โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กองหุ้นไทย” ครึ่งปีแรก ผลงานดิ่งหนักเฉลี่ย -20.20% “แพ้ตลาด”... Top5 กลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” โชว์เฉลี่ยติดลบเพียง -6.15% “บล.ทิสโก้” หั่นเป้าดัชนีสิ้นปีเหลือ 1,208 จุด !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 10.06 น. • สรวิศ อิ่มบำรุง

สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่องผลงานกลุ่ม “กองหุ้นไทย” กันบ้าง หลัง “ตลาดหุ้นไทย” (SET Index) ครึ่งปีแรกดำดิ่งทิ้งตัวลงไปอีก -22.19% (SET TRI -19.87%) ติดทำเนียบหนึ่งตลาดผลงาน “ยอดแย่ของโลก” ไปเรียบร้อย
กดผลงาน “กองหุ้นไทย” ให้แดงยกแผง ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -20.20% แพ้ตลาดไปฉิวเฉียด โดยมีกองทุนที่มีผลงาน “ดีกว่าค่าเฉลี่ย” กลุ่มเพียง 45% เท่านั้น

โดยกลุ่ม “หุ้นเล็ก” อาการหนักสุด ดัชนี sSET” -25.99% (sSET TRI -23.41%) และ mai” -26.03% (mai TRI -24.30%) ตามลำดับ (ที่มา: setsmart.com, วันที่ 30 มิ.ย. 25)
จึงไม่น่าแปลกใจว่า “กองหุ้นไทย” ไซส์กลาง-เล็กจะรั้งท้ายตารางไปครองในช่วงครึ่งปีแรกนี้ด้วยเช่นกัน
ภายใต้ปัจจัยลบทั้งต่างประเทศและการเมืองในประเทศที่รุมเร้า ยังคงจะกดดันทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” ช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่อง ตลาดก็มีการหั่นเป้าลงมาเหลือประมาณ 1,200 จุด บวกลบ มากน้อยแตกต่างกันไป ถือว่ายังพอมี Upside จากปัจจุบันอยู่บ้างประมาณ 9% จากปัจจุบัน
สำหรับ 5“กองหุ้นไทย” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ช่วงครึ่งปีแรก มีกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

“กองหุ้นไทย” ครึ่งปีแรกแดงยกแผง ผลงานดิ่งตามตลาดเฉลี่ยติดลบ -20.20%…“TISCOHD-A” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด -3.37% ส่วน “KMSLTF-A(A)” ดิ่งหนักสุด -37.19%

สำหรับผลงานของ “กองหุ้นไทย ครึ่งปีแรก (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 25) ทั้ง 552 กอง ปีนี้ผลงานร่วงตามตลาดทำตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -20.20% โดยกองทุนทั้งหมด 100% ผลงานยังคง “ติดลบ” กันถ้วนหน้า
โดยกองที่มีผลงาน “ดีสุด” ทำผลตอบแทนได้ -3.37% ส่วนกองที่มีผลงาน “แย่สุด” ผลตอบแทนยังติดลบอยู่ -37.19% หรือต่างกันอยู่ 33.82%
สำหรับ 5 “กองหุ้นไทย ที่มีผลงาน “ดีสุด” ครึ่งปีแรกนี้ (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนหลักเดียวกัน) ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” ถึง 4 กอง มีเพียง 1 กอง ของบลจ.บัวหลวงที่เป็น “กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก” แทรกเข้ามา โดยทั้ง 5 กองทำผลตอบแทนรวมกันได้เฉลี่ย -6.15% นำมาโดย

  • TISCOHD-A ของบลจ.ทิสโก้-3.37%

  • “PRINCIPAL EEF-X” ของบลจ.พรินซิเพิล-6.36%

  • K-VALUE” ของบลจ.กสิกรไทย-6.61%

  • TDSLTF-B” ของบลจ.ทิสโก้-7.04%

  • BSIRIRMF” ของบลจ.บัวหลวง-7.36%

ส่วน 5 “กองหุ้นไทย” ที่มีผลงาน “แย่สุด” ครึ่งแรกปีนี้ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ -33.35% ประกอบด้วย

  • KMSLTF-A(A)” ของบลจ.กสิกรไทย-37.19%

  • KKP TQG-SSF” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร-33.88%

  • “SCBMSE” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -33.41%

  • TMSLTF-A” ของบลจ.ทิสโก้ -31.18%

  • ASP-GLTF-T” ของบลจ.แอสเซท พลัส-31.11%

“ซึ่งเป็น ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ ถึง 4 กอง สอดคล้องกับภาพรวมของ ‘ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก’ ที่ปรับตัวลงหนักในปีนี้ ทั้ง sSET TRI -23.41% และ mai TRI -24.30% ตามลำดับ (ที่มา:setsmart.com, วันที่ 30 มิ.ย. 25) ในขณะที่เป็น ‘กองหุ้นใหญ่’ติดเข้ามา 1 กอง ของบลจ.แอสเซท พลัส”

