โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

KKP ผนึกกำลัง Goldman Sachs Asset Management เปิดมุมมองลงทุนครึ่งปีหลัง ชูพอร์ตคุณภาพ–หุ้นเด่น–ทองคำ–เทคโนโลยี ฝ่าคลื่นความผันผวนโลกปี 69

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 20.55 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 11.20 น.

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ร่วมกับ Goldman Sachs Asset Management ชี้เศรษฐกิจโลกครึ่งหลังปี 2568 อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่ามกลางแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์และการค้าสหรัฐ–จีน คาดดอกเบี้ยนโยบายไทยมีแนวโน้มลดลงแตะ 1.0% แนะกลยุทธ์ปั้นพอร์ต เน้นหุ้นคุณภาพ (Quality) และ หุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง (Defensive) เพื่อรักษาเสถียรภาพพอร์ตท่ามกลางความผันผวน พร้อมชู 4 กลุ่มดาวเด่นปี 2569 ได้แก่ Healthcare, หุ้นยุโรป, หุ้นอินเดีย และพลังงานนิวเคลียร์

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) จัดงานสัมมนา KKP 2025 Mid-Year Review ภายใต้ธีม “The Power of Two” (KKP-Goldman Sachs Asset Management) โดย Timothy Moe, Chief Asia Pacific Regional Equity Strategist and Co-Head of Macro Research in Asia, Goldman Sachs บรรยาย เรื่องการปรับสมดุลและทิศทางเศรษฐกิจโลก ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.เกียรตินาคินภัทร และนายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน (CIO Office) บล.เกียรตินาคินภัทร บรรยายเรื่องโอกาสการลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก

แนะลงทุนทองคำ-หุ้นรับอานิสงส์เงินดอลลาร์อ่อน

Timothy Moe Chief Asia Pacific Regional Equity Strategist and Co-Head of Macro Research in Asia, Goldman Sachs

ไฮไลท์หนึ่งจากงานสัมมนาได้แก่เวทีของ ทิโมธี โม(Timothy Moe) Chief Asia Pacific Regional Equity Strategist and Co-Head of Macro Research in Asia, Goldman Sachs ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตแต่เริ่มชะลอตัว โดยมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนด้านภาษีและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมแนะนำให้นักลงทุนเน้นโอกาสเฉพาะตัว (idiosyncratic opportunities) ที่ไม่พึ่งพาปัจจัยมหภาคมากนัก

“มุมมองของเราเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมระดับโลกสำหรับการลงทุนมี 3 กลยุทธ์ กลยุทธ์แรกคือการกระจายความเสี่ยง (Diversification) กลยุทธ์ที่สองคือ moderate beta และกลยุทธ์สามคือ ample alpha ” โมกล่าว

ความสำคัญของการกระจายความเสี่ยงก็คือ ในโลกมีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก และมีความไม่แน่นอนมากมายเกี่ยวกับนโยบาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ที่เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากสัปดาห์หน้า คือวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผัน 90 วันที่สหรัฐฯ กำหนดไว้สำหรับการจัดเก็บภาษีศุลกากร

สำหรับกลยุทธ์ moderate beta (การพิจารณาคัดเลือกหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง โดยคาดหวังผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดโดยรวม) ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงจุดสูงสุดในวันนี้ดัชนีทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 20.23% จากจุดต่ำสุดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน Goldman Sachs ปะเมินว่าการเพิ่มขึ้นต่อไปในอีก 12 เดือนข้างหน้าจะค่อนข้างจำกัด“สำหรับดัชนีทั่วโลกส่วนใหญ่ เราคาดหวังผลตอบแทนในช่วง 12 เดือนที่ตัวเลขหลักเดียวกลางๆ ถึงสูง”

ส่วนกลยุทธ์ ample alpha การเลือกลงทุนหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง ทั้งเลือกหุ้นแบบ ธีม หรือตลาดภายในภูมิภาค หรือภาคส่วนที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดรวม ซึ่งมีธีมการลงทุนที่น่าสนใจมากมายจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทน

