โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

กนช.เฝ้าระวัง คุมเข้ม ตรวจความพร้อมรับมือฝน ปี 2568

เดลินิวส์

อัพเดต 13 มิ.ย. 2568 เวลา 15.28 น. • เผยแพร่ 13 มิ.ย. 2568 เวลา 08.28 น. • เดลินิวส์
กนช. คุมเข้มดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก ให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนป้องกันกรณีเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หรือน้ำป่าไหลหลาก

ภายหลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน ได้สั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อรองรับปริมาณน้ำในช่วงฤดูฝนนี้ โดยให้คำนึงถึงปริมาณน้ำในช่วงฤดูแล้งถัดไปด้วย และให้ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 ของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนป้องกันกรณีเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หรือน้ำป่าไหลหลาก เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ยังวางแผนจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมาได้มีการประชุมศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำโขงเหนือ ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำในช่วงฤดูฝน ป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง
ที่พบการปนเปื้อนสารโลหะหนักที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ได้มีการประชุมศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกง
ณ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้ในฤดูฝน ปี 2568 สทนช. คาดการณ์ว่า แนวโน้มปริมาณฝนจะใกล้เคียงกับปี 2542 โดยมีปริมาณฝนเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณ 1,630 มิลลิเมตร สูงกว่าค่าปกติร้อยละ 9 และคาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย 1–2 ลูก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ จะมีฝนตกชุกต่อเนื่อง มีฝนฟ้าคะนองครอบคลุมร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ และฝนตกหนักถึงหนักมากในบางพื้นที่ ยกเว้นภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกที่อาจมีฝนฟ้าคะนองมากถึงร้อยละ 60–80 ของพื้นที่ จนถึงประมาณปลายเดือนมิถุนายน และจะมีสภาวะฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สทนช. ได้ติดตามการดำเนินงานในการเตรียมรับมือฤดูฝนของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้เน้นย้ำให้ดำเนินการตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 อย่างเข้มข้น พร้อมเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว รวมทั้งรายงานความก้าวหน้าให้ สทนช. ทราบ ทุกวันที่ 5 ของเดือน ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 5 มิถุนายน 2568) มีผลการดำเนินงาน ดังนี้

มาตรการที่ 1 คาดการณ์ชี้เป้า และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมการเฝ้าระวังและเข้าไปให้การช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีการคาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงของเดือนพฤษภาคม ใน 29 จังหวัด 138 อำเภอ 541 ตำบล และมีประกาศแจ้งเตือนเฝ้าระวัง จำนวน 5 ฉบับ พร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำโขงเหนือ ณ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ส่วนเดือนมิถุนายนได้คาดการณ์ชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงใน 40 จังหวัด 139 อำเภอ 397 ตำบล และพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วงใน 2 จังหวัด 13 อำเภอ 58 ตำบล พร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้า (ชั่วคราว) ในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกและลุ่มน้ำบางปะกง ณ จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568

มาตรการที่ 2 ทบทวน ปรับปรุง เกณฑ์บริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำ อาคารควบคุมบังคับน้ำอย่างบูรณาการในระบบลุ่มน้ำและกลุ่มลุ่มน้ำ สทนช. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนเกณฑ์การบริหารจัดการกลุ่มลุ่มน้ำ โดยกรมชลประทานได้จัดทำแผนจัดสรรน้ำของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 17,163 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) โดยจัดสรรให้ภาคการเกษตร 7,711 ล้าน ลบ.ม. การอุปโภค-บริโภค 1,658 ล้าน ลบ.ม. ภาคอุตสาหกรรม 415 ล้าน ลบ.ม. การรักษาระบบนิเวศ 4,286 ล้าน ลบ.ม. และอื่น ๆ 2,870 ล้าน ลบ.ม. และจัดทำแผนการเพาะปลูกพืชในฤดูฝน จำนวน 24.36 ล้านไร่ ได้แก่ ข้าวนาปี 17.87 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.56 ล้านไร่ และอื่น ๆ 5.93 ล้านไร่ นอกจากนี้ กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำรายอ่าง จำนวน 35 แห่ง โดยมีเป้าหมายเบื้องต้น ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ให้มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ร้อยละ 80 ของความจุ เพื่อการบริหารความเสี่ยงในช่วงฤดูน้ำหลากสำหรับพื้นที่ท้ายน้ำให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ในการปรับเพิ่มแผนการระบายน้ำในช่วงต้นฤดูฝน และจะมีการพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำทุกเดือนเพื่อให้มีปริมาณน้ำ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

มาตรการที่ 3 เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ โทรมาตร และบุคลากรประจำพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถรองรับสถานการณ์ในช่วงน้ำหลากและฝนทิ้งช่วง โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารชลศาสตร์ เพื่อรองรับแผ่นดินไหวเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ กรมชลประทานได้เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ จำนวน 3,304 แห่ง ระบบโทรมาตร 635 แห่ง กรมทรัพยากรน้ำเตรียมความพร้อมระบบโทรมาตร 1,951 แห่ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือ 889 แห่ง รวมทั้ง สทนช. ได้ดำเนินการตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำจากข้อมูลผังน้ำ จำนวน 321 แห่ง

