โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

มาครงและปูตินหารือเรื่องอิหร่านและยูเครนในการเจรจาครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022

ไทยโพสต์

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 12.34 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 05.16 น.

เอมมานูเอล มาครงและวลาดิมีร์ ปูตินได้พูดคุยทางโทรศัพท์เป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีครึ่ง โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศสเรียกร้องให้หยุดยิงในยูเครน แต่ผู้นำรัสเซียตอบโต้ด้วยการกล่าวโทษตะวันตกว่าเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส (ซ้าย) และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย (Photo by Ludovic MARIN and Alexander NEMENOV / AFP)

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพุธที่ 2 กรกฎาคม 2568 กล่าวว่า หนึ่งสัปดาห์หลังจากการหยุดยิงในการรบพุ่ง 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศสได้ต่อสายพูดคุยทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022

มาครงได้เรียกร้องให้เกิดการหยุดยิงในยูเครน แต่ปูตินตอบโต้ด้วยการกล่าวโทษชาติตะวันตกว่าเป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

ทั้งนี้ การสู้รบยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดบนแผ่นดินยูเครนมานานกว่าสามปีหลังจากที่รัสเซียรุกรานเพื่อนบ้านอย่างเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งจุดชนวนให้เกิดสงคราม โดยมีความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เกิดขึ้น

ผู้นำทั้งสองคนยังได้หารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน โดยมาครงเสนอให้รัฐบาลมอสโกและปารีสทำงานร่วมกันเพื่อลดความตึงเครียด

การหารือของสองผู้นำกินเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมาครงและปูตินตกลงที่จะติดต่อเกี่ยวกับยูเครนและอิหร่านเพิ่มเติมในอนาคต

ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสระบุว่า มาครงเน้นย้ำถึงการสนับสนุนอย่างไม่ลดละของฝรั่งเศสต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของยูเครน พร้อมเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและการเจรจาระหว่างยูเครนกับรัสเซียโดยเร็วที่สุดเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่แถลงการณ์ของฝั่งรัสเซียระบุว่า ปูตินเตือนมาครงว่าความขัดแย้งในยูเครนเป็นผลโดยตรงจากนโยบายของรัฐตะวันตกที่เพิกเฉยต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัสเซียมาหลายปีและสร้างสะพานแห่งการต่อต้านรัสเซียในยูเครน

รัสเซียระบุว่า ปูตินบอกกับคู่หูฝรั่งเศสของเขาว่าข้อตกลงสันติภาพใดๆ ควรเป็นข้อตกลงที่ครอบคลุมมากพอต่อการขจัดสาเหตุหลักในวิกฤตยูเครนและต้องยึดตามความเป็นจริงของดินแดนใหม่

ประธานาธิบดีมาครงได้แจ้งให้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนทราบถึงแผนการพูดคุยกับปูติน และจะพูดคุยกับเขาในภายหลัง ตามการระบุของทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส

"ประธานาธิบดีทั้งสองท่านได้ตัดสินใจประสานความพยายามของตนและจะพูดคุยกันในเร็วๆ นี้เพื่อติดตามเรื่องนี้ร่วมกัน" ทำเนียบฯระบุเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ มาครงได้เรียกร้องให้อิหร่านคลายความตึงเครียดโดยดำเนินการ "ไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียม" ในโครงการนิวเคลียร์

รัสเซียซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเช่นเดียวกับฝรั่งเศส มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำฝ่ายศาสนาของอิหร่าน และได้เรียกร้องให้มีการแก้ปัญหาทางการทูตต่อความตึงเครียดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมาเป็นเวลานาน

ทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซียระบุว่าปูตินเน้นย้ำถึง "สิทธิตามกฎหมายของอิหร่านในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์สำหรับพลเรือน" และเสริมว่าประธานาธิบดีทั้งสองเห็นพ้องกันว่าความขัดแย้งเกี่ยวกับกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านและความขัดแย้งในตะวันออกกลางอื่นๆ ควรได้รับการแก้ไขโดยวิธีการทางการทูต และผู้นำทั้งสองจะติดต่อกันต่อไปในเรื่องนี้

ในปี 2022 มาครงพยายามโทรหลายครั้งเพื่อเตือนปูตินไม่ให้รุกรานยูเครน และเดินทางไปมอสโกในช่วงต้นปีนั้น

เขายังคงติดต่อทางโทรศัพท์กับปูตินหลังจากการรุกราน แต่การเจรจาก็หยุดลง โดยการโทรศัพท์ครั้งสุดท้ายระหว่างประธานาธิบดีทั้งสองย้อนไปถึงเดือนกันยายน 2022

ในปีที่แล้ว มาครงได้เข้มงวดกับรัสเซียมากขึ้น โดยกล่าวว่าการรุกคืบไม่หยุดยั้งของรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อยุโรปทั้งหมด

ในเดือนเมษายน 2024 เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียและเซบาสเตียน เลอกอร์นู รัฐมนตรีกลาโหมฝรั่งเศสในขณะนั้นซึ่งเป็นคนสนิทของมาครง ได้หารือกันด้านประเด็นความมั่นคงก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปารีส

นั่นเป็นการติดต่อระดับสูงอย่างเป็นทางการครั้งสุดท้ายระหว่างทั้งสองประเทศ

การโทรศัพท์ของมาครงกับปูตินเกิดขึ้นในขณะที่ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งหยุดชะงักในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งสองฝ่ายถูกกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯที่ต้องการหาทางออกและเคยเจรจากันโดยตรงกับปูตินเมื่อเกือบหนึ่งเดือนก่อน แต่รัฐบาลมอสโกกลับเพิ่มการโจมตียูเครนอย่างรุนแรงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

กองทัพรัสเซียได้ทำลายล้างพื้นที่ทางตะวันออกและทางใต้ของยูเครน พร้อมทั้งยึดครองดินแดนได้เป็นบริเวณกว้าง

การวิเคราะห์ของเอเอฟพีที่เผยแพร่ล่าสุดพบว่า รัสเซียเพิ่มการโจมตีทางอากาศอย่างมากในเดือนมิถุนายน โดยยิงโดรนหลายพันลำเพื่อกดดันระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศที่กำลังเผชิญกับสงครามยืดเยื้อและประชากรพลเรือนที่อ่อนล้า ส่งผลให้รัสเซียได้ดินแดนคืนมามากที่สุดในรอบ 8 เดือน ขณะที่เร่งรุกคืบเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...