โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ย้อนภารกิจดำดิ่งสู่ “นรก” ใต้ก้นมหาสมุทร ค้นหา “สุสานสงคราม” ที่ไม่อาจล่วงล้ำ!

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
ภารกิจสุดท้าทายเพื่อดำดิ่งสู่ 'นรก' ที่ก้นมหาสมุทร ปลดล็อกความลับและร่างเชลยศึกสงครามโลก

ภารกิจกล้าหาญปี 2026: ขุดกู้ซากเรือ "Oryoku Maru" ใต้ก้นมหาสมุทร ปลดล็อกความลับและร่างเชลยศึกสงครามโลก

ตลอดช่วงเวลากว่า 80 ปีที่ผ่านมา ซากเรือนรก "โอยาโรกุ มารู" (Oryoku Maru) ที่จมสงบนิ่งอยู่ใต้ท้องทะเลนอกชายฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ ถูกมองว่าเป็น "สุสานสงคราม" อันศักดิ์สิทธิ์และยากเกินกว่าจะเข้าถึงได้

สภาพของตัวเรือถูกแรงระเบิดฉีกเป็นชิ้นๆ พังถล่ม และถูกทับถมจมลึกลงไปในโคลนทรายใต้ท้องทะเล ทำให้โอกาสที่จะพาอัฐิของเชลยศึกชาวอเมริกันหลายร้อยนายกลับคืนสู่อ้อมกอดของครอบครัวดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในปัจจุบัน ปฏิบัติการค้นหาอันทะเยอทะยานของ สำนักงานเชลยศึกและสูญหายของกองทัพสหรัฐฯ (DPAA) กำลังจุดจุดประกายความหวังครั้งใหม่ เพื่อยุติความเจ็บปวดอันยาวนานที่ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน

ท่ามกลางความมืดมิดเกือบจะสมบูรณ์แบบใต้ก้นทะเล พันจ่าตรี เทย์เลอร์ ลูคัส (Taylor Lucas) นักประดาน้ำแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้คืบคลานและค้นหาไปตามชั้นตะกอนโคลน ไม้ และเศษเหล็กของซากเรือ ตะกอนที่หนาทึบทำให้แสงไฟฉายใต้ตึกแทบจะไม่มีประโยชน์ จนกระทั่งมือของเขาได้สัมผัสเข้ากับวัตถุชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะแปลกไปจากเศษหินเศษเหล็ก

"ผมมีความรู้สึกว่า นี่อาจจะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ" ลูคัสย้อนนึกถึงวินาทีนั้น

มันคือ รองเท้าบูตเก่าแก่ ชิ้นหนึ่งที่สภาพพื้นและส่วนหนังยังคงอยู่อย่างสมบูรณ์ และเมื่อนำขึ้นมาบนผืนน้ำ ผู้เชี่ยวชาญก็ต้องตะลึงเมื่อพบข้อความที่สลักไว้บนพื้นรองเท้าว่า "U.S. Army"

รองเท้าคู่ดังกล่าวกลายเป็นหลักฐานอันชัดเจนที่สุด ที่ยืนยันว่าทีมนักวิจัยกำลังเข้าใกล้เป้าหมายที่ตามหามานานหลายทศวรรษ นั่นคือการตามหาร่างของเชลยศึกชาวอเมริกันประมาณ 250 นาย ที่ต้องสังเวยชีวิตเมื่อฝ่ายเดียวกันทิ้งระเบิดใส่เรือของญี่ปุ่นโดยไม่รู้ว่าเป็นเรือขนเชลยศึก ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 1944 ระหว่างปฏิบัติการยึดฟิลิปปินส์คืน

การเดินทางที่ไม่เคยสิ้นสุดของครอบครัวหนึ่ง

สำหรับ คริสโตเฟอร์ ชูรตซ์ (Christopher Schurtz) ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงประวัติศาสตร์ แต่คือความหวังในการเยียวยาบาดแผลทางใจที่ส่งต่อกันมาถึง 3 รุ่น

คุณตาของเขาคือ พันตรี พอล ชูรตซ์ (Paul Schurtz) ซึ่งเสียชีวิตบนเรือโอยาโรกุ มารู ขณะมีอายุได้เพียง 43 ปี โดยก่อนเกิดสงคราม พอลเป็นพนักงานไปรษณีย์ในรัฐนิวเม็กซิโก และเป็นผู้นำวงขับร้องของโบสถ์ท้องถิ่น ในปี 1941 เขาต้องออกเดินทางไปรบที่ฟิลิปปินส์ โดยทิ้ง เจอรัลด์ ลูกชายวัย 5 ขวบ, ลูกสาววัย 1 ขวบ และภรรยาที่กำลังอุ้มท้องลูกชายคนยิ้มเอาไว้ ซึ่งเขาไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าลูกคนนี้อีกเลย

