้า คุณยายก็จะไปนั่งรอ ตอนกลับมาจากต่างประเทศ คุณยายก็จะไปรอรับที่สนามบิน หรือเวลาไปเจอหลานๆ ก็จะเตรียมซองเงินไว้แจก เพื่อนฝูงหรือลูกหลานเปิดกิจการอะไร คุณยายจะเป็นลูกค้ารายใหญ่เสมอ”

“ในมุมของแบมถ้าเทียบกับแม่ คุณยายอาจจะไม่ใช่คนที่คอยดูแลจัดการชีวิตเราขนาดนั้น แต่คุณยายจะเป็นซัพพอร์ตเตอร์ที่ดีมากๆ ตอนนี้คุณยายอาจจะจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว แต่ในใจของแบมยังจำความรักที่คุณยายมีให้เราและทุกคนได้เสมอ”

ลูก 1,000คน และการเลี้ยงลูกด้วยหลักอุเบกขา

เมื่อมีคนถามคุณเพชรว่าทำไมถึงมีลูกเพียงคนเดียว เธอมักตอบกลับด้วยมุกตลกเสมอว่า “ก็ฉันมีลูกอีก 1,000 คนแล้ว” ซึ่งสะท้อนถึงอุดมการณ์และจิตวิญญาณของความเป็นนักการศึกษา ที่มีความรักและความผูกพันต่อลูกศิษย์โดยธรรมชาติ

“เรารับนักเรียนเข้ามาดูแล ก็เท่ากับว่าเขาเหมือนลูกเราคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราถึงได้กำชับคุณครูและเจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงเรียนว่า เรื่องใดๆ ก็ตามถ้ายังไม่ดีถึงที่สุด ต้องไม่ปล่อยผ่าน เราต้องทำทุกเรื่องให้ดีที่สุด จะไม่ยอมบกพร่องในเรื่องของความปลอดภัย ความเป็นอยู่ อาหารการกิน การเรียนการสอน เราไม่ยอมให้เด็กคนไหนต้องเสียเวลาในแต่ละวันโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด เพราะถ้าเป็นลูกแท้ๆ ของเรา เราก็จะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นเด็ดขาด”

ขณะเดียวกัน ครรลองในการเป็นแม่ของลูกสาวคนเดียว คุณเพชรเผยว่าเธอเลี้ยงดูคุณแบมในลักษณะเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง

“เราคุยกันเยอะ คุยแบบ deep talk กันบ่อย เราแชร์ไอเดียกันคนละรูปแบบ หมายความว่าในฐานะแม่ เราก็พยายามแบ่งปันประสบการณ์ให้ลูก วันนี้เขาอาจจะยังเด็กกับบางเรื่อง พูดไปแล้วเขายังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เราก็จะพูดไปเรื่อยๆ เพื่อให้เขาได้ซึมซับ คิดว่าในอนาคต อาจจะเป็นประโยชน์ถ้าจำได้ ส่วนแบมก็จะให้มุมมองอะไรใหม่ๆ ในรุ่นของเขากับแม่เหมือนกัน ถือว่าเราต่างฝ่ายก็ต่างเรียนรู้จากกันและกัน”

นอกจากนี้ คุณเพชรยังนำหลักธรรมในหัวข้อ ‘อุเบกขา’ หรือ ‘การวางเฉย’ มาปรับใช้ในการเลี้ยงลูกอีกด้วย ซึ่งเธอก็จดจำแนวทางดังกล่าวมาจากคุณแม่ของเธออีกทอดหนึ่ง

“มีวันหนึ่งไปกราบหลวงตามหาบัวกับคุณแม่ แล้วท่านก็เทศน์เรื่องอุเบกขาในการเลี้ยงลูก ซึ่งหมายถึงการที่พ่อแม่ต้องวางเฉยให้เป็น เพื่อให้ลูกได้ออกไปเผชิญกับโลก และแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตัวเอง คุณแม่ก็พูดกับเราว่า หลวงตามหาบัวท่านเทศน์เรื่องอุเบกขานี้ ทำให้แม่เข้าใจชัดเจนขึ้นมาก”

