โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อุรุกวัยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 98% ทำไมคนไทยไม่เรียนรู้

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 10 มิ.ย. 2568 เวลา 03.26 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 16.55 น.

ประสาท มีแต้ม

ที่มาภาพ: https://earth.org/the-uruguay-way-achieving-energy-sovereignty-in-the-developing-world/

หนึ่ง ทำไมต้องนำเรื่องนี้มาบอกเล่า

ผมมีเหตุผล 2 ประการที่นำเรื่องในอุรุกวัยมาเขียน คือเพราะว่า (1) ประเทศอุรุกวัยเคยประสบกับวิกฤติพลังงานครั้งใหญ่ที่เกิดจากภัยแล้งและภัยจากการปั่นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ก็สามารถแก้วิกฤติได้อย่างยั่งยืนในเวลาไม่ถึง 10 ปี และ (2) เมื่อเรื่องนี้ถูกนำไปเล่าต่อในแวดวงวิชาการระดับโลก ผู้ฟังต่างตั้งคำถามว่า “เฮ้ย ทำได้อย่างไร ไม่เคยรู้มาก่อน และสามารถนำไปทำตามทำซ้ำได้ไหม ซึ่งคำตอบจากวิทยากรบอกว่าได้อย่างแน่นอน”

เพื่อให้เกิดความสนใจโดยเร็ว ผมขอยกเอาข้อความในภาพข้างต้นมาบอกก่อนว่า จากการเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 3% ของจำนวนคนวัยทำงาน แล้วถ้าเราเทียบกับประเทศไทยจะได้ว่ามีการจ้างงานเพิ่มถึง 1.2 ล้านคน แถมต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง

เพียงแค่นี้คนไทยผู้ประสบภัยค่าไฟฟ้าแพงมายาวนานก็น่าจะร้องว้าวแล้ว

สอง วิกฤติและความไวในการมองเห็นวิกฤติ

ผมรับรู้เรื่องนี้จากการได้ฟัง TED Talk ผ่าน YouTube ในหัวข้อ “ประเทศนี้ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนถึง 98%” โดย Dr. Ramón Méndez Galain ซึ่งพูดเมื่อกลางปี 2023 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

อุรุกวัยเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีประชากรเพียง 3.5 ล้านคน ได้คะแนน “การรับรู้การทุจริต” ถึง 76 จาก 100 มีชายแดนติดกับ 2 ประเทศขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้คือบราซิลและอาร์เจนตินา เมื่อ 15 ปีก่อน ภาคพลังงานของอุรุกวัยต้องเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน ความยากจนลดลงซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องดีมาก แต่ในขณะเดียวกันความต้องการพลังงานก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก

ในปี 2005 อุรุกวัยผลิตไฟฟ้าด้วยแหล่งพลังงานเพียง 2 ชนิดคือ พลังน้ำ 87% และน้ำมัน 13% แต่ในปี 2006 ได้เกิดภัยแล้งเนื่องจากโลกร้อน การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำจึงลดเหลือ 64% จึงต้องใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 36% ในราคาตลาดโลก $74 ต่อบาร์เรล ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการเรียกร้องให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนและพึ่งตนเองให้มากขึ้น

ในปี 2008 ภัยแล้งรุนแรงก็เกิดขึ้นอีก การผลิตด้วยน้ำลดลงเหลือ 51% น้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 39% แต่คราวนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ขึ้นไปเป็นเกือบ 2 เท่าตัว ที่เหลืออีก 10% เป็นการผลิตจากชีวมวลซึ่งถือว่าได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในเวลาเพียง 2 ปี

ดร.เมนเดซเล่าว่า ในปีที่แห้งแล้งเราต้องนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น เราถูกบังคับให้นำเข้าไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านของเราด้วยราคาที่สูงมาก ค่าใช้จ่ายส่วนเกินอาจสูงถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์ หรือ 2% ของจีดีพีของเรา และที่แย่กว่านั้น เราเริ่มประสบกับไฟดับ เราเผชิญกับพายุที่สมบูรณ์แบบ

และสอง วิกฤตินี้แหละที่เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ตามวลีที่เราท่องๆ กันจนติดปาก (แต่จริงๆ แล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก) ว่า “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” แต่ก่อนที่จะไปเรียนรู้ว่าเขาเปลี่ยนอะไรและอย่างไร ผมขอนำข้อมูลที่ผมได้ค้นคว้ามาประกอบดังภาพครับ

ดังที่ได้มีการตั้งคำถามว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในอุรุกวัยสามารถเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยของเราเอง ผมจึงขอสรุปข้อมูลที่สำคัญของประเทศไทยพร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า อุรุกวัยมีความไวในการมองเห็นวิกฤติจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง แต่ประเทศไทยเรา แม้ว่ามูลค่านำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นถึง 34% ในปี 2008 กับ 70% หลังเหตุการณ์รัสเซียบุกยูเครนในปี 2022 แต่รัฐบาลไทยก็ยังมองไม่เห็น ดังหลักฐานในแผ่นภาพครับ

สาม พลังของการเคลื่อนไหว

วิทยากรใน TED Talk ครั้งนี้ คือ ดร.เมนเดซ (เกิด 1960) จบปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์จากประเทศอาร์เจนตินา เขาสนใจเรื่อง Big Bang (การกำเนิดและวิวัฒนาการของจักรวาลในช่วง 1 ล้านวินาทีแรก) แต่ไม่เคยสนใจเรื่องพลังงานในประเทศของตนเองมาก่อนเลย แต่เมื่อประเทศเกิดวิกฤติ นักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีผู้นี้จึงเริ่มครุ่นคิดถึงทางออกจากปัญหาของประเทศ เขาเล่าถึงตัวเขาเองว่า

