โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ : ดื่มน้ำมะพร้าว สมองบวม เสียชีวิต จริงหรือ ?

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 04 มิ.ย. 2568 เวลา 13.54 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2568 เวลา 06.54 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บนสื่อสังคมออนไลน์มีการแชร์ข่าวที่มีคนดื่มน้ำมะพร้าวเพียงอึกเดียว เกิดอาการสมองบวม และเสียชีวิตใน 26 ชั่วโมง จริงหรือ ?

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รศ.นพ.ดร.นพพร อภิวัฒนากุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง และมีรายงานผลชันสูตรโรคในวารสารทางการแพทย์ของต่างประเทศด้วย

ข้อมูลจากข่าวที่แชร์กันระบุว่า ชายชาวเดนมาร์ก วัย 69 ปี ดื่มน้ำมะพร้าวเข้าไปเพียงเล็กน้อยโดยใช้หลอดดูด ก่อนจะหยุดเนื่องจากพบว่าน้ำมะพร้าว “มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ”

น้ำมะพร้าวที่ดื่มมีการเจาะรูและเสียบหลอด โดยตั้งทิ้งไว้ ณ อุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน 1 เดือน ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตขึ้นมาจำนวนหนึ่ง สามารถผลิตสารพิษออกมาได้ ถึงแม้จะดื่มเพียงอึกเดียวก็เกิดอาการรุนแรงและทำให้เสียชีวิตได้

อะไรคือสาเหตุการเสียชีวิต ถึงแม้จะดื่มน้ำมะพร้าวเพียงอึกเดียว ?

เนื่องจากน้ำมะพร้าวที่ดื่มมีการเจาะรูตั้งทิ้งไว้ ณ อุณหภูมิห้อง ทำให้เชื้อรา Arthrinium saccharicola ที่ปนเปื้อนในน้ำมะพร้าวเจริญเติบโตขึ้นมาผลิตสารพิษ กรด 3-ไนโทรโพรพิโอนิก (3-NPA) หรือ 3-Nitropropionic Acid : 3-NPA

จากการชันสูตรพบว่าสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตเพราะได้รับสารพิษ “กรด 3-ไนโทรโพรพิโอนิก” ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

สารพิษ “กรด 3-ไนโทรโพรพิโอนิก” ชนิดนี้ทำให้อวัยวะสำคัญล้มเหลว เช่น สมองบวม หัวใจทำงานผิดปกติ ตับวาย กล้ามเนื้อสลาย จึงเสียชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว

ที่อันตรายถึงชีวิตได้เนื่องจากเซลล์ร่างกายต้องใช้พลังงานคือออกซิเจน แต่สารพิษ “กรด 3-ไนโทรโพรพิโอนิก” ตัวนี้จะไปยับยั้งการใช้พลังงานของเซลล์ร่างกาย ทำให้เซลล์ผลิตพลังงานไม่ได้ เมื่อเซลล์ผลิตพลังงานไม่ได้เลือดจะเป็นกรด

ถ้าเกิดที่เซลล์สมอง ในเมื่อเซลล์สมองใช้พลังงานไม่ได้เซลล์สมองบวม ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้นไปกดอวัยวะในกะโหลกศีรษะ ไปกดเซลล์สมองส่วนอื่น ๆ ทำให้หายใจไม่ได้ มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเสียชีวิต

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาพิษจากเชื้อรา Arthrinium saccharicola โดยเฉพาะ แพทย์ให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการเท่านั้น

กรณีได้รับพิษไม่มาก แพทย์จะใช้วิธีรักษาแบบประคับประคอง เช่น สมองบวมน้ำก็อาจให้เครื่องช่วยหายใจ ให้ยาลดบวม และร่างกายผู้ป่วยจะค่อย ๆ ขับพิษออกมา จึงฟื้นตัวได้เร็ว

เชื้อรา Arthrinium saccharicolaพบได้ที่ไหนบ้าง ?

เชื้อรา Arthrinium saccharicola อยู่ในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในดิน อาจปนเปื้อนมาจากผลไม้อะไรก็ได้ แต่ที่พบบ่อยก็คือ เปลือกมะพร้าว และอ้อย

ในประเทศไทยมีโอกาสพบเชื้อรา Arthrinium saccharicola ได้ เพราะสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เอื้ออำนวย มีความชื้น อุณหภูมิมากกว่า 30 องศาเซลเซียส แต่ด้วยพฤติกรรมการกินของคนไทย จะไม่เก็บมะพร้าวไว้นาน ๆ จึงไม่พบปัญหานี้ในคนไทย

ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทควรดื่มน้ำมะพร้าวให้หมดในครั้งเดียว และไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าวที่ตั้งทิ้งไว้ ณ อุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน ๆ ด้วย เพราะเชื้อรามีโอกาสเจริญเติบโตได้

กินอย่างไร ปลอดภัยจากเชื้อก่อโรค ?

ประเทศไทยมีอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด การปรุงอาหารและอนามัยส่วนบุคคลจึงมีความสำคัญมาก

1. กินอาหารปรุงสุก กินให้ถูกสุขลักษณะ เช่น ก่อนกินล้างมือทุกครั้ง และใช้ช้อนกลางตักอาหาร (ทั้งการกินอาหารในบ้านและกินอาหารนอกบ้าน)

2. กรณีกินอาหารไม่หมด ควรเก็บอย่างถูกวิธีในตู้เย็น และถ้าเก็บไว้หลายวันแล้วอย่าเสียดายทิ้งได้ทันที

3. ถ้ากินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเข้าไปแล้ว มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและบอกด้วยว่าเพิ่งจะกินอะไรเข้าไป

“ดื่มน้ำมะพร้าวแล้วเสียชีวิต” เป็นเรื่องจริง แชร์ต่อได้ แต่ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า ได้รับอันตรายจากการดื่มน้ำมะพร้าวที่ตั้งทิ้งไว้ ณ อุณหภูมิห้อง นาน 1 เดือน เชื้อราเจริญเติบโตสร้างสารพิษที่ทำอันตรายกับร่างกายได้

สัมภาษณ์โดย พีรพล อนุตรโสตถิ์

เรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ : ดื่มน้ำมะพร้าว สมองบวม เสียชีวิต จริงหรือ ?

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...