“ซึ่งพอนึกย้อนกลับไป วิธีการที่แม่เลี้ยงดูเราก็เข้ากับแนวคิดนี้พอดี มันทำให้เกิดความกระจ่างขึ้นมาเลยว่า ที่ผ่านมาเราก็เป็นหนึ่งในแม่ยุคใหม่ ที่อาจจะเข้าไปโอบอุ้มลูกเร็วเกินไป บางทีคนเป็นพ่อแม่ต้องเฉยเป็น อย่ารีบเข้าไปแก้ปัญหาให้ลูก ลองปล่อยเขาลำบากไปก่อน เพื่อให้เขาได้เรียนรู้การแก้ปัญหา และได้มีประสบการณ์ดิ้นรนด้วยตัวเขาเอง”

“จริงๆ ก็ได้รับอิทธิพลการเลี้ยงแบมมาจากคุณยาย แต่ก็ยอมรับว่าเราไม่สามารถจะวางเฉย เพื่อปล่อยให้ลูกไปเผชิญโลกได้ด้วยตัวเองเท่ากับคุณแม่ ก็เลยจะยุ่งกับลูกมากหน่อย ลืมไปว่าตอนเราเด็ก เราก็เคยลำบาก โดนบูลลี่ก็มี เราก็ยังรอดมาได้ ตอนเขาโตขึ้นแล้ว เริ่มมาช่วยงานที่โรงเรียน เราก็เคารพในความเป็นตัวเขา ปล่อยให้เขาได้ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเอง แต่กำหนดกติกานะว่า ต้องมีวินัยในการทำงาน ต้องเคารพและอยู่ภายใต้กฎระเบียบของโรงเรียนเหมือนพนักงานคนหนึ่ง เรื่องนี้แบมได้รับการอบรมมาโดยตลอดและเขามี work ethics ที่ดี”

จิตวิญญาณในสายเลือดนักการศึกษา

ไม่ว่าจะในฐานะทายาทรุ่นที่ 4 หรือศิษย์เก่า คุณแบมผูกพันและคุ้นเคยกับโรงเรียนอำนวยศิลป์เป็นอย่างดี อีกทั้งเธอยังมีจิตวิญญาณและสายเลือดของนักการศึกษาอยู่เต็มตัว อย่างไรก็ตาม การวางตัวคุณแบมให้เป็นผู้สืบสานมรดกทางการศึกษานั้น ไม่ใช่การบังคับแต่เป็นกระบวนการที่ถูกบ่มเพาะ โดยใช้วิธีปูทางและปลูกฝังให้บุตรสาวค่อยๆ ซึมซับรับรู้มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

“บ้านเราไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของการบังคับว่า ลูกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ว่าเราพยายามแค่ปูทางให้อยู่ในที่เหมาะที่ควร เพราะฉะนั้นเรื่องที่ว่าแบมจะเรียนอะไร แล้วโตขึ้นจะไปทำงานอะไร หรือแบมจะมาทำอำนวยศิลป์มั้ย เราก็ไม่ได้บังคับ”

“สิ่งที่เราทำทุกวันตั้งแต่แบมยังเด็กก็คือว่า หลังจากทานข้าวเย็นเราจะชวนลูกออกไปเดินเล่นด้วยกัน แล้วก็จะเล่าเรื่องโรงเรียนให้แบมฟัง วันนี้มีอะไรเกิดขึ้นที่โรงเรียนบ้าง แม่กำลังปวดหัวกับปัญหาอะไร แม่คิดว่าจะจัดการด้วยวิธีนั้นวิธีนี้ ส่วนว่าเขาจะอยากมาช่วยงานแม่มั้ย ให้เป็นเรื่องที่แบมต้องตัดสินใจเลือกเอง เขาจะรู้ว่า งานบริหารโรงเรียนสองภาษามันสาหัสอยู่ ทีแรกเขาไม่กล้าก้าวเข้ามา แต่วันที่เขาบอกว่าจะมาช่วยงานโรงเรียน เราก็แอบดีใจนะ รู้สึกว่าสิ่งที่เราค่อยๆ ปลูกฝังมา มันเริ่มผลิดอกออกผลแล้ว”

