ตลาดจับตาเจรจากำแพงภาษี อเบอร์ดีนแนะเล่นหุ้นคุณภาพ
#บลจ.อเบอร์ดีน #ทันหุ้น- บลจ.อเบอร์ดีน เผยตลาดจับตาเจรจากำแพงภาษี สหรัฐ-ไทย ชี้ชะตาหุ้นไทยไป 1,400 จุด หรือเหลือ 900 จุด มองบวกผลเจรจาออกมาดี พร้อมแนะปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ไม่ใช่เรื่องหุ้นถูก-แพง แต่ให้เลือกหุ้นคุณภาพ ที่งบดี ปันผลเริ่ด
นางสาวดรุณรัตน์ ภิยโยดิลกชัย หัวหน้าฝ่ายการลงทุนตราสารทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) จำกัด หรือ บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลการเจรจาภาษีนำเข้า (Tariffs) ระหว่างสหรัฐและไทยจะออกมาเป็นรูปแบบใด สามารถเข้าไปเจรจาและจบได้เร็ว หรือต้องยืดเยื้อออกไป ซึ่งปัจจัยตรงนี้จะมีผลต่อการปรับตัวขึ้น หรือ ลงของตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป
*หุ้นไทยไปทางไหน
โดยอเบอร์ดีน ประเมินว่าหากการเจรจาสามารถจบลงด้วยภาษีนำเข้า 10%และเพื่อนบ้านแถบอาเซียนก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราเดียวกับไทย ก็ถือเป็นข่าวดีเพราะผลกระทบถ้าเทียบกับเพื่อนบ้านก็อยู่ในระดับเดียวกัน ตลาดหุ้นก็น่าจะปรับตัวขึ้นได้ โดยประเมินจาก P/E 15 เท่า และ EPS ที่ 85บาทก็มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะกลับขึ้นไปใกล้ 1,300 จุดได้ในปีนี้
ในกรณีที่ อเบอร์ดีน ประเมินการเจรจาสามารถจบลงด้วยภาษีนำเข้า 10% ขณะเดียวกันก็ได้รับแรงขับเคลื่อนจากแบงก์ชาติ และภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่างๆ ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ก็จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้หุ้นไทยปีนี้แตะ 1,400 จุดได้ ด้วยการเทรดที่ระดับ P/E 16-17 เท่า
และในกรณีที่ อเบอร์ดีน ประเมินว่าภาษีนำเข้าอยู่ที่ระดับ 36%และไม่มีมาตรการจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสหลุด 1,000 จุด โดย เทรดที่ P/E 11-13 เท่า EPS ที่ 77 บาท คาดดัชนีจะอยู่ในกรอบ 900-1,100 จุด
นางสาวดรุณรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ถ้าลงมาที่ระดับ 900-1,100 จุด ก็น่าจะอยู่ระดับนี้ไม่นาน เชื่อว่าภาครัฐ และตลาดหลักทรัพย์น่าจะร่วมมือกันในการหามาตรการการเงินการคลัง ต่างๆ ออกมาซึ่งก็จะทำให้ตลาดรีบาวด์กลับมา
“ตอนนี้ตลาดจับตาในเรื่องของการเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐ ตลาดต้องการความชัดเจนว่าจะอยู่ที่ระดับ 36% หรือ ระดับไหนเพื่อประเมินราคาตลาดในข้างหน้าได้ถูก ความชัดเจนจะทำให้เราสามารถประเมินอนาคตได้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า Tariffs ที่โดนจะไม่รุนแรงมากนัก ส่วนหนึ่งก็ประเมินจากการที่ประเทศคู่ค้าของสหรัฐ ไม่ว่าจะ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป รวมถึงเวียดนาม ต่างก็มีผลการเจรจาที่ออกมาค่อนข้างดี”
สำหรับมุมมองเศรษฐกิจไทยนั้น นางสาวดรุณรัตน์ กล่าวว่า ตลาดรับรู้แล้วว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ในภาคการส่งออกที่คิดเป็น 60% ของจีดีพีไทยนั้น ในครึ่งปีแรกก็ยังดีไม่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษี แต่ในครึ่งปีหลังน่าจะอ่อนตัวลงผลจาก Tariffs แต่จะอ่อนตัวลงแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผลการเจรจา รวมถึงการเรียกเก็บ Tariffs ประเทศอื่นๆ ในแถบอาเซียน ซึ่งหากอยู่ในอัตราเดียวกัน ส่งออกไทยก็คงกระทบไม่มาก แต่ถ้าไทยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ตรงนี้ผลกระทบก็จะมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐมาก
