“แมร์ทซ์” พบ “ทรัมป์” ดันเจรจาค้าสหรัฐ–อียู จับตาท่าทีเยอรมนีต่อสงครามยูเครน
“แมร์ทซ์” พบ “ทรัมป์” ดันเจรจาค้าสหรัฐ–อียู หวังฟื้นสัมพันธ์ ดันข้อตกลงการค้า พร้อมย้ำจุดยืนหนุนยูเครนและเพิ่มงบกลาโหมตามข้อเสนอ NATO
วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 16.06 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ฟรีดริช แมร์ทซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี มีกำหนดพบกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ในวันนี้ (5 มิ.ย.68) โดยมีประเด็นให้หารือกันมากมายในช่วงเวลาที่เกิดข้อพิพาททางการค้าและสงครามยังคงดำเนินอยู่ในยุโรป
โดยตลอดทั้งสองสมัยที่ดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ได้จุดชนวนความตึงเครียดระหว่างพันธมิตรดั้งเดิมอย่างสหรัฐกับสหภาพยุโรป โยฮันน์ วาเดอฟูล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี กล่าวในการบรรยายเกี่ยวกับความสัมพันธ์เยอรมนี–สหรัฐ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ว่า “บรรยากาศในตอนนี้ตึงเครียดกว่าที่เคยเป็นมานาน”
ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวมักใช้ถ้อยคำไม่เป็นมิตรต่อเยอรมนี เช่นเดียวกับที่ฝ่ายเยอรมนีก็ไม่ต่างกันนัก อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศมีสัญญาณดีขึ้น โดยมีรายงานว่าทั้งคู่เริ่มเรียกชื่อกันด้วยชื่อจริงแล้วหลังจากสนทนาทางโทรศัพท์หลายครั้ง การสร้างสัมพันธ์ต่อเนื่องจะเป็นภารกิจสำคัญของแมร์ทซ์ในการเยือนกรุงวอชิงตัน
ฟรีดริช แมร์ทซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี สร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับทรัมป์ จอร์น เฟลค ผู้อำนวยการอาวุโสแห่งศูนย์ยุโรป สภาแอตแลนติก กล่าวว่า “สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับแมร์ทซ์คือการสร้างสัมพันธ์ที่ราบรื่นกับทรัมป์”
พร้อมยังเสริมว่ามุมมองอนุรักษ์นิยมของแมร์ทซ์ในประเด็นผู้อพยพ ความเชื่อมโยงกับธุรกิจสหรัฐ (แมร์ทซ์เคยเป็นผู้บริหารของ BlackRock) รวมถึงภาพลักษณ์ของเขาในฐานะคนนอกระบบที่ไม่ค่อยถูกคาดหวังแต่สามารถชนะเลือกตั้งด้วยคำมั่นจะฟื้นฟูเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศล้วนสามารถดึงดูดความสนใจและความสัมพันธ์จากทรัมป์ได้
โดยประเด็นหลักในการหารือมีดังนี้
1. การค้า
เยอรมนีพึ่งพาการส่งออกอย่างสูง และสหรัฐเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนี นั่นทำให้เยอรมนีอ่อนไหวต่อวาระการค้าของทรัมป์อย่างมาก เพนนี นาส หัวหน้าหน่วยงานด้านการแข่งขันเชิงกลยุทธ์ของพันธมิตรเยอรมันแห่งกองทุนมาร์แชลล์ ระบุว่า ภาษีศุลกากรในภาคส่วนเฉพาะ เช่น รถยนต์และเหล็กกล้า กระทบต่ออุตสาหกรรมหลักของเยอรมนีโดยตรง
เพนนี นาส เสริมว่า“แมร์ทซ์ต้องการเจรจาว่ามีช่องทางใดในการปรับลดภาษีเหล่านี้หรือไม่ เช่น การทำข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอียูในการลดภาษีอุตสาหกรรมทั้งหมดเป็นศูนย์”
ฟรานซิสกา พัลมัส นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่ง Capital Economics กล่าวเพิ่มเติมว่า ทรัมป์เรียกเก็บภาษีตอบโต้แบบเท่าเทียม (reciprocal tariffs) ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรปไว้ด้วย โดยแมร์ทซ์น่าจะผลักดันแนวทางค้าเสรี และเสนอข้อเสนอของอียูที่เรียกร้องข้อตกลงภาษีศูนย์-ต่อ-ศูนย์ เป็นผลลัพธ์ในอุดมคติ
2. การสนับสนุนยูเครน
ประเด็นสงครามรัสเซีย–ยูเครนก็จะเป็นอีกหัวข้อสำคัญ โดยเฉพาะหลังจากทรัมป์สนทนาทางโทรศัพท์กับปูตินเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้นำยุโรปหลายรายพยายามกดดันให้ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อปูติน และแมร์ทซ์ก็คาดว่าจะดำเนินแนวทางเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่ง Capital Economics ระบุว่า แมร์ทซ์น่าจะย้ำจุดยืนของเยอรมนีในการสนับสนุนยูเครนอย่างแข็งขัน และสนับสนุนให้ยุโรปมีบทบาทในกระบวนการเจรจาสันติภาพ
ประเด็นที่อาจถูกพูดถึงเพิ่มเติม ได้แก่ การสนับสนุนของสหรัฐต่อทหารยุโรป การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตร และการแบ่งปันข้อมูล
3. การใช้จ่ายด้านกลาโหมใน NATO
ประเด็นความร่วมมือด้านกลาโหม โดยเฉพาะบทบาทของเยอรมนีใน NATO ก็จะถูกพูดถึงแน่นอน ทรัมป์เรียกร้องให้ประเทศสมาชิก NATO เพิ่มงบกลาโหมให้สูงถึง 5% ของ GDP ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการต่อต้าน
เฟลคชี้ว่า “แมร์ทซ์จะพยายามแสดงให้เห็นว่าเยอรมนีไม่ได้เป็นผู้ตามในด้านงบกลาโหมอีกต่อไป” โดยอ้างถึงการปฏิรูปการคลังของเยอรมนีที่เปิดทางให้เพิ่มงบ และการสนับสนุนเป้าหมาย 5% ของทรัมป์
พัลมัสระบุว่า แมร์ทซ์อาจใช้โอกาสนี้ในการประกาศเป้าหมายงบกลาโหมที่เฉพาะเจาะจงด้วย
อ้างอิง : cnbc.com