นอกจากนี้ เวลาไปดูงานตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วโลก คุณเพชรจะพาคุณแบมไปเป็นเพื่อน ทำให้คุณแบมได้สะสมประสบการณ์และเปิดโลกทัศน์มาตั้งแต่เด็ก คุณเพชรเปิดโอกาสให้คุณแบมเลือกเส้นทางการศึกษาด้วยตนเอง โดยคุณแบมเลือกเรียนต่อในระบบอินเตอร์ และ Boarding School ที่อังกฤษ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาในมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง UCL และ LSE

ฟากฝั่งคุณแบม หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก UCL (University College London) ประเทศอังกฤษ ในสาขา IT and Management แล้วต่อระดับปริญญาโทในสาขาเดิมที่ LSE (London School of Economics and Political Science) โดยเธอเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ Virtual School และประสานงานโรงเรียนออนไลน์จากอังกฤษเข้ามาทดลองสอนโรงเรียนไทยในต่างจังหวัด หลังจบได้มีโอกาสกลับมาทำงานในคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นช่วงที่ได้มีโอกาสเห็นส่วนหนึ่งของสภาพการศึกษาไทย ก่อนย้ายไปทำงานด้านเทคโนโลยีกับธนาคารเอกชนอยู่นานถึง 4 ปี ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้การทำงานในองค์กรอื่นๆ ในขณะเดียวกันเธอก็คอยจับตาดูความเป็นไปของโรงเรียน และเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ควรจะเกิดขึ้น คุณแบมจึงเริ่มอาสาเข้ามาช่วยงานของคุณแม่

“เริ่มจากงานด้านโซเชียลมีเดียเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ” คุณแบมย้อนรำลึกถึง “ก็ขอความช่วยเหลือจากพี่ๆ เจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ซึ่งพวกพี่ๆ ก็น่ารักมาก เลิกงานแล้วก็ยังอยู่รอช่วยงานเรา ตอนนั้นอยากพัฒนาเว็บไซต์ของโรงเรียนใหม่ ซึ่งพอได้รับการอนุมัติ ก็รู้สึกว่าอาจจะต้องออกมาช่วยแบบเต็มตัวแล้ว เพราะสิ่งที่เราต้องการมันเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ”

ปัจจุบันคุณแบมดำรงตำแหน่งผู้ช่วยประธานบริหาร ดูแล 2 สายงาน คือ ด้านกลยุทธ์และด้านสื่อสารการตลาด

สืบสานและพัฒนาต่อยอดมรดกทางความคิด

ในแง่มุมของการทำงานร่วมกันระหว่างแม่ลูก คุณเพชรให้ความสำคัญต่อการปลูกฝังเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร และมรดกทางความคิดในฐานะนักการศึกษา เพื่อให้ทายาทเพียงคนเดียวมีความพร้อมรอบด้าน ในการที่จะสืบสานและรักษาความยั่งยืนของโรงเรียนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน 100 ปีแห่งนี้

“ครอบครัวเราเป็น ‘นักการศึกษา’ (Educator) ไม่ใช่ ‘นักลงทุน’ (Investor) เริ่มทำงานการศึกษาตั้งแต่รุ่นคุณตา ท่านเป็นครูตั้งแต่อายุ 19 ปี จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต พอมาถึงเราที่เป็นรุ่นที่ 3 เราเข้าใจเลยว่า ถ้าไม่มีความรักในงานทางด้านนี้ โรงเรียนจะเจริญก้าวหน้าไปไม่ได้ แล้วพอเรามีลูกก็หวังว่าจะสืบทอดไปยังรุ่นที่ 4 ด้วยความรักในงานการศึกษาเช่นกัน” คุณเพชรเผยความในใจ

