โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Business Today Thai Politics 21 พฤษภาคม 2568

Businesstoday

อัพเดต 21 พ.ค. 2568 เวลา 19.05 น. • เผยแพร่ 21 พ.ค. 2568 เวลา 12.05 น. • Businesstoday

“ภูมิธรรม” ยัน เกาะติด ปมสารเคมีจากเมียนมา ปนเปื้อนแม่น้ำกก

21 พ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปดูเรื่องสารเคมี จากการทำเหมืองแร่ในฝั่ง

ประเทศเมียนมา ปนเปื้อนแม่น้ำกก จ.เชียงราย จะส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชนในพื้นที่ ในส่วนของทหาร จะช่วยดำเนินการอย่างไร ว่า เรื่องนี้ได้นำเข้าที่ประชุมร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องแล้ว และตนได้สั่งการหลังจากที่ตรวจพบสารพิษที่เกินปริมาณ ที่มาจากเหมืองแร่จากประเทศเมียนมา โดยกำชับให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นประธาน เร่งตรวจสอบ โดยร่วมกับหน่วยงานอื่น อาทิ กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข และอีกหลายหน่วย เข้าไปตรวจว่าสารเคมีทีมีการทะลักเข้ามาปริมาณสารเคมีเป็นอันตราย ต่อประชาชนที่อยู่ริมสองฝั่งน้ำหรือไม่

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เราตรวจพบครั้งแรกตอนอยู่ต้นทาง พบว่ามีสารพิษปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานอยู่หลายจุดที่จะเป็นอันตรายได้ในระยะสั้น แต่สิ่งที่ห่วงคือ การตกตะกอนและจะเป็นอันตรายในระยะยาว จึงต้องดำเนินการแก้ไขในหลายวิธี ทั้งการเจรจาโดยเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ได้เจรจากับทาง

เมียนมา เพื่อไม่ให้สารเคมีเจือปนเข้ามาเป็นอันตราย ซึ่งผลการพูดคุย ทราบว่าไม่ใช่เป็นการดำเนินการของรัฐบาลเมียนมาโดยตรง แต่เป็นของชนกลุ่มน้อย ทำให้การเจรจาค่อนข้างยาก เพราะไม่ใช่ระหว่างรัฐโดยตรง ดังนั้นเราต้องหาทางป้องกัน และประสานกรมอนามัย เพื่อดูภาพรวม เนื่องจากแม่น้ำที่มีปัญหาเป็นแม่น้ำที่กว้าง โดยให้มีการบินสำรวจดู เพื่อให้กรมทรัพยากรน้ำ ออกแบบเพื่อทำการก่อสร้างลักษณะเขื่อน

เพื่อกรองสารเคมีและดูดตะกอนที่ตกค้าง เพื่อเป็นการเตรียมการแก้ปัญหาในระยะยาว ให้เริ่มตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเป็นการป้องกัน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร อีกทั้งสาเหตุไม่ได้เกิดในดินแดนของไทย ดังนั้นการป้องกันเพื่อเตรียมการจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต้องหาทางป้องกันและแก้ไข ซึ่งขณะนี้กำลังออกแบบเขื่อนอยู่ เมื่อแล้วเสร็จจะดำเนินการก่อสร้าง และจะติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ไปตลอด

ลุ้นศาลปกครองสูงสุดชี้ขาด “ยิ่งลักษณ์” ชดใช้เงิน 35,717 ล้าน คดีจำนำข้าวหรือไม่

ศาลปกครอง วันนี้ ( 21 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลปกครองสูงสุดนัดออกบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีที่กระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ราชการ เป็นเงิน 35,717,273,028 บาท ในคดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงคลัง กรมบังคับคดี อธิบดีกรมบังคับคดี และเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีแพ่ง กรุงเทพมหานคร กรณีที่ร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เนื่องจากศาลปกครองกลางในขณะนั้น เห็นว่า กระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่านางสาวยิ่งลักษณ์ เป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง และขั้นตอนการตรวจสอบของคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดก็ไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด โดยนัดฟังคำพิพากษาในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ค.) เวลา 13.30 น.

“ณฐพร” หอบหลักฐานยื่นยุบ ภูมิใจไทย เอี่ยวฮั้วเลือก สว.

กกต. วันนี้ (21 พ.ค.) นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อพิจารณายุบพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่ายื่นยุบพรรคภูมิใจไทยตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 (1) มีการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือได้มาซึ่งอำนาจการปกครองไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย

ซึ่งเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้ยื่นต่ออัยการสูงสุดไปแล้ว และมาตรา 92 (2) เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มายื่นต่อกกต. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงที่จะส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ว่า การกระทำของพรรคภูมิใจไทยเข้าองค์ประกอบความผิดตามที่ตนยื่นหรือไม่

นายณฐพร กล่าวว่าพยานหลักฐานนั้น โดยหลักแล้วการยื่นยุบพรรค ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องการล้มล้างการปกครองก่อน แต่คดีนี้พยานหลักฐาน เป็นข้อเท็จจริงเป็นเชิงประจักษ์ ซึ่งมีการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และกกต.ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ว่า การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตย เป็นเรื่องการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่มิชอบและเป็นปฏิปักษ์ โดยรัฐธรรมนูญออกแบบให้ได้คนดี เด่น ดังมาเป็นวุฒิสภา จึงกำหนดให้ต้องเป็นคนที่มีความรู้ เชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับของสังคม จึงออกแบบให้การเลือกมีความซับซ้อน เพื่อมาทำหน้าที่สำคัญอันหนึ่ง คือการให้ความเห็นชองกรรมการองค์กรอิสระ เพราะถ้าได้ สว.ที่มาจากฝ่ายการเมือง องค์กรอิสระก็จะได้คนที่ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ และทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มาของเอกสารในคดีนี้เป็นหลักฐานทางราชการ ทั้งดีเอสไอ ประกอบกับดีเอสไอ และกกต.ก็ยืนยัน ว่าการได้มาของ สว.ชุดนี้มีการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 67 เขียนไว้ชัดเจนว่า พรรคการเมืองกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่ง สว.ก็ถือว่าเป็นความผิด และมาตรา 22 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองก็เขียนลักษณะเดียวกัน ดังนั้นที่มายื่นวันนี้เพราะมีข้อมูลว่า สว. 138 คน และสำรองอีกประมาณ 40 คน เป็นคนของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งตรงนี้ทำให้ตนมั่นใจว่า ในทางการสอบสวนไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