คริสโตเฟอร์เติบโตมาพร้อมกับเรื่องเล่าของคุณพ่อเกี่ยวกับการลาครั้งสุดท้ายของคุณตาทึ่สถานีรถไฟ Fort Bliss ความสูญเสียดังกล่าวหล่อหลอมชีวิตของเจอรัลด์ (พ่อของคริสโตเฟอร์) จนเขาสมัครเข้ากองทัพสหรัฐฯ รับราชการนานถึง 28 ปีจนได้ยศพันเอก และใช้เวลาหลายปีตามหาข้อมูลของคุณพ่อที่สูญหาย ขณะที่คริสโตเฟอร์ในเวลาต่อมาได้กลายเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์

"ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าหลังจากผ่านไปหลายปี เรื่องนี้จะกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ผมแค่หวังว่าพ่อของผมจะมีชีวิตอยู่เพื่อได้เห็นสิ่งนี้" คริสโตเฟอร์กล่าวด้วยความสะเทือนใจ เมื่อทราบว่ามีโอกาสที่อัฐิของคุณตาจะถูกนำกลับบ้าน

การตามหานานหลายทศวรรษใต้ความทรงจำอันเจ็บปวด

ปัจจุบัน มีทหารอเมริกันอีกราว 80,000 นายที่ยังคงสูญหาย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และนับตั้งแต่ปี 1973 เป็นต้นมา สหรัฐฯ สามารถระบุตัวตนและยืนยันอัฐิกลับคืนมาได้ไม่ถึง 4,000 รายเท่านั้น

เรือโอยาโรกุ มารู ถือเป็นภารกิจที่ยากลำบากที่สุดภารกิจหนึ่ง เรือความยาว 133 เมตรลำนี้แทบจะถูกอัดแบนราบอยู่ใต้ก้นทะเล แถมบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกันทำให้ทีมนักวิจัยไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีเชลยศึกเสียชีวิตไปพร้อมกับเรือกี่นาย

หลังสงครามสิ้นสุดลง กองทัพเรือสหรัฐฯ เคยใช้ใช้วัตถุระเบิดทำลายซากเรือเพื่อค้นหาร่างผู้เสียชีวิต แต่กลับได้ชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะมาเพียง 2 ชิ้นเท่านั้น ในปี 1946 ภารกิจจึงถูกยกเลิก และกำหนดให้ซากเรือเป็นสุสานใต้ทะเล จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 2010 DPAA จึงได้ฟื้นฟูความพยายามนี้อีกครั้ง นักประวัติศาสตร์ได้รวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งเอกสารทางทหาร, คำบอกเล่าของผู้รอดชีวิต, รายชื่อผู้โดยสาร และการสำรวจพื้นที่จริงบริเวณอ่าวซูบิก (Subic Bay) จนสามารถหาแบบแปลนเรือและสร้างแบบจำลอง 3 มิติได้ถึง 7 รูปแบบ จนยืนยันได้ว่าภารกิจขุดกู้ร่างมีความเป็นไปได้ทางเทคนิค

ขุมนรกบนเรือ "โอยาโรกุ มารู"

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1944 เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรประมาณ 1,619 นาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารอเมริกัน ได้ถูกยัดบาตรอัดแน่นลงไปในเรือโอยาโรกุ มารู เชลยส่วนใหญ่เป็นผู้รอดชีวิตจาก "การเดินทัพทางยุทธวิธีบาตาน" (Bataan Death March) อันโหดร้าย แต่ช่วงเวลาบนเรือลำนี้กลับทารุณยิ่งกว่า

ดั้งเดิมแล้ว โอยาโรกุ มารู เป็นเรือโดยสารหรูหราที่ถูกกองทัพญี่ปุ่นยึดมาเพื่อใช้ขนส่งม้า ระบบระบายอากาศที่เคยใช้ดูแลม้าถูกปิดลงเมื่อนำมาใช้บรรทุกเชลย เชลยหลายร้อยคนต้องอัดแน่นอยู่ในห้องใต้ท้องเรือท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงเกือบ 50 องศาเซลเซียส หลายคนสบประทานและหมดสติจากการขาดอากาศหายใจและภาวะขาดน้ำ ถังถังขยะที่ใช้แทนห้องน้ําก็เจิ่งนองไปด้วยสิ่งปฏิกูลอย่างรวดเร็ว

จอห์น แมคมานัส (John McManus) นักประวัติศาสตร์ให้ความเห็นว่า "'นรก' อาจยังเป็นคำที่เบาเกินไปสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือลำนั้น"

ผู้รอดชีวิตเล่าว่า บางคนต้องดื่มปัสสาวะของตัวเองเพื่อประทังชีวิต บางคนคลั่งจนเสียสติจากความหิวน้ำและทำร้ายเพื่อนร่วมรบ หยดน้ำเล็กๆ ที่เกาะอยู่บนท่อเหล็กสนิมเกรอะกลายเป็นสิ่งที่มีค่าดั่งอัญมณี

ในวันที่ 14 และ 15 ธันวาคม 1944 เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากทิ้งระเบิดใส่เรือโอยาโรกุ มารู อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผู้บังคับบัญชาฝั่งอเมริกันไม่รู้เลยว่ามีเชลยศึกชาวอเมริกันแออัดอยู่ภายใน เชลยใต้ท้องเรือได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กๆ ชาวญี่ปุ่นที่อยู่บนเรือ และใครก็ตามที่พยายามจะหนีออกจากห้องใต้ท้องเรือจะถูกทหารญี่ปุ่นยิงทิ้งทันที