“งานบริหารโรงเรียนสองภาษาเป็นงานที่กว้างและซับซ้อนมาก เรามีครูต่างชาติและครูไทยฝ่ายละ 100 กว่าคน เป็นองค์กรที่ cross-cultural สูงมาก ต้องใช้ประสบการณ์สูง และต้องทุ่มเทจริงจัง เพราะฉะนั้นตอนนี้ที่แบมก้าวเข้ามา ด้วยความเป็นแม่ ก็ออกแนวเป็นห่วงมากกว่า เราก็เลยจะมอนิเตอร์กระบวนการทำงาน วิธีคิด วิธีประสานงาน วิธีสร้างทีมงานของเขามากกว่าที่จะเน้นผลงานในช่วงแรก”

เมื่อหันไปถามคุณแบมถึงความรู้สึกที่ได้ทำงานร่วมกับคุณแม่ ทายาทรุ่นที่ 4 ตอบคำถามภายใต้ท่วงท่าสบายๆ แต่แฝงความมุ่งมั่นตั้งใจจริง

“แบมเป็นคนตั้งความคาดหวังกับคนรอบข้าง และกับตัวเองไว้ค่อนข้างสูงเหมือนกัน” เธอจบประโยคพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะขยายความต่อ

“ต้องบอกก่อนว่า แบมชื่นชมและเคารพในบทบาทการทำงานของคุณแม่มาก แต่เป็นเรื่องปกติของการทำงานที่หลายครั้งเรามีความเห็นต่างกัน ถ้าเป็นในส่วนงานของแบม เราจะใช้ข้อมูลและหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงที่หน้างานในการพูดคุยกับคุณแม่ เพราะรู้ว่าคุณแม่เป็นคนมีเหตุผล แบมอาจจะคล้ายคุณแม่ตรงที่เวลาทำงานอะไรสักอย่าง เราจะรู้ว่า เราต้องการอะไร พอเจอสิ่งที่ไม่ใช่ก็จะพยายามมองหาทางเลือกที่ตรงใจมากกว่า จะไม่ยอมรับงานที่รู้สึกว่ายังไม่ใช่ และจะพยายามตรวจสอบงานอย่างละเอียดรอบคอบ”

ในประเด็นเรื่องการตรวจงานโดยละเอียด คุณแบมเรียนรู้จากการที่คุณเพชรเคยแก้ไขงานชิ้นเดิมมากถึง 17 รอบ “หลังจากนั้นก็กลายเป็นตัวแบมเองที่พยายามตรวจงานคนในทีมให้ละเอียด เพราะทีมรู้ทางแล้วว่าถ้าผ่านมือแบมมาได้ ก็จะโดนคุณแม่แก้น้อยลง คือไม่ได้คาดหวังคำชมจากคุณแม่ แค่ขอให้ไม่ต้องแก้แล้ว ก็จะดีใจมาก และแบมก็มองว่า การแก้ไขเพียงนิดเดียว สามารถสร้างความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ได้”

จวบจนวันนี้ คุณแบมช่วยงานโรงเรียนอำนวยศิลป์เคียงข้างคุณแม่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว ซี่งผลงานของเธอก็เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างดังเช่นที่คุณเพชรใช้คำเรียกขานว่า ‘เริ่มผลิดอกออกผล’ เพราะคุณแบมได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางด้านกลยุทธ์ในแผนพัฒนาโรงเรียนและก็เห็นจำนวนนักเรียนที่สนใจสมัครเรียนเติบโตเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทั้งเด็กไทยและต่างชาติ

“มาถึงวันนี้ก็รู้สึกค่อนข้างสบายใจ เพราะเราเริ่มเห็นในศักยภาพ เขาแสดงให้เห็นว่า มีความขยัน รับผิดชอบ อดทน อุทิศตน รักโรงเรียนอำนวยศิลป์ พยายามปั้นผลงานให้ออกมาดีที่สุด มุ่งมั่นในการสร้างทีมงานที่มีคุณภาพ รวมถึงวิธีคิดและขั้นตอนการทำงานของเขาก็มีพัฒนาการไปในทิศทางที่เหมาะสม ถ้าเป็นการทดสอบก็เรียกว่าผลคะแนนมันค่อยๆ บวกมากขึ้นเรื่อยๆ” คุณเพชรบอกเล่าด้วยน้ำเสียงชื่นชม พร้อมดวงตาที่เป็นประกาย

“ในฐานะผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 เรามองเห็นความเป็นไปได้ในอนาคตของรุ่น 4 มากขึ้น เราเห็นแล้วว่าลูกมีทั้งความรัก แล้วก็มีความเข้าใจในโรงเรียนจริงๆ พร้อมด้วยมีวิสัยทัศน์ที่จะพาโรงเรียนไปต่อได้ ที่เขายังขาดก็คือประสบการณ์ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องอาศัยเวลา ค่อยๆ เรียนรู้ไป”

พูดคุยกันมาถึงตรงนี้ คุณเพชรก็เอ่ยถึงแนวคิดเรื่อง ‘Neuroplasticity’ หรือ ‘ความยืดหยุ่นของสมอง’ ที่ว่าด้วยความสามารถของสมองที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ ทั้งยังพร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นแนวคิดที่คุณเพชรหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกับลูกสาวอยู่เสมอ

“ในฐานะที่เป็นผู้บริหารโรงเรียนสอนการคิด (Thinking School) ที่มีวิธีการสอนบนฐานความรู้ด้าน Neuroscience ชอบประโยคที่ไอรีน กู่ ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ‘So with neuroplasticity on my side, I can literally become exactly who I want to be’ เพราะเขาเปิดรับทุกสิ่งดีๆ รอบตัว มีความปรารถนาที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเรื่อยๆ ซึ่งในมุมของเรา มองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ในการที่จะทำให้ชีวิตของเรา รวมทั้งองค์กรที่เราทำงานประสบความสำเร็จ”

“โดยระหว่างนี้ที่แม่ยังอยู่ แบมสามารถเรียนรู้จากแม่ได้ตลอดเวลา แล้วแม่ก็จะพยายามถ่ายทอดทั้งความรู้และประสบการณ์ให้มากที่สุด ถ้าแบมรับฟังแล้วก็เรียนรู้ มันจะช่วยขยายต่อยอดไปสู่เรื่องอื่นๆ อีกหลากหลาย ที่สำคัญ แบมต้องมีความมั่นใจในตัวเองว่า จะสามารถนำพาโรงเรียนให้เดินหน้าต่อไปได้ในอนาคต”

คุณสมบัติผู้นำในตัวของคุณแม่ทำให้ท่านพาโรงเรียนอำนวยศิลป์ผ่านวิกฤติมาได้

คุณแบม

ตลอดการสนทนา คุณเพชรมักเน้นย้ำถึงคำว่า ‘มรดกทางความคิด’ และ ‘วิสัยทัศน์’ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งผู้สืบสานรุ่นที่ 4 อย่างคุณแบม ก็แบ่งปันมุมมองถึงสองหัวข้อนี้ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเธอมุ่งมั่นนำพาโรงเรียนอำนวยศิลป์ในอนาคตไปสู่ ‘Global Stage’ โดยยังคงรักษา ‘รากเหง้าความเป็นไทย’ เอาไว้ให้ยั่งยืน

“คุณแม่พูดเสมอว่า ‘ครูไทยของอำนวยศิลป์ คือ ทรัพย์ของแผ่นดิน’ คุณครูในบ้านเรามีจุดแข็งในเรื่องความเสียสละและจิตวิญญาณของความเป็นครู คุณแม่อยากพัฒนาครูไทยให้เทียบเท่าระดับโลก ซึ่งตอนนี้ครูอำนวยศิลป์ได้รับการพัฒนาศักยภาพในระดับสากล เมื่อบวกกับจุดแข็งที่มีเป็นพื้นฐาน แวดวงการศึกษาของบ้านเราก็น่าจะพัฒนาและมีอัตลักษณ์โดดเด่นได้ในเวทีระดับโลก คุณแม่มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยมาก การสร้างนวัตกรรมโรงเรียนอำนวยศิลป์เป็นโรงเรียนสองภาษานานาชาติ สำหรับคุณแม่นี้เป็นการมอบของขวัญไว้ให้กับประเทศ เราเตรียมนักเรียนที่มีอัตลักษณ์ความเป็นไทยและมีศักยภาพที่แข่งขันได้ในเวทีโลกให้พร้อมก้าวไปเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรมและเป็นตัวแทนของประเทศด้วยความภาคภูมิใจ”