โมกล่าวว่า แนวโน้มทั่วโลกการเติบโตกำลังชะลอตัวลง ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่าน หากน้ำมันพุ่ง 10% อาจฉุด GDP โลกลง 0.1% และดันเงินเฟ้อเพิ่ม 0.2% อย่างไรก็ดี ในภาวะที่น้ำมันแพงและภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน ตลาด ASEAN-4 หุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ และหุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง (Defensive) มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นเอเชียในภาพรวม

สำหรับฝั่งสหรัฐฯ Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP และลดโอกาสเกิดภาวะถดถอยเล็กน้อย จากแรงกดดันภาษีที่ผ่อนคลายลง แต่ยังคงกังวลเรื่องวินัยการคลังที่อาจกดดันค่าเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตร การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ อยู่ที่ 6% ถึง 7% ของ GDP ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับเศรษฐกิจที่ไม่ถดถอย และหนี้ของรัฐบาลกลางที่คาดการณ์ไว้จะสูงกว่า 100% ของ GDP และ 120% อย่างไรก็ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังคงสูงอยู่ คาดการณ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีไว้ที่ 4.50%

โดยคาดว่า S&P 500 จะให้ผลตอบแทนราว 4-5% ในอีก 12 เดือน หากไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย และประเมินเป้าดัชนีที่ระดับ 6,500 จุด

Goldman Sachs คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯจะปรับลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม และคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปี 2569 ซึ่งจะทำให้อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายหรืออัตราที่วงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสิ้นสุดลง อยู่ที่ 3% ถึง 3.25%

ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์แนะนำลงทุนทองคำในภาวะที่ความไม่แน่นอนยังสูง ตลาดกังวลความเสี่ยงด้านสถาบันในสหรัฐฯ และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังแข็งแกร่ง สำหรับตลาดหุ้นเอเชีย ให้ปรับน้ำหนักเพิ่ม (overweight)โดยเพิ่มเกาหลีใต้ ไต้หวัน และกลุ่มเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ และลดน้ำหนักสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ส่วนจีนและญี่ปุ่นยังแนะนำให้คงถือมากกว่ามาตรฐานเช่นกัน

กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลังเน้นไปที่หุ้นที่ได้อานิสงส์จากเงินดอลลาร์อ่อน หุ้นที่มีการคืนกำไรผู้ถือหุ้นสูง กำไรคุณภาพดี แนวโน้มถูกปรับประมาณการขึ้น รวมถึงหุ้นกลุ่ม Aerospace & Defense กลุ่ม AI และกลุ่มที่ได้แรงหนุนจากนโยบายรัฐจีน

Goldman Sachs มองว่าค่าเงินดอลลาร์ยังคงมีมูลค่าสูงเกินจริงในระยะยาวประมาณ 15% ห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์สนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง สำหรับสกุลเงินของเอเชีย ยังคงคาดว่าจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ โดยเฉพาะเงินบาทไทยอาจไปถึงระดับ 32 เมื่อเทียบกับดอลลาร์

เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงต้านรอบด้าน

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.เกียรตินาคินภัทร

ด้าน ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.เกียรตินาคินภัทร เผยว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงต้านรอบด้าน โดยเฉพาะจากภาคการท่องเที่ยวซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก กลับเริ่มชะลอตัวลงจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ความไม่แน่นอนจากการเจรจาการค้าแบบต่างตอบแทน (reciprocal trade) ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน การก่อหนี้ที่ลดลงในภาคการเงิน (financial deleveraging) ได้ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ

เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกับโลกจากประเด็นกดดันหรือ Headwind 3 เรื่อง

