โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

'ก้องเกียรติ' ชี้ปรากฏการณ์ SET หุ้นถูกคนไม่ซื้อ-ธุรกิจจนมุมแห่ซื้อคืน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ก.ค. 2568 เวลา 13.20 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 03.28 น.
ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ

“วันนี้ผมยังมองไม่เห็นอนาคต แต่ต้องบอกว่า มีคําว่าแต่… ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจ จากรัฐบาล มีแรงกระตุ้นบางประเภท มีนโยบายที่ฟังแล้วเข้าท่า เป็นนโยบายที่ชาวบ้านเขาเรียกว่า New S-curve ที่จะทําให้ประเทศไทยเกิดใหม่ได้ ไม่อยู่ในวังวนของธุรกิจเดิม ๆ ที่มีอยู่ ผมว่าอันนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนผ่านได้ รวมทั้งความมั่นคงของรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะว่าการที่รัฐบาลเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทําให้นโยบายไม่นิ่ง นักลงทุนก็ไม่อยากจะลงทุน”

“ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผมคิดว่าตลาดไม่ดี แล้วก็แน่นอนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทย ซึ่งอ่อนแอมานานแล้ว หลังจากที่เราไม่มีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ผมใช้คําภาษาชาวบ้านว่า กินบุญเก่ามาตลอด”

“จีดีพีของเรา ก็เหลือประมาณ 2% อย่างที่หลายค่ายพยากรณ์อยู่ คือถ้าไม่มีการทําอะไร ไม่มีการกระทุ้งให้ตื่นขึ้นมาใหม่ ๆ ผมว่าเป็นไปได้ยากที่เมืองไทย จะเป็นที่ประสงค์ของนักลงทุนต่างประเทศ ที่จะมาลงทุนในอนาคต”

“ผมว่าถ้ารัฐบาลกล้าเล่นคนที่คอร์รัปชั่นจริง ๆ จัง ๆ ผมว่า จะทําให้ความมั่นใจกลับมา คุณดูหลายประเทศที่กลับมา จีน เวียดนาม คอร์รัปชั่นเขาจับเข้าคุกหมด เขาไม่สนใจ เพราะทําให้ต้นทุนการทําธุรกิจแพง”

คำกล่าวทั้งหมดข้างต้น เป็นการสะท้อนภาพใหญ่ของประเทศไทย ผ่านแว่นของ “ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ล่าสุด

เศรษฐกิจไทยกินบุญเก่ามานาน

ด้วยความเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการตลาดทุนไทยมาอย่างยาวนาน ผ่านทั้งยุครุ่งเรือง และวิกฤต มาแล้วหลายครั้ง “ดร.ก้องเกียรติ” สะท้อนว่า ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ถูกมอง โดยเฉพาะในสายตานักลงทุนต่างชาติ ว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” ซึ่งฟังแล้วก็สะดุ้ง เพราะสมัยก่อนต่างชาติจะมองไปที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้คือ มองว่าเมืองไทยเป็นอย่างนั้น

โดยเศรษฐกิจไทยอ่อนแอมานาน เพราะไม่มีการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ เรียกว่า “กินบุญเก่า” มาตลอด ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องรถยนต์ เรื่องอาหาร ส่งออก เป็นต้น สิ่งที่สังเกตก็คือ ความคืบหน้าทางด้านเทคโนโลยี หรือ AI (ปัญญาประดิษฐ์) ของไทย ด้อยกว่าหลายประเทศที่อยู่ในเขตเดียวกัน อย่างเวียดนาม มาเลเซีย รวมถึงอินโดนีเซีย