“ในส่วนของโรงเรียน ก็จะต่อยอด Thinking School ไปสู่การพัฒนา Metacognition โดยที่เราก็ยังให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมไทย อย่างเช่นวิชาภาษาไทยที่ยังต้องมีควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษ”

คุณแม่คือ Rare Item

ในช่วงต้นของการสนทนา เราได้ทราบถึงมุมมองของสองแม่ลูกที่มีต่อ รศ.อาภรณ์รัตน์ รัตนทารส ทายาทอำนวยศิลป์รุ่นที่ 2 ผู้เป็นทั้งคุณแม่และคุณยาย มาถึงช่วงท้ายของการพูดคุย เราจึงขอทราบถึงคำจำกัดความที่คุณแบมมีต่อคุณแม่ของเธอบ้าง

“คุณแม่คือ Rare Item” คำนิยามนี้ของคุณแบมสะท้อนถึงคุณลักษณะพิเศษที่หาได้ยากยิ่ง ซ้ำยังยากต่อการลอกเลียนแบบ ทั้งในแง่ของวิธีคิด การทำงาน และจิตวิญญาณความเป็นครูในตัวคุณเพชร

“อย่างแรกเลยคือ เวลามีปัญหาแล้วนั่งคิดหาทางออกด้วยกันหลายๆ คน คุณแม่มักจะมีมุมมองที่ฉีกแนวออกไปจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง เป็นมิติที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง แต่สามารถแก้ปัญหาได้จริง” ลูกสาวคนเดียวยังเคยถึงกับถามคุณแม่ออกไปตรงๆ ด้วยซ้ำว่า “ความเป็นคุณแม่ประกอบด้วยอะไร ทำไมถึงคิดออกมาได้แบบนี้”

ความพิเศษมากไปกว่านี้คือความทุ่มเทเกินขีดจำกัด ซึ่งคุณเพชรมีระดับความอดทนและการอุทิศตนที่สูงมาก กระทั่งคุณแบมเจาะจงใช้คำว่า “ถึกมาก” เพราะคุณเพชรสามารถทำงานต่อเนื่องได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่พัก ไม่รับประทานอาหาร หรือกระทั่งไม่หยุดจิบน้ำหากงานยังไม่ลุล่วง

“คุณแม่เป็นนักสังเกตการณ์ และเรียนรู้อย่างไม่หยุดนิ่ง เหมือนผูกจิตวิญญาณไว้กับโรงเรียน เวลาไปที่ไหนหรือทำอะไร สุดท้ายความคิดจะวนกลับมาที่โรงเรียน สามารถหยิบจับสิ่งที่เห็นรอบตัวมาเป็นประเด็นใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโรงเรียนได้ตลอด แล้วแม่ก็มีความเชื่อในสิ่งที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ในขณะที่คนอื่นมักจะหาเหตุผลว่าทำไมถึงทำไม่ได้ แต่คุณแม่จะหาทางพิสูจน์ว่าทำไมถึงเป็นไปได้ แล้วก็ลงมือทำจนสำเร็จ”

คุณแบมยังออกตัวไว้อีกว่า ตลอดชีวิตนี้เธอจะสามารถเทียบชั้นมาตรฐานอันสูงลิบ และเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคุณแม่ได้สักกี่มากน้อย อย่างไรก็ตาม เธอมีปณิธานว่าจะมุ่งมั่นพยายามเรียนรู้และเดินตามรอยให้ดีที่สุด

