โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถ่อมตัวหน่อยน้องชาย! วาทะร้อนของฮุน เซน ถึงจตุพร ที่คนไทยทั้งประเทศต้องอ่าน

สยามรัฐ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 03.01 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 03.01 น.

กลางเดือนมิถุนายน 2568 กลายเป็นอีกช่วงเวลาที่ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชาถูกจุดติดอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะกรณีฟ้องศาลโลกเรื่องเขตแดนที่คาราคาซังมายาวนาน แต่ยังมาจากคำพูดที่ "เหมือนทวงบุญคุณ" ของสมเด็จฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชา ที่พาดพิงถึงนายจตุพร พรหมพันธุ์ นักเคลื่อนไหวการเมืองชื่อดังของไทย

คำกล่าวของสมเด็จฮุน เซน ไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ส่วนตัว หากแต่สะท้อนท่าทีของการแทรกแซงทางการเมืองที่อาจล้ำเส้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยกับกัมพูชาอย่างมีนัยสำคัญ

การกล่าวทวงบุญคุณ: บริบทที่ไม่ธรรมดา

ในสุนทรพจน์ก่อนการประชุมวุฒิสภากัมพูชาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 สมเด็จฮุน เซน ได้กล่าวพาดพิงถึงนายจตุพรว่า "อ่อนน้อมถ่อมตนกว่านี้หน่อยน้องชาย ตอนแรกนายกับคนเสื้อแดงระเหเร่ร่อนลี้ภัยมาที่นี่… ฉันเคยให้ที่ลี้ภัยกับนาย ฉันให้อาหาร เลี้ยงดูปูเสื่อนาย"

คำพูดที่แฝงด้วยอารมณ์และแรงกดดันนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่กัมพูชากำลังยื่นเรื่องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อให้ตีความเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหารและอีก 4 จุดพิพาทสำคัญ

แม้จะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี แต่สมเด็จฮุน เซนยังมีอิทธิพลอย่างสูงในรัฐบาลกัมพูชา และคำพูดของเขาจึงมีน้ำหนักทางการทูตและการเมืองไม่น้อย

จตุพรโต้กลับ: เสียงของอธิปไตย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ไม่รอช้า ออกมาตอบโต้ในรายการไลฟ์ส่วนตัวและแถลงข่าวทันที ยืนยันว่า

1. ไม่ได้ลี้ภัยอย่างที่กล่าว แต่เดินทางไปกัมพูชาตามคำขอของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ประสงค์จะพบแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เพื่อหารือทางการเมืองในช่วงที่สถานการณ์ในไทยร้อนแรง

2. การอยู่ในกัมพูชาเป็นเพราะสถานการณ์ไม่เป็นตามที่นัดหมาย จึงกลายเป็นการอยู่ต่อแบบจำยอม ไม่ใช่การลี้ภัยโดยเจตนา

3. บุญคุณเป็นเรื่องส่วนตัว แต่อธิปไตยเป็นเรื่องของชาติ การออกมาวิพากษ์วิจารณ์กัมพูชาในประเด็นเขตแดน เป็นสิ่งที่นายจตุพรทำในฐานะพลเมืองไทยผู้ปกป้องอธิปไตย ไม่ใช่การเนรคุณ

การเมืองหรือการแทรกแซง?

สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมากล่าวในลักษณะนี้ สะท้อนเจตนาทางการเมืองหรือไม่?

สมเด็จฮุน เซน อาจต้องการ บ่อนเซาะความน่าเชื่อถือของกลุ่มที่ต่อต้านการฟ้องศาลโลกของกัมพูชา โดยอ้างบุญคุณเก่า หวังให้เสียงเหล่านี้อ่อนแรงลง

การนำประเด็นส่วนตัวมาทวงกลางเวทีสาธารณะ สะท้อนวิธีคิดแบบอำนาจนิยม ที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักการของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ

หากมองในกรอบทางการทูต การกระทำดังกล่าวอาจถูกตีความได้ว่า เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือกดดัน

จุดยืนของไทยควรเป็นอย่างไร?

รัฐบาลไทยจำเป็นต้องตระหนักว่า ปัญหาเขตแดนกับกัมพูชามีมิติทางประวัติศาสตร์ กฎหมาย และความมั่นคงซ้อนอยู่ ไม่ควรปล่อยให้กลายเป็นเวทีทวงบุญคุณส่วนตัวระหว่างนักการเมือง

รัฐบาลควรยืนยันหลักการ อธิปไตยเหนือดินแดน อย่างชัดเจน

การแสดงท่าทีของบุคคลหรือกลุ่มใด ๆ ที่เห็นต่างกับกัมพูชา ไม่ควรถูกลดทอนความชอบธรรมด้วยเรื่องส่วนตัว

ไทยควรส่งสัญญาณชัดเจนว่า การใช้บุญคุณทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางการทูต ไม่อาจยอมรับได้

มองย้อน: ฮุน เซน กับบทบาทในอดีต

ไม่ใช่ครั้งแรกที่สมเด็จฮุน เซน มีบทบาทแทรกซ้อนในการเมืองไทย ย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตการเมืองปี 2552-2553 เขาเคยเปิดพื้นที่ให้กับแกนนำเสื้อแดง รวมถึงนายทักษิณเข้าพักพิงในกัมพูชา

แม้จะถูกอ้างว่าเป็นมนุษยธรรม แต่ก็มีข้อวิจารณ์ว่า กัมพูชาใช้นักการเมืองไทยเป็นหมากในการต่อรองทางการเมืองในเวทีโลกหลายครั้ง

อดีตไม่ควรเป็นเครื่องมือปิดปากอนาคต

การแสดงออกของสมเด็จฮุน เซน ในครั้งนี้ อาจดูเหมือนเป็นการย้ำเตือนความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีต แต่เมื่อกล่าวในบริบทการเมืองระหว่างประเทศและปัญหาพรมแดนที่เปราะบาง คำพูดเหล่านั้นอาจสร้างความเสียหายมากกว่าประโยชน์

บุญคุณในอดีต ไม่ควรถูกใช้เพื่อปิดปากคนไทยที่ลุกขึ้นปกป้องแผ่นดินตนเอง และผู้นำกัมพูชาควรระมัดระวังไม่ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นเครื่องมือแทรกแซงอธิปไตยของชาติอื่น

#ฮุนเซนทวงบุญคุณ #จตุพรโต้เดือด #พิพาทไทยกัมพูชา #เขตแดนพระวิหาร #ICJฟ้องไทย #อธิปไตยไทยต้องมาก่อน #การเมืองเพื่อนบ้าน #ฮุนเซนจตุพร #ข่าวการเมืองล่าสุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...