*ลงทุนตรงยังขยายตัวดี
ในส่วนของภาคการลงทุนนางสาวดรุณรัตน์ กล่าวว่าจากการติดตามกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมของไทย ยังไม่มีบริษัทไหนที่ออกมาลดเป้าหมายการขายที่ดินลง ส่วนหนึ่งอาจเพราะ นักลงทุนที่เข้ามาลงทุนตรงในไทย ต้องการใช้ไทยเป็นฐานกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดผลกระทบกำแพงภาษี โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐและจีน ดังนั้นในภาพรวมของการลงทุนตรง ก็ยังคงขยายตัวดีอยู่
“แต่กลุ่มธุรกิจไหนที่ต้องการส่งออกไปยังสหรัฐ ในส่วนนี้เราก็เห็นถึงการทบทวนแผน จับตารอผลการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็ยังไม่ได้มีการยกเลิกแผนการลงทุนแต่อย่างใดซึ่ง ก็อยู่ในช่วงของรอความชัดเจนเรื่องกำแพงภาษี”
นางสาวดรุณรัตน์ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนตรงในไทย และไม่กระทบต่อกำแพงภาษีนั้น มี ดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานสะอาด ยานยนตร์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการรีไซเคิลแบตเตอรี
ส่วนภาคการท่องเที่ยว แม้จีนจะเข้ามาเที่ยวลดลง แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่นเข้ามาเสริมบ้าง และอัตราการใช้จ่ายต่อหัวก็อยู่ในระดับที่สูงโดยปีนี้ คาดว่านักท่องเที่ยวจะเข้ามาพอๆ กับปีที่แล้ว คือราวๆ 35 ล้านคน โดยกลุ่มที่น่าจะได้รับผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวชะลอตัว เป็นกลุ่มพาณิชย์ (Commerce), กลุ่มค้าปลีก (Retail) อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Retailที่พึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังคงน่าสนใจกว่ากลุ่ม Retailที่พึ่งพาเฉพาะการบริโภคภายในประเทศ
ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนั้น พอร์ตการลงทุนก็จะถูกปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยก่อนหน้านักลงทุนอาจดูเรื่องของ Valuation แต่ปัจจุบัน ธีมจะเปลี่ยนไปหาหุ้น Quilty คือไม่ได้ดูที่ราคาถูกหรือแพงเท่านั้น แต่ต้องเป็นหุ้นที่งบการเงินแข็งแกร่ง มีความสามารถในการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ เป็นหุ้นคุณภาพ
ในส่วนของมาตรการการเงินการคลังนั้น นางสาวดรุณรัตน์ มองว่า แบงก์ชาติน่าจะปรับลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ หลังจากที่ลดไปแล้วก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัว ขณะเดียวกันจำนวนนักท่องเที่ยวก็มีแนวโน้มลดลง คาดว่าในช่วงที่เหลือหากยังต้องการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอีก แบงก์ชาติก็ยังมีช่องให้สามารถปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้ต่อ โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ที่ 1.75% ต่อปี
ส่วนนโยบายการคลัง มองว่าน่าจะมีการนำมีเงินจาก ดิจิทัล วอลเล็ต ที่เตรียมไว้แจกในเฟสถัดๆ ไป นำไปใช้จ่ายส่วนที่จำเป็นมากกว่า เช่น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีสหรัฐ หรือกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าจีน เป็นต้น