เรื่องที่ 1 คือ นักท่องเที่ยวที่หายไป นักท่องเที่ยวต้องใช้คำว่าเครื่องจักรเครื่องเดียวของ เศรษฐกิจไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในแง่ของการติบโต นักท่องเที่ยวมีส่วนเกิน 100% ใน GDP ใน 2 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ที่แนวโน้มของนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป โดยตั้งแต่ต้นปีหายประมาณ 40% และนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศทั้งหมด ตั้งแต่ต้นปีหายประมาณ 4%

“ทั้งปีมีโอกาสที่จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาในเทศไทยจะน้อยกว่าปีที่แล้ว หมายความว่าเครื่องจักรที่คอยผลักดันเศรษฐกิจใน 2 ปีที่ผ่านมา วันนี้จะไม่เป็นเครื่องจักรที่ส่งอีกแล้ว แต่จะเป็นเครื่องที่ดึงเศรษฐกิจเพราะ economic population หรือประชากรทางเศรษฐกิจไม่ได้โตขึ้นอย่างที่ในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในช่วงครึ่งหลังของปีค่อนข้างเป็นห่วงว่าตรงนี้จะเป็นตัวฉุดที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างหนืด น่าเป็นห่วงในช่วงครึ่งหลังของปีและคาดว่าเศรษฐกิจจะถึงจุดต่ำสุด (bottom) ได้ในช่วงไตรมาส 3 ไตรมาส 4 ก็น่าจะกลับไปดีขึ้นได้”

ดร. พิพัฒน์กล่าวว่า ในประเด็นนักท่องเที่ยวที่หายไป ก็เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้วที่ผ่านมา ทั้งในช่วงการปราบทัวร์ศูนย์เหรียญ เหตุการณ์เรือล่ม เมื่อหักปัจจัยฤดูกาล (Season Adjusted) นักท่องเที่ยวค่อยๆฟื้นกลับขึ้นมา แต่ช่วงหลังที่มีเรื่องความปลอดภัย นักท่องเที่ยวจีนรวมลงไปค่อนข้างมาก

“ก่อนเกิดโควิด ไทยมีนักเที่ยวจีนอยู่มา 11 ล้านคน ปีที่แล้วเข้ามาประมาณ 6-7 ล้านคน ปีนี้คาดว่าอาจจะเหลือแค่ 4 ล้านคน หมายความว่าเดิมที่เคยคาดว่านักเที่ยวรวมจะดีขึ้น สำหรับนักเที่ยวจีนก็หายไป 2 ล้านคนแล้ว วันนี้สัญญาณที่เราประเมินก็คือปีที่แล้วมี 35.5 ล้านคน ปีนี้เราประเมินว่าอาจจะเหลือแค่ 34 ล้านคนกว่า นี้ก็จะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง”

เรื่องที่ 2 คือความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของไทย แม้ในช่วงไตรมาส 1 ไตรมาส 2 ที่ผ่านมาการส่งออกขยายตัวดีมาก ในเดือนเมษายน พฤษภาคม การส่งออกต่อเพิ่มขึ้น 18% การส่งออกไปสหรัฐฯประเทศเดียวเพิ่มขึ้นประมาณ 45%

“แต่ในช่วงเดียวกันภาคการผลิต ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแค่ 1.9% ก็เกิดคำถามว่า เราเอาอะไรไปส่งออกเพราะไม่ได้ถูกรวมอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งก็คือนำเข้ามาแล้วส่งออกไป หรือไม่ก็นำออกมาจากสินค้าคงคลัง ซึ่งหากเป็นการดึงออกมาจากสินค้าคงคลัง หรือลดสต็อกลง ก็น่าจะมีการผลิตทดแทนเพิ่ม ก็เป็นส่วนที่เราหวังว่าน่าจะมีตัวเลขที่ดีขึ้นได้ แต่ตัวเลขเดือนเมษายน พฤษภาคมก็ยังไม่ดี”

ประกอบกับอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุด 3 กลุ่ม คือ รถยนต์ ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 3 กลุ่มยังเผชิญปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก แต่รถยนต์ก็เห็นภาพได้ชัดรถยนต์ ICE เจอรถยนต์ EV ปิโตรเคมีก็ประสบการแข่งขันจากจีน กลายเป็นถึงแม้มีการผลิตทดแทนกลับขึ้นมา ตัวอื่นที่ยังไม่มีก็ยังเป็นปัญหาอยู่นี่ก็เป็นตัวกดเศรษฐกิจตัวที่สอง

เรื่องที่ 3 การหดตัวของสินเชื่อภาคธนาคาร เป็นปัญหาของภาคการเงิน การปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสแล้ว ทางหนึ่งอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องของความต้องการ(Demand) คนไม่รู้จะกู้อะไร แต่สิ่งที่เห็นคือภาคธนาคารกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจว่า ถ้าปล่อยกู้ในสถานะปัจจุบันอาจจะเจอปัญหามากกว่าเดิม ทุกรายก็ค่อนข้างระวัง ปริมาณเงิน M2ต่อ GDP อยู่ในขาลง “ก็จะกลายเป็นการตั้งคำถามว่าแล้วอะไรจะมาทำให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ 3 ตัวนี้เป็นแรงกดดันที่เราคิดว่าเรากำลังเผชิญอยู่”

นอกจากนี้ยังมีความไม่แน่นอน 3 ด้านที่ไม่ได้ประเมินรวมไว้ แต่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหญ่ เรื่องแรกก็คือการเมือง “สิ่งที่เรากลัวที่สุดก็คือ ถ้าการเมืองมีปัญหาจนกระทั่งร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ไม่สามารถผ่านไปได้ เจอความล่าช้าแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2566 แล้ว GDP ไตรมาส 4 มีโอกาสติดลบได้อีก เป็นความเสี่ยงที่เรายังไม่ได้ประเมิน แต่ว่าวันนี้เราก็มีสัญญาณว่าน่าจะหาทางออกกันได้ ความเสี่ยงตรงนี้ก็ลดลง”

ในกรณีที่งบประมาณล่าช้าเหมือนที่เคยเกิดในปี 2566 จะมีผลต่อการเติบโตเมื่อเทียบรายปีของ GDP ลดลงไปได้ 1% แต่ก็เห็นพัฒนาการทางการเมืองดูเหมือนจะดีขึ้นแล้ว ก็ลดความเสี่ยงหนึ่งนั้นออกไป

KKP คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2568 ไว้ที่ 1.6% ซึ่งปรับลงจาก 1.7% และปี 2569 เหลือ 1.5%

ความไม่แน่นอนเรื่องที่สอง คือ การเจรจาการค้า ปัจจุบันสินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐเสียภาษี 10% สินค้าบางประเภท เช่น Harddisc , Electronics ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้าถูกเก็บภาษีสูงขึ้น อุปสงค์จะหายไป

“สิ่งที่จะเลวร้ายกว่าคือ ถ้าโดนอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ไม่เพียงแค่ความสามารถในการข่งขันของเราได้รับผลกระทบ ความน่าสนใจของไทยในการเป็นฐานในการผลิตก็จะได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราจะต้องจับตาก็ไม่ใช่ว่าเราโดนเท่าไหร่ เพื่อนบ้านเราเวียดนามตอนนี้โดน 20%ไปแล้ว มาเลเซียจะโดนเท่าไหร่ จีนสุดท้ายจะโดนเท่าไหร่ เป็นความเสี่ยงที่ตอบไม่ได้เลย เป็นความไม่แน่นอนจริงๆ

ดร.พิพัฒน์กล่าวว่าความไม่แน่นอนเรื่องสุดท้าย คือ ภูมิรัฐศาสตร์โลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองะหว่างประเทศ

