เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ จับตาเจรจาการค้า สหรัฐกับจีน
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ ปิดตลาดที่ระดับ 32.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จับตาเจรจาการค้า ระหว่างสหรัฐกับจีน นักวิเคราะห์คาดการเจรจาดังกล่าวไม่น่าจะมีความคืบหน้ามากนัก เชื่อเฟดคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า 17-18 มิ.ย. 68
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/6) ที่ระดับ 32.62/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ (9/6) ที่ระดับ 32.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยในคืนที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่นักลงทุนซื้อขายอย่างระมัดระวัง ก่อนรู้ผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่กรุงลอนดอน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการเจรจาดังกล่าวไม่น่าจะมีความคืบหน้ามากนักในการแก้ไขความขัดแย้งทางการค้าและภาษีศุลกากรที่พุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมหลายประเภท นับตั้งแต่เทคโนโลยีและแร่ธาตุสำคัญไปจนถึงการผลิตและการเกษตร
โดยเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาวของสหรัฐ เปิดเผยว่า คณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐตั้งเป้ารื้อฟื้นการส่งออกแร่ธาตุสำคัญให้กลับมาเป็นปกติ ในการพบปะกับฝ่ายจีนเพื่อเจรจาการค้ารอบใหม่ หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ กล่าวหาจีนว่าชะลอและจำกัดการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ ซึ่งถือว่าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่ตกลงกันไว้ที่เจนีวา
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ผู้บริโภคชาวสหรัฐคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อในเดือน พ.ค. หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศลดอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากประเทศคู่ค้า ทั้งนี้ ผู้บริโภคชาวสหรัฐคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับช่วง 1 ปีข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 3.2% ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ระดับ 3.6% และได้คาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับช่วง 3 ปีข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 3.0% ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ระดับ 3.2%
ส่วนการคาดการณ์เงินเฟ้อสำหรับช่วง 5 ปีข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 2.6% ลดลงจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ระดับ 2.7% อย่างไรก็ดี ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อดังกล่าวยังคงสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%
ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 17-18 มิ.ย.นี้ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า ถึงแม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงกดดันอย่างหนักให้นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด รีบปรับลดอัตราดอกเบี้ยก็ตาม ในขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน และธันวาคม
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือน พ.ค.ในวันพุธ (11/6) โดยผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะปรับตัวขึ้น 2.5% ในเดือน พ.ค. จากระดับ 2.3% ในเดือน เม.ย.
ในส่วนของดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 2.8% ในเดือน เม.ย. และเมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือน พ.ค. จากระดับ 0.2% ในเดือน เม.ย.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สภาพัฒน์ เผยหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 4/67 อยู่ที่ระดับ 88.4% ของ GDP โดยเป็นการชะลอลงต่อเนื่อง ขณะที่คุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนลดลง ด้านสถานการณ์แรงงานไตรมาส 1/68 อัตราการว่างงาน อยู่ที่ 0.88% ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ด้านการจ้างงานภาคเกษตรลดลงต่อเนื่อง ส่วนนอกภาคเกษตรขยายตัวได้เล็กน้อย ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.62-75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.66/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/6) ที่ระดับ 1.1422/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (9/6) ที่ระดับ 1.1425/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโเคลื่อนไหวในกรอบแคบแถวระดับ 1.14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวตามค่าเงินหลักสกุลอื่น ๆ ในขณะที่ตลาดรอดูความคืบหน้าการเจรจาของสหรัฐ กับจีน
ด้านปีเตอร์ คาซิมีร์ ผู้กำหนดนโยบายจาก ECB กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า ECB ใกล้จะสิ้นสุดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแล้ว และควรเฝ้าดูข้อมูลเศรษฐกิจต่อไปเพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกหรือไม่ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1372-1.1435 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1410/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (10/6) ที่ระดับ 145.16/18 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (9/6) ที่ระดับ 144.09/10 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ
โดยกระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดผยข้อมูลเบื้องต้นเมื่อวานนี้ (9/6) ว่า ญี่ปุ่นมียอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 2.26 ล้านล้านเยน (1.56 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบรายปี โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขาดดุลการค้าที่ลดลง ซึ่งรายงานระบุว่า ดุลการค้าสินค้าขาดดุล 3.28 หมื่นล้านเยน เป็นผลจากยอดส่งออกที่เพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 8.77 ล้านล้านเยน ส่วนยอดนำเข้าลดลง 2.9% สู่ระดับ 8.80 ล้านล้านเยน
ด้านรายได้ปฐมภูมิ (Primary Income) ซึ่งสะท้อนรายได้ของญี่ปุ่นจากการลงทุนในต่างประเทศ ลดลง 9.6% เมื่อเทียบรายปี แตะระดับ 3.59 ล้านล้านเยน
นอกจากนี้ สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นปรับเพิ่มประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 เป็นหดตัวเพียง 0.2% เมื่อเทียบรายปี จากตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระบุว่าหดตัว 0.7% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสต๊อกสินค้าคงคลังของภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเกินคาด
อย่างไรก็ดี แม้ทางการญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มประมาณการตัวเลข GDP ในไตรมาส 1 แต่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงอยู่ในภาวะหดตัว ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในเมื่อวานนี้ (9/6) ว่า นายเรียวเซ อาคาซาวะ รัฐมนตรีกระทรวงการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น และหัวหน้าคณะเจรจาการค้า เตรียมเดินทางเยือนสหรัฐในสัปดาห์นี้ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาการค้ารอบที่ 6 โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุข้อตกลงในกาทำให้สหรัฐยกเว้นมาตรการเก็บภาษีนำเข้า
โดยสำหรับการเจรจารอบที่ 5 นั้น อาคาซาวะได้แถลงต่อสื่อมวลชนหลังเดินทางกลับถึงกรุงโตเกียวในวันอาทิตย์ (8/6) ว่า การหารือในประเด็นภาษีนำเข้ามีความคืบหน้า แต่ทั้งสองฝ่าย “ยังหาจุดร่วมไม่ได้” โดยเขาให้คำมั่นว่าจะเดินหน้าเจรจาอย่างเข้มข้นในประเด็นการขยายการค้าอุปสรรคที่มิใช่ภาษี และความร่วมมือทวิภาคีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะที่คาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงนโยบายปกป้องตลาดภายในประเทศต่อไป
ทั้งนี้ ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในระหว่าง 144.38-145.29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 144.64/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดย่อมเดือน พ.ค. จากสหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐ (10/6), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน พ.ค. (11/6), สต๊อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (11/6), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (12/6) ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือน พ.ค. (16/6), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือน มิ.ย. จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (13/6)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.1/7.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.3/-5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ จับตาเจรจาการค้า สหรัฐกับจีน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net