มาตรการที่ 4 ตรวจสอบพร้อมติดตามความมั่นคงปลอดภัย คันกั้นน้ำ ทำนบ และพนังกั้นน้ำ ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารชลศาสตร์ จำนวน 517 แห่ง โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากผังน้ำร่วมด้วย

มาตรการที่ 5 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของทางน้ำอย่างเป็นระบบ โดยกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการขุดลอกคูคลอง/คลองแล้วเสร็จ ระยะทาง 261 กิโลเมตร (กม.) ขุดลอกท่อระบายน้ำแล้วเสร็จ ระยะทาง 3,761 กม. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำจัดผักตบชวาแล้วกว่า 3.5 ล้านตัน

มาตรการที่ 6 ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัยและฟื้นฟูสภาพให้กลับสู่สภาพปกติ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เตรียมความพร้อมสถานที่อพยพ/ศูนย์พักพิง จำนวน 509 แห่ง และดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรให้ได้รับทราบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

มาตรการที่ 7 เร่งพัฒนาและเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝน ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำฐานข้อมูลกักเก็บน้ำในช่วงปลายฤดูฝน

มาตรการที่ 8 สร้างการรับรู้ความเสี่ยงและสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายในการติดตามเฝ้าระวัง รับมือภัยด้านน้ำ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์พิบัติภัยแผ่นดินถล่มใน 4 พื้นที่ คือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดเชียงราย และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยกรมทรัพยากรธรณี

มาตรการที่ 9 ติดตามประเมินผลปรับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบติดตามและรายงานผลการจัดทำแผนสำรองในการจัดการภัย

“สทนช. ได้มีการจัดทำคู่มือการขับเคลื่อนการดำเนินการตามมาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2568 เพื่อบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำในการขับเคลื่อนทั้ง 9 มาตรการให้เป็นรูปธรรมและลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือฤดูฝนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเน้นการบริหารจัดการแบบกลุ่มลุ่มน้ำ” เลขาธิการ สทนช.กล่าว

แม้ทางภาครัฐจะเตรียมพร้อมมาตรการต่าง ๆ รับมือไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) รวมทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ภัยพิบัติด้านน้ำในปัจจุบันทวีความรุนแรง ซึ่งในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นการจัดทำล่วงหน้า 2 ปี เช่นเดียวกับการจัดทำงบประมาณด้านน้ำ ที่จะต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นไปอย่างมีระบบและยั่งยืนนั้น อาจจะไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาด้านน้ำได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้มีมาตรการเตรียมความพร้อมในเชิงป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน
ซึ่งมีทั้งมาตรการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณและมาตรการที่ต้องใช้งบประมาณ

สำหรับมาตรการที่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินงานนั้น หน่วยงานที่ยังไม่มีงบประมาณรองรับ นอกจากจะสามารถเสนอขอรับการสนับสนุนจากงบประมาณรายจ่ายงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งจะมีการตรวจสอบโครงการให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่ประสบปัญหาจริง สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ซึ่งเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2568 กนช. ได้เห็นชอบ (ร่าง) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนกรณีเร่งด่วนและเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งสิ้นจำนวน 22,309 รายการ วงเงินรวมกว่า 122,142.84 ล้านบาท

ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วทันต่อสถานการณ์ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะเน้นโครงการที่มีความพร้อมสามารถลงนามในสัญญาได้ภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 และดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 1 ปี ภายใต้กรอบการพัฒนา 5 ด้าน คือ 1.แผนงานการพัฒนาน้ำอุปโภคบริโภค 2.แผนงานการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิมและพัฒนาระบบกระจายน้ำ 3.แผนงานการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝน 4.แผนงานการพัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำและการป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมือง และ 5.แผนงานการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทุกโครงการ จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงระบบประปาและมีน้ำสะอาดใช้เพิ่มขึ้น 2.43 ล้านครัวเรือน มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 1,071.68 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ทำการเกษตรนอกเขตชลประทานที่มีโอกาสเกิดภัยแล้ง 22.36 ล้านไร่ พื้นที่ได้รับการพัฒนาเป็นพื้นที่การเกษตรที่มีแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำ 5.13 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 22.94 พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก จำนวน 13.25 ล้านไร่ ได้รับการแก้ไขเป็นพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 0.57 ล้านไร่ และบรรเทาน้ำท่วม จำนวน 0.36 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.71 นอกจากนี้ ยังสามารถลดการชะล้างพังทลายของดิน 162,750 ไร่ เกิดการจ้างแรงงานกระจายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ ประมาณ 277,000 คน/เดือน โดยมีครัวเรือนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ 3.38 ล้านครัวเรือน มูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม 141,575.08 ล้านบาท

"โครงการประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน กรณีเร่งด่วนและเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นโครงการที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ซึ่งจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านน้ำ
ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและน้ำภาคการผลิต ฟื้นฟูแหล่งน้ำ ปรับปรุงระบบชลประทาน และพัฒนาพื้นที่แก้มลิง
เพื่อป้องกันน้ำท่วม พร้อมอนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติและฟื้นฟูป่าต้นน้ำเพื่อความยั่งยืนได้อย่างแน่นอน" เลขาธิการ สทนช. กล่าวยืนยัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...