ในอีกทางหนึ่ง แม้จะมีความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่นโยบายการคลังก็มีข้อจำกัด เนื่องจากระดับหนี้สาธารณะที่สูง การออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมอาจต้องพิจารณาการปรับเพิ่มเพดานหนี้ โดยควรมุ่งเน้นไปที่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ด้านนโยบายการเงิน อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำอยู่แล้วทำให้มีขอบเขตในการดำเนินนโยบายจำกัด ธนาคารกลางอาจต้องพิจารณาแนวทางที่แตกต่างจากเดิม (unconventional policy) เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษ โดยยังคงประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอาจลดลงสู่ระดับ 1.0%

“เราคิดว่าสิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นบวกก็คือภาวะต่างๆ ภาวะปัญหาทางการเงิน ข้อจำกัดการเงิน นโยบายการคลังน่าจะทำให้นโยบายการเงินมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น เราอาจเห็นการลดดอกเบี้นโยบายได้อีกในอีก 12 เดือนข้างหน้าลงสู่ระดับ 1.0% เป็นไปได้ และเชื่อว่าบทบาทนโยบายการเงินอาจจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และก็บทบาทที่สำคัญในนโยบายการเงินคือการปลดล็อคในเรื่องของการส่งผ่านในช่องทางของธนาคารว่าทำให้แบงค์ปล่อยกู็ และทำให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้า ได้ซึ่งเป็นภาระและบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญ”

ประเด็นสุดท้ายเรื่องของค่าเงิน สิ่งที่เห็นวันนี้ก็คือปัจจัยพื้นฐานของไทยไม่ได้ทำให้เงินบาทต้องมีแข็งขนาดนี้เลย ทั้งในแง่ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย พัฒนาการของดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเราเกินดุลน้อยลงกว่าในอดีต แม้มีการส่งออกที่ดีขึ้น แต่ว่าดุลการค้าก็ไม่ได้ดีนัก

เงินบาทในรูป NEER รูป NEER ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997 ซี่งเป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันทั้งสินค้าและบริการ แม้แนวโน้มในระยะสั้นอาจจะเห็นดอลลาร์อ่อนค่าบาทอาจจะแข็งค่า แต่ในระยะกลาง ระยะยาวน่าจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงไปกว่านี้ มิฉะนั้นความสามารถในการแข่งขันจะโดนผลกระทบต่อเนื่อง

KKP ให้กรอบเงินบาท 32- 36 ซึ่งก็เป็นกรอบที่กว้าง

ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศยังคงสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ สะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจในภาพรวม ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าวาระการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทั้งในด้านแรงงาน การศึกษา นวัตกรรม กฎระเบียบ และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

4 กลุ่มหุ้นเด่นในพอร์ตลงทุน

นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน (CIO Office) บล.เกียรตินาคินภัทร

ด้าน นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน (CIO Office) บล.เกียรตินาคินภัทร เผยว่าตลาดหุ้นทั่วโลกอาจเผชิญแรงขายในระยะสั้นจากผลกระทบภาษีนำเข้าและนโยบายกีดกันการค้า แต่คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวได้ดีในปี 2569 หนุนโดยมาตรการกระตุ้นจากสหรัฐฯ และยุโรป โดยเฉพาะการลดภาษีในสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะหนุน GDP ปี 2569 เพิ่ม 0.5% และกำไรต่อหุ้นปรับขึ้นกว่า 5%

บล.เกียรตินาคินภัทรยังคงคำแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเต็มที่ตามสัดส่วนที่เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ (fully invest) และมองว่าระดับดัชนี S&P 500 ที่ 5,800 จุดเป็นโอกาสในการทยอยเข้าลงทุน โดยมีเป้าหมายกลางปี 2569 ที่ระดับ 6,500 จุด พร้อมเน้นการถือหุ้นคุณภาพ (Quality) และ หุ้นกลุ่มป้องกันความเสี่ยง (Defensive) ซึ่งมีพื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง ความเสี่ยงต่ำ และมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เพื่อรักษาเสถียรภาพพอร์ตท่ามกลางความผันผวน