“หุ้นไทย” ครึ่งปีแรกร่วงแรง -22.19% แย่กว่าตลาดอื่นในโลก…ครึ่งปีหลัง “ปัจจัยลบ”รุมเร้าโดยเฉพาะการเมือง “บล.ทิสโก้” หั่นเป้าปีนี้เหลือ 1,208 จุด

สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ครึ่งปีแรกเคลื่อนไหวแย่กว่าตลาดหุ้นต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ปรับตัวลง -22% เทียบกับ “หุ้นโลก” (MSCI World Index) และ “หุ้นเอเชีย” (MSCI Asia ex. Japan) ที่ปรับตัวขึ้น +8% และ +14% ตามลำดับ โดยหุ้นไทยให้ผลตอบแทนรายปีติดลบต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี23 สวนทางหุ้นต่างประเทศที่ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า ถูกกดดันจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้าและกำไรบริษัทจดทะเบียนไม่เติบโต
ทาง “บล.ทิสโก้” มองว่า SET Index ครึ่งปีหลังยังอ่อนไหวไปตามสถานการณ์ภายในและภายนอกที่ไม่แน่นอนสูง ความไม่แน่นอนทางการเมืองคาดจะส่งผลให้ SET Index อ่อนไหวไปตามสถานการณ์จนกว่าจะมีความชัดเจนทางการเมืองเกิดขึ้นและ/หรือตลาดซึมซับข่าวการเมืองไปมากแล้ว (ซึ่งต้องใช้เวลาและติดตามพัฒนาการต่าง ๆ ต่อไป) หากเกิด “อุบัติเหตุทางการเมือง” เช่น นายกฯ หลุดออกจากเก้าอี้หรือลาออกจากตำแหน่ง แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่สภาผู้แทนราษฎรยังคงอยู่ต่อไปและเลือกนายกฯ คนใหม่ โดยเมื่อการเมืองมีความชัดเจนของตำแหน่งนายกฯ คาดตลาดจะตอบสนองในทางบวก
“จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยหลังจากที่มีความชัดเจนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 4 ครั้งล่าสุด SET Index ตอบรับเชิงบวกด้วยการค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นเฉลี่ยราว +2.8% ถึง +4.4% ในช่วง 2-4 สัปดาห์ข้างหน้า”

สำหรับ “กรณียุบสภา” ถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองที่ส่งผลกระทบระยะสั้นรุนแรงกว่านายกฯ ลาออก เพราะการเมืองเข้าสู่ช่วงสุญญากาศนานกว่าและมีความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้ง จากการศึกษาความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนและหลังยุบสภาในอดีตพบว่า ตลาดหุ้นจะตอบสนองแตกต่างกันมีทั้งบวกและลบขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางการเมืองเป็นสำคัญ
“อย่างไรก็ดีหลังจากยุบสภาไปจนถึงมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ตลาดหุ้นไทยมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย +1.1% (Max. = +10.1%, Min. -10.1%) เรามองว่าเป็นผลมาจากตลาดมีความคาดหวังทางการเมืองในเชิงบวกเกี่ยวกับนโยบายพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง และการเลือกตั้งมักจะทำให้มีเม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น”
มองหุ้นไทยยังมีความผันผวน ปรับลด SET EPS ปี 2025-26F ลงจากเดิม 81.8/86.3 บาท เป็น 74.6/81.1 บาท เพื่อสะท้อนศักยภาพด้านเศรษฐกิจและแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่อ่อนแอท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว นอกจากนี้ เราปรับลด Fwd. PER ที่เหมาะสม (De-rating) จาก 15.5 เท่าเป็น 14.9 เท่า และปรับเป้า SET Index ปีนี้/ปีหน้าลงเป็น 1,208 / 1,279 จุด (จากเดิม 1,337 / 1,405 จุด)
“ตลาดหุ้นไทย” ปัจจุบันขึ้นมายืนเหนือ 1,100 จุด อีกครั้ง หลายคนมองว่าอาจจะผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว “Downside” ค่อนข้างจำกัด มี Forward 12M P/E 11.48 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 15.78 เท่า ในขณะที่คาดการณ์กำไรบจ.ยังโตได้ +7.05% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 27 มิ.ย. 25) ท่ามกลางความผันผวนระยะสั้น อาจเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาวได้เช่นกัน
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...