เมื่อเรือโอยาโรกุ มารู เริ่มจมลงสู่อ่าวซูบิก ทหารญี่ปุ่นได้สละเรือ ขณะที่เชลยศึกต้องว่ายน้ำเสี่ยงตายเข้าหาฝั่ง มีผู้เสียชีวิตประมาณ 225 รายจากการโจมตีทางอากาศ และอีก 55 รายจมน้ำหรือถูกยิงเสียชีวิตขณะว่ายน้ำ ผู้รอดชีวิตที่เหลือถูกส่งขึ้น "เรือนรก" อีก 2 ลำ และต้องเผชิญกับความสูญเสียต่อไประหว่างทางไปญี่ปุ่น

ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต อนุศาสนาจารย์ทหารอเมริกันท่านหนึ่งได้ตระกองกอดศีรษะของนายทหารยศพันตรีคนหนึ่งไว้พร้อมกับสวดมนต์ให้ คริสโตเฟอร์เชื่อมั่นว่า นายทหารท่านนั้นคือ คุณตาของเขาเอง พ่อของเขาเคยพูดเสมอว่า การตายของคุณตาเปรียบเสมือน "ความผิดพลาดอันน่าสะพรึงกลัว"

หลายปีต่อมา คริสโตเฟอร์ได้ค้นพบม้วนฟิล์มภาพยนตร์เก่าของครอบครัว บนหน้าจอปรากฏภาพของคุณตากำลังจูงมือพ่อของเขาที่สถานีรถไฟก่อนวันออกเดินทางสู่สนามรบ "ผมไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง คนที่ผมรู้จักผ่านเรื่องเล่ามาตลอดชีวิต จู่ๆ ก็มีชีวิตขึ้นมาต่อหน้าต่อตา" คริสโตเฟอร์แบ่งปันความรู้สึก

ภารกิจกู้ร่างทางนิติวิทยาศาสตร์ใต้ผืนน้ำ

ในปฏิบัติการที่ยาวนานกว่า 2 เดือน นักประดาน้ำจากกองทัพเรือและกองทัพมองการณ์ชายฝั่งสหรัฐฯ ได้ตัดผ่านแผ่นเหล็กหนาของซากเรือ เพื่อเจาะเข้าไปยังห้องขังเชลยซึ่งเคยคุมขังคนไว้ราว 600 คน

พวกเขาใช้ระบบเครื่องสูบตะกอนขนาดใหญ่ ดูดโคลนทรายจากภายในซากเรือขึ้นสู่ผิวน้ำ จากนั้นทีมนักโบราณคดีจะใช้นิ้วมือค่อยๆ ร่อนและค้นหาในกองโคลนอย่างอดทน นอกเหนือจากรองเท้าบูตที่สลักคำว่า "USA" แล้ว พวกเขายังค้นพบกำไลข้อมือระบุตัวตน, แว่นตาที่แตกหัก, เข็มน้ำเกลือ, เครื่องปั้นดินเผา, ตะเกียบ และของใช้ส่วนตัวอื่นๆ อีกมากมาย

ทุกครั้งที่พบชิ้นส่วนกระดูกที่สงสัยว่าเป็นอัฐิของมนุษย์ ทีมนักวิจัยจะทำการดูแลประหนึ่งเป็นพื้นที่เหตุอาชญากรรมทางนิติวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างจะถูกแช่น้ำ บันทึกพิกัดตำแหน่งอย่างแม่นยำ แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อขจัดคราบเกลือและตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ทางดีเอ็นเอ (DNA)

แมทธิว เดอเฟลิซ (Matthew DeFelice) นักโบราณคดีกล่าวว่า "เราทุกคนต่างรู้ประวัติศาสตร์ดี แต่เมื่อได้จับวัตถุเหล่านี้ไว้ในมือ ทุกอย่างมันกลับกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาทันที มันทำให้เรื่องราวประวัติศาสตร์มีความใกล้ตัวและมีมิติของมนุษย์มากขึ้น"

DPAA วางแผนที่จะกลับมายังซากเรือโอยาโรกุ มารู อีกครั้งในปี 2027 สำหรับหลายๆ ครอบครัว นี่ไม่ใช่แค่ภารกิจขุดค้นทางโบราณคดี แต่คือโอกาสสุดท้าย ที่จะได้รู้ว่าคนที่รักจากไปอย่างไร และหวังว่าจะได้นำพาร่างของพวกเขากลับคืนสู่แผ่นดินเกิด… หลังจากรอคอยมานานกว่า 8 ทศวรรษ

ทั้งนี้ ภารกิจใต้ทะเลลึกไม่ได้เป็นเพียงการค้นหาอดีต แต่คือการคืนศักดิ์ศรีและความสงบให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 80 ปี เทคโนโลยีและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ก็ช่วยให้เรื่องราวความลับใต้ก้นทะเลลึกถูกเปิดเผยออกมาได้อีกครั้ง!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...