หุ้นดาวเด่นที่ควรมีในพอร์ตลงทุน:

  • หุ้น Healthcare: เด่นจาก valuation ที่ยังต่ำ กำไรฟื้นตัว และแนวโน้มการเติบโตระยะยาวจากโครงสร้างประชากรสูงวัย รวมถึงโอกาสควบรวมกิจการในกลุ่ม Biotech ที่จะเป็นแรงส่งเพิ่มเติม
  • หุ้นยุโรปในสกุลเงินยูโร: ได้อานิสงส์จากนโยบายการคลังของเยอรมนี การลดดอกเบี้ยของ ECB และ P/E ยังต่ำกว่าหุ้นโลกเฉลี่ย 10% ทำให้น่าสนใจทั้งด้าน valuation และแนวโน้มกำไรเป็นได้ทั้งการลงทุนเชิงรุกในหุ้นโลกและช่วยกระจายความเสี่ยงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

3.หุ้นอินเดีย: ได้แรงหนุนจากโครงสร้างประชากร เสถียรภาพการเมือง และการกระจายฐานการผลิตจากจีน แม้ valuation สูง แต่ยังน่าสนใจจากศักยภาพการเติบโตที่ 10–15% ต่อปี

4.หุ้นพลังงานนิวเคลียร์: เป็นโอกาสลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจจากแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตเร็วตามเทรนด์ electrification และความต้องการของ data center มีจุดเด่นคือผลิตไฟฟ้าได้เสถียร ต้นทุนต่ำและไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ความต้องการแร่ยูเรเนียมขยายตัวขึ้น

บล.เกียรตินาคินภัทรลดน้ำหนักตราสารหนี้โลกลงมาเป็น “Neutral” จากความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ และแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่ยังแนะนำลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูง อายุ 3–5 ปี ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

หุ้นไทย แนวโน้มยังอ่อนแรง คงมุมมองระมัดระวังต่อหุ้นไทยในครึ่งปีหลัง โดยประเมินกรอบดัชนีที่ 1,000–1,300 จุด จากแรงกดดันเศรษฐกิจในประเทศ ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ แนะนำกระจายการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีแนวโน้มดีกว่า

ทั้งนี้ ภายในงาน นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานที่ปรึกษาและบริหารการลงทุนลูกค้าบุคคล บล.เกียรตินาคินภัทร และRonald Lee, Head of Goldman Sachs Private Wealth Management in Asia Pacific and Co-Head of the Client Solutions Group in Asia Pacific, Goldman Sachs Asset Management ร่วมเปิดงานโดยกล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ ตอกย้ำแนวทางบริหารความมั่งคั่งสำหรับนักลงทุนไทย ในขณะที่ภายในงานสัมมนา ผู้เชี่ยวชาญของทั้งสององค์กร ร่วมถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน เช่น การจัดพอร์ตให้ตอบโจทย์ตลาดจริง กลยุทธ์การเลือกหุ้นเชิงรุกทั้งหุ้นนอกและหุ้นไทย ตลอดจนการลงทุนทางเลือกในสินทรัพย์นอกกรอบแบบเดิม เพื่อช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมและปรับใช้กับแนวทางการลงทุนของตนได้มีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง KKP และ GSAM เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “The Power of Two. One Philosophy of Wealth.” หรือการเชื่อมโยงความแข็งแกร่งระดับโลกสู่นักลงทุนไทย ผ่านการร่วมกันพัฒนาพอร์ตต้นแบบที่มีกลยุทธ์การลงทุนแบบหลากหลายสินทรัพย์ (Multi-Asset Strategy) และบริการ Discretionary Portfolio Management (DPM) ที่ปรับตามภาวะตลาดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม เป็นไปตามความมุ่งมั่นที่ชัดเจนของ KKP ในการส่งมอบข้อมูลและโซลูชันการลงทุนระดับโลก ให้นักลงทุนไทยสามารถฝ่าความผันผวน และเติบโตอย่างยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...