อิหร่านทิ้งไพ่สุดท้าย! ปิดช่องแคบฮอร์มุช ดันราคาน้ำมันพุ่ง หนุนหุ้นปิโตรฯ
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากกรณีความขัดแย้งระหว่างในตะวันออกกลาง ระหว่างประเทศอิสราเอลและอิหร่านกำลังปะทุความรุนแรง
โดยหลังสหรัฐฯ ดำเนิน Operation Midnight Hammer ด้วยการโจมตีเป้าหมายทางด้านนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่าน ได้แก่ ฟอร์โดว์ (Fordow), นาทานซ์ (Natanz) และอิสฟาฮาน (Isfahan) ส่งผลให้ความตึงเครียดในตลาดน้ำมันโลกยกระดับขึ้น
ล่าสุดมีข่าวว่าสภาอิหร่านมีมติให้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เนื่องจากน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวราว 20% ของโลกผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นราว 4-5% ก่อนอ่อนตัวลงเหลือ 2%
"การปะทุของสงครามระหว่างและอิสราเอลในรอบนี้ ดูเหมือนว่าประเทศพันธมิตรอย่างรัสเซีย จีน และซาอุฯ จะดูอ่อนลงมา ไม่ได้มีท่าทีในการแสดงออกถึงการให้ความช่วยเหลือ ทำให้ผู้นำอิหร่านต้องเปิดไพ่ใบสุดท้ายในมือ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมองว่าจะนำไปสู่การเจรจาในระยะถัดไป"
ทั้งนี้ ยังคงต้องจับตาความยืดเยื้อของสงคราม และแนวทางการตอบโต้ของอิหร่านที่จะกำหนดโทนของการลงทุนในระยะถัดไป สำหรับการลงทุนในกลุ่มหุ้นปิโตรเลียมนั้น มองว่าในสัปดาห์นี้อาจต้องพักรอดูสถานการณ์ไปก่อน ว่าท้ายที่สุดแล้วจะยืดเยื้อต่อไป หรือเจรจากันได้
ประเมินผลต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ เบื้องต้น ดังนี้
- ราคาน้ำมันขึ้น เป็นบวกกับผู้สำรวจและผลิต รวมถึงโรงกลั่น อาทิ PTTEP, BCP, TOP, SPRC)
- กระทบต้นทุนของผู้บริโภคน้ำมัน อาทิ สายการบิน, โรงไฟฟ้า (ราคา LNG ขึ้นตามน้ำมันดิบ) อาทิ BA, AAV, BGRIM, GPSC
- การระงับนำเข้าน้ำมันของเขมร คาดว่าไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นปัจจัยถ่วงด้านจิตวิทยาต่อ OR ที่ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเข้ากัมพูชาสูงสุดเป็นอันดับ 1
ส่วนหุ้นแนะนำ PTTEP (ราคาเป้าหมาย 120 บาท) เพราะด้วยราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นในระดับ 75-80 ดอลลาร์/บาร์เรล มีโอกาสส่งผลบวกต่อประมาณการกำไรจากสมมติฐานที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ประเมินราคาน้ำมันแถว 70+/- ดอลลาร์/บาร์เรล ตัดขาดทุน 105 บาท
ราคาน้ำมันดิบพุ่งหนุนปิโตรฯ
บล.เอเซียพลัส ให้มุมมองต่อกลุ่มหุ้นปิโตรเลียมว่า อิหร่านมีโอกาสประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช หลังรัฐสภาอิหร่านมีมติเอกฉันท์ รอเพียงสภาความมั่นคงอิหร่านอนุมัติ ซึ่งหากปิดจริงคาดจะส่งผล กระทบต่อการส่งออกน้ำมันทั่วโลกถึง 20% เพราะเป็นเส้นทางการส่งออก น้ำมันจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ทำให้ทิศทางราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่จะปรับตัวสูงขึ้น
ประเมิน การวิเคราะห์ความอ่อนไหว (sensitivity analysis) เบื้องต้นหากสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิง ดูไบปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ดอลลาร์/บาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อ FV ของหุ้นที่ ได้รับผลบวกหลักทั้ง PTTEP และ PTT ราว 5 และ 2 บาท/หุ้น ตามลำดับ
โดยราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นจากภาวะสงครามถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อ หุ้นในกลุ่มปิโตรเลียมทั้ง PTTEP, PTT, TOP, PTTGC, IRPC, SPRC, BCP แต่ TOP PICK เลือก PTTEP เนื่องจากได้รับผลบวกโดยตรงสุดของ กลุ่ม โดยมีรายได้แปรผันโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบ
ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นจะได้รับผลบวกในเชิง Stock Gain เพราะยังต้องดูค่าการกลั่นเป็นหลัก ว่า ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิหรือไม่ ส่วน PTT นั้น อาจได้รับผลกระทบเชิง กระแสลบจากประเด็นกัมพูชา ตาม OR และ กลุ่มโรงกลั่น แม้ผลการดำเนินงานจะกระทบไม่มีนัยยะก็ตาม
ทั้งนี้ หากกรณีสงครามจบลง สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติ ราคาหุ้นของกลุ่มปิโตรเลียมอาจจะมีการปรับฐานได้ เพราะยังมีแรงกดดัน รออยู่ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี และการปรับเพิ่ม กำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+
หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช…
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า แนวโน้มราคาพลังงานระยะสั้นจะปรับเพิ่มสูงขึ้นจากความเสี่ยงที่สงครามจะยืดเยื้อ และมีโอกาสที่จะขยายวงกว้าง โดยฝ่ายวิจัยเชื่อว่ามีโอกาสที่สงครามจะยืดเยื้อ และมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจจะโจมตีอิสราเอลต่อไป และอาจรวมถึงฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศตะวันออกกลางอื่นๆ ซึ่งมีอย่างน้อย 19 แห่ง และมีทหารประจำการอยู่ 4.00-5.00 หมื่นนาย
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยเห็นถึงความเสี่ยงขาขึ้นที่เป็นไปได้ที่อิหร่านจะพยายามปิดทางเดินเรือผ่าน Strait of Hormuz เชื่อว่าอาจจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นสูงกว่า 100.0 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้ในระยะสั้นถึงกลาง ในเบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังประมาณการสมมตฐานราค่าน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยของทางฝ่ายไว้ที่ 70.0 ดอลลาร์/บาร์เรล
กดดันสินทรัพย์เสี่ยง
บล.ไอร่า ระบุว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คาดตลาดจะมีความกังวลมากขึ้นหลังสหรัฐฯ เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน กระตุ้นความกังวลความรุนแรงตะวันออกกลางอาจทวีความรุนแรงขึ้น แต่มองว่าสงครามดังกล่าวจะยังไม่ขยายเป็นวงกว้าง เป็นเพียง Noise รบกวนตลาดในระยะสั้น และคาดจะส่งผลให้ราคาทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยง และน้ำมันผันผวนในระยะสั้น
โบรกโหวต PTTEP ตัวเก็งหลัก
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า จากกรณีการเกิดสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน โดยที่มีสหรัฐฯ เข้ามาร่วมวงด้วยล่าสุดนั้น ยิ่งกดดันในภาวะสงครามตะวันออกกลางมีความตึกเครียดเพิ่มมากขึ้น ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่น่าจะทำให้สินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูง
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent MTD ปรับตัวขึ้น 21% เนื่องจากตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศต่อสถานที่นิวเคลียร์สำคัญของอิหร่าน โดยฝั่งอิหร่านกำลังพิจารณาด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็น 20% ของปริมาณการค้าพลังงานโลก หนุนราคาน้ำมันอีกครั้ง
จากปัจจัยราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น มองว่าเป็น Sentimant เชิงบวกต่อ PTTEP โดยคาดการเติบโตของปริมาณการขาย PTTEP ในปี 68/69 ที่ +3.7% และ 6.7% ตามลำดับ หลังจากการแหล่งเอราวัณผ่านช่วง ramp up ในปีที่ผ่านมา และโครงการเพิ่มเติมที่ซื้อเข้ามา เป็นปัจจัยหนุน
แม้ว่าทางฝ่ายคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบ Brent ปี 68/69 ที่ราว 67-68 ดอลลาร์/บาร์เรล ปรับตัวลงจากปี 67 ที่ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่ ณ ราคาปัจจุบัน คิดเป็น PE68 ที่ 7.2 เท่า (-0.7SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) โดยประเมินราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 132.00 บาท
บล.ฟิลลิป ระบุว่า สงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่เพิ่มระดับมากขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันยังมีโอกาสปรับขึ้น จากล่าสุดที่อิหร่านมีแนวโน้มจะโต้กลับสหรัฐฯ โดยมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการช่องแคบฮอร์มุช ที่อยู่ชายฝั่งทางใต้ของอิหร่าน และเป็นจุดขนส่งน้ำมันสำคัญ
แม้จะยังไม่มีการปิดจริงแต่ เนื่องจากสัดส่วนการขนส่งน้ำมันที่มีนัยสำคัญพอสมควร ทางฝ่ายคาดว่าอาจเกิดแรงกดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น จากปัจจัยที่กระทบด้านอุปทานข้างต้น มองว่าจะเป็นแรงหนุนราคาหุ้น PTTEP ได้ต่อเนื่อง
รวมไปถึงจะเป็นผลบวกต่อผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปีตามการปรับเพิ่มของราคาน้ำมัน โดยสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากคาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 68 ประมาณ 6-7% จึงยังคงคำแนะนำซื้อ (ราคาพื้นฐาน 140.00 บาท) และสำหรับระยะสั้นมองว่าสามารถเทรดเก็งกำไรตามแนวโน้มราคาน้ำมันได้