“จริง ๆ อยากเห็นรัฐบาลมีความตั้งใจ แล้วก็มีแผนชัดเจนว่า แต่ละปี เราจะสร้างบุคลากรที่เก่ง ๆ แต่ละประเภทกี่คน เช่น วิศวกรกี่คน หมอกี่คน เด็กคอมพิวเตอร์-ไอทีกี่คน คืออย่างน้อยมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อจะได้วางแผน แล้วก็ส่งต่อไปยังมหาวิทยาลัย ส่งต่อสถานศึกษาต่าง ๆ ให้ทําสิ่งเหล่านั้น แต่เราไม่มีแผนที่ชัดเจน ฉะนั้นในเมื่อไม่มีแผนที่ชัดเจน โอกาสที่จะเจริญเติบโตตามแผน ก็เป็นไปได้ยาก พอบุญเก่าเริ่มหมด ก็อย่างที่เราเห็น คือว่าตอนนี้เครื่องยนต์แต่ละเครื่อง มันก็แทบจะดับหมดแล้ว”

ปัจจุบันการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) เหลือประมาณ 2% หากไม่ทำอะไร ไม่มีการกระทุ้งให้ตื่นขึ้นมา ก็เป็นไปได้ยากที่นักลงทุนต่างประเทศ จะอยากเข้ามาลงทุน

หุ้นไทยถูกแล้วแต่ต่างชาติไม่สนใจ

“ณ วันนี้เราไม่เห็นว่า มันจะมีสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเข้ามา ซึ่งไม่ว่าการลงทุนในตลาดหุ้น หรือการลงทุนตรง ผมว่านักลงทุนมองนโยบายรัฐบาลเป็นหลัก มองว่า รัฐบาลจะส่งเสริมเรื่องอะไร แต่ถ้าไม่ชัดเจน เขาก็มีทางเลือกไปที่อื่น ไปกําไรประเทศอื่น ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่สําหรับคนไทยเองนี่เดือดร้อน เพราะส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นไทย”

ดร.ก้องเกียรติกล่าวว่า หุ้นไทยที่ผ่านมา “แย่ที่สุดในโลก” ก็ว่าได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่ถ้าดู Valuation วันนี้ คือ ประเมินราคาหุ้นแต่ละบริษัทใหญ่ ๆ ก็ถือว่าไม่แพง หลายบริษัทราคาถูกมาก P/E อาจจะเหลือ 7-8 เท่าก็มี แถมหนี้สินก็แทบไม่มี เป็นบริษัทที่น่าสนใจ แต่เนื่องจากตอนนี้ นักลงทุนไม่มีความมั่นใจจึงไม่กล้าลงทุน

“จะเห็นว่าราคาหุ้นหลายบริษัท ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี หรือ Book Value อาจจะตีได้ว่า ต้นทุนถูกกว่าผู้ก่อตั้งบริษัทอีก นี่เป็นปรากฏการณ์ในบ้านเรา”

ธุรกิจเงินล้น-แห่ซื้อหุ้นคืน/ปันผล

ดร.ก้องเกียรติกล่าวว่า หุ้นใหญ่ ๆ พอต่ำกว่า Book Value ก็มีการซื้อหุ้นคืนกัน เพราะบริษัทมีเงินเหลือ ไม่รู้จะไปทําอะไร จะลงทุนใหม่ก็กลัวไม่ได้ผลตอบแทนที่ดี

“อันนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเรา ซึ่งก่อนนี้เห็นได้น้อยมาก จนกระทั่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ ก็แสดงว่าบริษัทไทย จนมุมจริง ๆ ไม่รู้จะเอาเงินไปทําอะไร เงินที่เหลือ ส่วนหนึ่งก็จ่ายปันผล แล้วก็ซื้อหุ้นคืน แทบจะไม่มีการลงทุนใหม่”

หลังวิกฤตหุ้นแบงก์แข็งแกร่งสุด

เปรียบเทียบวิกฤตปี 2540 กับปัจจุบัน “ดร.ก้องเกียรติ” กล่าวว่า หลังวิกฤตธุรกิจธนาคารแข็งแกร่งขึ้นมาก ซึ่งตนเชื่อว่าธนาคารไทยเป็นเซ็กเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด เพราะเงินสดก็ล้น เลือกปล่อยสินเชื่อก็ได้ หนี้เสียอาจจะเพิ่มขึ้นบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่พอดู NIM หรือส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับเงินกู้ ก็เห็นว่าสูงมาก