คู่แม่ลูกนักกิจกรรม

ด้วยความผูกพันต่อดนตรีและบัลเลต์ที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก กิจกรรมวันว่างนอกรั้วโรงเรียนของทั้งสองแม่ลูกจึงเป็นการเกี่ยวก้อยกันไปผ่อนคลายในกิจกรรมต่างๆ เช่น คลาสเต้นแจ๊ส (Jazz Dance)

“คือครูที่สอนเต้นแจ๊สเราเนี่ยเป็นเพื่อนเรียนบัลเลต์กับแบมตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณแม่ก็สนิทด้วย” คุณเพชรหัวเราะชอบใจขณะที่คุณแบมเล่าเรื่อง

“บ้านเราชอบทำกิจกรรมเพราะคุณตา (ครูจิตร ทังสุบุตร) ปลูกฝังไว้” คราวนี้คุณเพชรเป็นฝ่ายเล่าบ้าง “ตอนเด็กๆ ที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ มีลูกหลานเยอะ คุณตาเป็นกรรมการลูกเสือโลก ท่านชอบให้เด็กๆ ทำกิจกรรม จะทำการแสดง ประกวดนางงาม นางนพมาศก็ได้ ช่วงปิดเทอมให้กางเต๊นท์ใหญ่มากมี 4 ห้อง เด็กๆ อยากย้ายจากห้องนอนไปนอนในเต๊นท์ ฤดูร้อนก็จะไปพักร้อนกันที่บ้านหัวหิน ตกเย็นพอทานข้าวเสร็จ คุณตาก็จะไปนั่งที่เขื่อนริมหาด แล้วให้หลานๆ ออกมาร้องเพลง ถ้าใครร้องก็จะได้รางวัลเพลงละ 20 บาท เวทีเล็กๆ นี้อาจจะช่วยทำให้เรามีความมั่นใจ กล้าแสดงออก ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนของคุณตาได้วางรากฐานการศึกษาแบบองค์รวมไว้ให้แก่โรงเรียนอำนวยศิลป์และแนวทางการศึกษานี้ได้ถูกถ่ายทอดไปสู่ทายาทรุ่นปัจจุบันด้วย”

ส่วนคุณแบมกล่าวเสริมแบบติดตลกว่า “ความสุขของคุณแม่คือการได้ทำการแสดง อยู่บ้านบางทีก็จะลุกขึ้นมาเต้นบัลเลต์คนเดียว หรืออย่างตอนแบมเด็กๆ คุณแม่เอาเปียโนไปไว้ในห้องนอนหลังหนึ่ง แล้วเล่นเปียโนให้แบมร้องเพลง กิจกรรมอื่นๆ ที่ถ้ามีโอกาสก็จะทำด้วยกัน ก็มีขี่ม้า สกี หรือดูคอนเสิร์ต จริงๆ แล้วกิจกรรมที่เราชอบทำด้วยกันก็คือเรื่องบันเทิงล้วนๆ เลย”

และด้วยความหลงใหลในการเต้น คุณเพชรยังเป็นแฟนคลับตัวยงของลิซ่า (ลลิษา มโนบาล) “ลิซ่าเป็นคนที่มีไลน์เป๊ะมาก ทั้งการมูฟการโพสใช่หมดเลย นี่คือสิ่งที่เราชื่นชมน้อง”

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีความสนใจเรื่องการตกแต่งภายในเหมือนกัน การที่โรงเรียนอำนวยศิลป์มีโครงการก่อสร้างและงานปรับปรุงอาคารสถานที่อยู่ตลอดเวลา

ทำให้ทั้งคู่มักใช้เวลาในวันหยุดชวนกันไปเดินเลือกวัสดุก่อสร้างหรือเฟอร์นิเจอร์ เพื่อนำมาเป็นไอเดียหรือใช้กับโรงเรียน ในทุกก้าวย่างของคุณเพชรและคุณแบมสะท้อนถึงความรัก ความผูกพันที่มีต่อโรงเรียนอำนวยศิลป์ซึ่งถูกส่งต่อมาจากรุ่นสู่รุ่น สู่เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่จะนำพาอำนวยศิลป์ก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 2 อย่างมั่นคง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...