วันนอร์เบรก กม.เอ็นเตอร์เทนเมนต์ฯ ชี้เอาไว้ก่อน!

21พ.ค.2568 เมื่อเวลา10.40น. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระที่ 1 ในวันที่ 28 พ.ค.นี้ว่า

ตามที่รัฐบาลขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เนื่องจากจะมีเรื่องการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ในวาระแรกและอาจจะมีกฎหมายอื่นๆตามมาตามที่คณะรัฐมนตรีขอ ซึ่งตนยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจากคณะรัฐมนตรีโดยคาดว่าจะมีหนังสือส่งมาภายในวันนี้ และจะมอบหมายให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง นัดประชุมวิปทั้งสองฝ่ายรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดเวลา โดยเฉพาะเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายงบประมาณของฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลว่าจะใช้เวลาเท่าใด ซึ่งจะมีการพิจารณาตามที่รัฐบาลได้ขอมา

เมื่อถามถึงการกำหนดกรอบระยะเวลาอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2569 ประธานสภาฯ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 และตัวแทนคณะรัฐมนตรี(ครม.)วิปทั้ง2ฝ่าย เป็นคนกำหนดเวลา ซึ่งวันนี้ก็จะมีการประชุมกัน ส่วนการเสนอกฎหมายอื่น เช่น ร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์นั้น ได้ถูกบรรจุไว้อยู่แล้ว

แต่การพิจารณาการเปิดอภิปรายครั้งนี้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญคือจะพิจารณาร่างพระราชกำหนดและเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรีขอมาที่อยากจะพิจารณาให้แล้วเสร็จในสมัยการประชุมวิสามัญนี้ ซึ่งในที่สุดก็จะมีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี2569 ในวาระแรกก่อน เพื่อที่จะได้ตั้งคณะกรรมาธิการ นำไปสู่การพิจารณาในวาระ2 และเมื่อเปิดสมัยประชุมแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาวาระ 3 ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลา 105 วัน ถ้าสภาฯพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ก็ถือว่าสภาฯเห็นชอบตามที่รัฐบาลเสนอมา ซึ่งโดยปกติก็จะพิจารณาให้แล้วเสร็จก่อน

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังกล่าวถึงความวุ่นวายของสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เรียกสอบในคดีฮั้วเลือก สว. จะส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติหรือไม่ว่า ในฐานะประธานรัฐสภา เราคงไม่สามารถประเมินได้ ขอให้เป็นไปตามกฎหมาย และขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของวุฒิสภาหรือ กกต. ซึ่งรัฐสภาไม่มีอะไรที่จะกระทบต่อเรื่องนี้

รัฐบาลช่วยค่า บขส. 14 กลุ่มลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนเต็มที่

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย มีราคาเป็นธรรมที่เหมาะสม ลดต้นทุน และเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาล

โดย บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม ขับเคลื่อนมาตรการมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในการเดินทาง มอบสิทธิ์ลดหย่อนค่าโดยสารให้กับผู้โดยสาร จำนวน 14 กลุ่มอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มพระภิกษุ สามเณร กลุ่มทหาร และตำรวจ
ทั้งนี้จากข้อมูลทางสถิติในปีงบประมาณ 2568 พบว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 – เมษายน 2568 ระยะเวลา 7 เดือน บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กระทรวงคมนาคม

ได้ดำเนินมาตรการลดหย่อนค่าโดยสาร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชน เป็นจำนวนแล้วถึง 37,878,364 บาท โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ถึงจำนวน 243,760 คน และผลจากการดำเนินมาตรการดังกล่าวสามารถจัดอันดับกลุ่มของผู้ที่มาใช้สิทธิ์มากที่สุด 3 อันดับ ได้แก่ 1.) กลุ่มผู้สูงอายุ มีผู้ใช้สิทธิ์ 155,086 คน รวม 22,224,090 บาท 2.) กลุ่มทหาร ตำรวจ มีผู้ใช้สิทธิ์ 35,892 คน รวม 5,691,157 บาท และ 3.) กลุ่มผู้พิการ มีผู้ใช้สิทธิ์ 16,127 คน รวม 4,301,089 บาท

อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่มาตรการลดหย่อนค่าโดยสารสำหรับผู้โดยสาร 14 กลุ่ม ดังกล่าว บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ยังได้ให้ความสำคัญและพร้อมมอบสิทธิ์ให้กับผู้โดยสารทุกประเภทโดยผู้โดยสารสามารถสมัครสมาชิก บขส. Card (สมัครฟรี ผ่านช่องทางออนไลน์) เพื่อรับสิทธิ์พิเศษต่าง ๆ กิจกรรมส่งเสริมการตลาด สิทธิ์ส่วนลดค่าโดยสารเดินทางในวันสำคัญ และสิทธิ์สะสมคะแนน เพื่อแลกรับของสมนาคุณต่าง ๆ อีกมากมาย ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเดินทางอย่างปลอดภัยไปทุกเส้นทางกับ บขส.”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...