“NIM สูงมาก น่าจะอันดับต้น ๆ ของโลก ดังนั้น ธนาคารถึงจ่ายปันผลได้มโหฬาร แล้วธนาคารส่วนใหญ่ ราคาหุ้นก็ยังซื้อขายกันอยู่ที่ต่ำกว่าบุ๊ก ก็โอเค ก็เป็นเซ็กเตอร์หนึ่งที่น่าสนใจ”

ทั้งนี้ ธนาคารแข็งแกร่งขึ้น เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปกป้องธนาคารพาณิชย์มาก ไม่มีใบอนุญาตใหม่ ๆ เลย ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยแข็งแรง หลายบริษัทเคยมีกําไรปีละเป็น 1,000 ล้านบาท วันนี้เหลือหลัก 100-200 ล้านบาท ก็เก่งแล้ว

ต้องมี New S-curve/การเมืองนิ่ง

สถานการณ์ปัจจุบัน “ดร.ก้องเกียรติ” มองว่า ก็ถือว่าเป็นวิกฤตแล้ว และจะเป็นวิกฤตที่จะอยู่นานด้วย เหมือนเป็นโรคเรื้อรัง เพราะไม่ได้ทําอะไรมาเป็น 10 ปีแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ เห็นได้จากหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ 20 ตัวแรก กับเมื่อ 20 ปี กับวันนี้ ยังชื่อเหมือนกันหมด แต่ถ้าไปดูหุ้นในอเมริกา หรือหุ้นในจีน หรือในฮ่องกง จะคนละเรื่อง เพราะเขามี New S-curve มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ขึ้นมา

“แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงที่อย่างมีนัยสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจจากรัฐบาล มีแรงกระตุ้นบางประเภท มีนโยบายที่ฟังแล้วเข้าท่า แล้วก็เป็นนโยบายที่เรียกว่า New S-curve ที่จะทําให้ประเทศไทยเกิดใหม่ได้ ไม่อยู่ในวังวนของธุรกิจเดิม ๆ ที่มีอยู่ ผมว่าอันนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนผ่านได้ รวมทั้งความมั่นคงของรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะการที่รัฐบาลเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทําให้นโยบายไม่นิ่ง นักลงทุนเองก็ไม่อยากจะลงทุน”

แต่ปัจจัยการเมืองก็เรื่องหนึ่ง เพราะปัจจัยหลักก็คือ ภาพเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ไม่แข็งแรง อันนี้สําคัญที่สุด เพราะไม่รู้ว่าธุรกิจอะไรที่จะทำให้เศรษฐกิจโตได้ คือตอนนี้อาจจะมี Data Center เข้ามา ทําให้นิคมอุตสาหกรรมดูดี แต่ไทยก็เป็นประเทศท้าย ๆ ที่ต่างชาติมาลงทุนเรื่อง Data Center ก็แสดงว่า เราเป็นตัวเลือกสุดท้ายตลอดเวลา หรืออย่างบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เวลาจีนกับสหรัฐมีปัญหากัน เขาก็ไปลงทุนในเวียดนาม

“ทําไมเขาไม่ลงทุนในเมืองไทย เพราะเราไม่มีวิศวกร ไม่มีเจ้าหน้าที่ไอที ที่มีความรู้ความเข้าใจทางด้านนี้ที่จะไปเซอร์วิสเขา อันนี้หมายถึง คุณภาพบุคลากร แล้วถ้าเรามองไปอีก 15 ปีข้างหน้า ประเทศไทยเราจะมีคนอายุเกิน 65 ปี ถึง 1 ใน 4 หรือ 26% ของประชากรทั้งหมด เรากําลังก้าวสู่สังคมคนแก่อย่างรวดเร็ว ตามหลังสิงคโปร์เท่านั้นเอง แต่สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก แล้วเขาก็มีเทคโนโลยีเยอะแล้ว”

มุมมองเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

เมื่อพูดถึงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ไทยขาดมานาน หากมีการลงทุนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใดนั้น ดร.ก้องเกียรติกล่าวว่า มีแน่นอน คือที่ผ่านมา คนไปตีความแต่เรื่องกาสิโนอย่างเดียว ซึ่งมันเป็นส่วนน้อย หากเคยไปเที่ยวมาเก๊า หรือลาสเวกัส ก็จะเห็นว่าจะไม่ได้ไปเข้ากาสิโนเลย เพียงแต่ไปดูโชว์ หรือหากไปกาสิโน ก็เดินดูเป็นหลัก

“เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งเป็นเจ้าของทีมฟุตบอล พรีเมียร์ลีก นั่งเรือลําใหญ่มากมาเมืองไทย แต่ถ้าจะเข้ามาในกรุงเทพฯ เรือลอดสะพานได้แค่ 3 สะพาน ทําไมเราไม่ทําที่จอดเรือยอชต์ เหมือนกับโมนาโก หรือไมอามี ที่จะมีพวกเรือมหาเศรษฐี เรือสําราญมาจอด แล้วลงมาเที่ยว ซึ่งผมดูแล้วจุดที่น่าสนใจ ก็จะเป็นตรงคลองเตยที่เขาพูดถึงกัน ผมเชื่อว่ามันจะดึงดูดพวกมหาเศรษฐีเข้ามา ดังนั้นทําไมเราไม่ยกระดับการท่องเที่ยวของเราให้มันสูงขึ้นมา”

“อีกอย่างเมืองไทยยังไม่มีสเตเดียมดี ๆ ในกรุงเทพฯ มีแต่ราชมังคลากีฬาสถาน เวลาจัดคอนเสิร์ตใหญ่ 40,000 คน เข้าออกเป็นอย่างไร มีรถไฟฟ้าไปถึงไหม มีรถใต้ดินไปถึงไหม คุณจะหาคอนเสิร์ตระดับโลกมาก็เหนื่อยเหมือนกันนะ เพราะมันไม่สะดวก แต่ถ้าอยู่ในที่ที่มีรถไฟฟ้าไปถึง เข้าออกง่าย อาจจะอยู่ที่เดียว ที่คลองเตยก็ได้ หรือที่ไหนก็ได้ในกรุงเทพฯ ผมว่าจะช่วยทําให้ธุรกิจโตขึ้นได้เยอะ”

นโยบายระยะยาวรอไม่ได้

สำหรับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่รัฐบาลไม่ค่อยมีเสถียรภาพนั้น “ดร.ก้องเกียรติ” กล่าวว่า ตนหวังว่าถ้ารัฐบาลยังอยู่ได้แล้ว ผ่านงบประมาณเดือน ก.ย.ออกมา ก็อาจจะทําให้สถานการณ์ดูดีขึ้นบ้าง แต่ระหว่างนี้ก็รอไม่ได้ รัฐบาลต้องออกนโยบายให้ชัดเจนว่า ระยะยาวจะสร้างคนอย่างไร เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงให้กับประเทศ

นอกจากนี้ มองว่าหากรัฐบาลกล้าจัดการคอร์รัปชั่นอย่างจริง ๆ จัง ๆ จะทําให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจได้ เหมือนหลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม ที่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจับเข้าคุกหมด เพราะมองว่าทําให้ต้นทุนการทําธุรกิจแพง

“ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลชุดไหนเลยที่กล้าจัดการเรื่องคอร์รัปชั่นอย่างจริง ๆ จัง ๆ สมัยก่อนก็หวังว่า รัฐบาลทหารจะทํา ก็ไม่ได้ทํา รัฐบาลเอกชนก็ไม่มีใครทํา ผมว่าเอาเรื่องที่ง่ายที่สุดก่อน แต่ฟังดูยากที่สุด เพราะว่าชี้ไปก็เจอคนรู้จัก เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง” ดร.ก้องเกียรติกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ก้องเกียรติ’ ชี้ปรากฏการณ์ SET หุ้นถูกคนไม่ซื้อ-ธุรกิจจนมุมแห่ซื้อคืน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...