“ผมมองเห็นความจำเป็นที่ผมจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกของประเทศ ผมเริ่มศึกษาประเด็นด้านพลังงาน และจัดสัมมนาเพื่อจะได้หารือกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายด้าน ผมก็เข้าใจว่าประเด็นพลังงานมีความซับซ้อนเพียงใดและมีหลายมิติมากแค่ไหน แน่นอนว่ามีมิติทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ภูมิรัฐศาสตร์ วัฒนธรรม และแม้แต่มิติด้านจริยธรรมด้วย”

“ผมเริ่มเขียนถ่ายทอดความคิดของตัวเองลงไปและแทบไม่รู้ตัวว่าผลลัพธ์ที่ได้คือข้อเสนอที่เป็นองค์รวม ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมไปสู่พลังงานหมุนเวียน โดยมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานมาก วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์ที่ไม่คาดคิด ข้อเสนอของผมได้ไปถึงประธานาธิบดี (ตาบาเร บาส์เกซ, Tabaré Vázquez – คนแรกที่มาจากพรรคฝ่ายซ้ายเมื่อ 2005-2010 และ 2015-2020 อาชีพเดิมเป็นนายแพทย์ด้านมะเร็ง) และท่านก็เชิญชวนให้ผมลงมือดำเนินการตามข้อเสนอนั้น ลองจินตนาการถึงความประหลาดใจของผมดูสิครับ ท่านเชิญผมให้เป็นผู้นำฝ่ายการเมืองของหน่วยงานพลังงานแห่งชาติ (National Director of Energy) ของเรา ซึ่งในสหรัฐอเมริกาจะเรียกว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผมรับปาก”

หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ (โฆเซ่ มูฆีกา, José Mujica จากพรรคเดิม) ได้ขอร้องให้ ดร.เมนเดซอยู่ในตำแหน่งเดิมต่อไป

ดร.เมนเดซเล่าต่อไปว่า “ท่านประธานาธิบดีคนใหม่ได้ขอผมในเรื่องสำคัญหนึ่งข้อ คือให้ทำให้นโยบายนี้ได้รับการยอมรับจากทุกพรรคการเมือง เราอดทนเจรจากับทุกพรรคที่มีตัวแทนในรัฐสภา และเราก็บรรลุเป้าหมายหลังจากที่พวกเขายอมรับการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยบางประการ”

ผม (ผู้เขียนบทความนี้) ได้ขอให้ ChatGPT ค้นประวัติของประธานาธิบดีท่านนี้ ได้ความว่า “อดีตเป็นนักปฏิวัติกลุ่มกองโจรเมือง Tupamaros ถูกคุมขังนานกว่า 13 ปีในยุคเผด็จการทหาร ภายหลังเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตย ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี มีชื่อเสียงว่าเป็น “ประธานาธิบดีที่จนที่สุดในโลก” เนื่องจากใช้ชีวิตเรียบง่าย ขับรถโฟล์คเต่าคันเก่า อาศัยในบ้านไร่นาชานเมืองและบริจาคเงินเดือนส่วนใหญ่ให้กับการกุศล”

สี่ ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าลดลงเกือบครึ่ง

ดร.เมนเดซเล่าต่อไปว่า ในเวลาเพียงห้าปี เราเปลี่ยนจากการใช้พลังงานผสมที่มีส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงถึง 50% ไปสู่ระบบที่แทบจะปลอดคาร์บอนโดยสมบูรณ์ ซึ่งในปี 2017 นั้นมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนถึง 98% แล้ว สิ่งที่ทำให้กรณีของอุรุกวัยโดดเด่นคือ เกือบครึ่งหนึ่งของไฟฟ้าที่ผลิตได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน พลังงานลม แสงอาทิตย์ และชีวมวลที่ยั่งยืน

พลังงานลมเพียงอย่างเดียวสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 40% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เทียบเคียงได้กับแชมป์โลกด้านพลังงานลมอีกประเทศหนึ่ง คือ เดนมาร์ก และยังมีไฟฟ้าอีก 15 ถึง 20% ที่ได้มาจากชีวมวลที่ยั่งยืน อุรุกวัยเป็นประเทศเกษตรอุตสาหกรรมที่มีของเสียอินทรีย์จำนวนมากซึ่งมีพลังงานสูง เช่น เปลือกข้าว ฟางอ้อย และน้ำดำจากโรงงานเยื่อกระดาษ ของเสียเหล่านี้ตอนนี้ไม่ได้เป็นภาระต่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นทรัพย์สินทางพลังงาน

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้ต้นทุนรวมในการผลิตไฟฟ้าได้ลดลงจากปีละ $1,100 ล้าน เหลือเพียง $600 ล้าน ส่วนที่ลดได้ $500 ล้าน คิดเป็นประมาณ 1% ของจีดีพีของประเทศ

นอกจากนี้ “เกิดการสร้างงานใหม่ขึ้น 50,000 ตำแหน่ง ซึ่งอาจดูน้อยสำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับประเทศที่มีประชากรเพียง 3.4 ล้านคน นั่นหมายถึงราว 3% ของกำลังแรงงานทั้งหมดของประเทศอุรุกวัย”

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ง่ายเลย เราต้องสร้างนวัตกรรม และต้องเข้าใจว่าระบบพลังงานแบบนี้ต้องการการวางแผนและการดำเนินงานที่แตกต่างจากระบบแบบดั้งเดิมอย่างมาก

ดร.เมนเดซได้รับหน้าที่ออกแบบนโยบายพลังงานระยะยาว (Energy Policy 2008–2030) อย่างมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย และนำพาประเทศเข้าสู่ระบบไฟฟ้าหมุนเวียนถึง 98% ตั้งแต่ปี 2017

ห้า ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่อยากฝาก

ดร.เมนเดซได้กล่าวในช่วงท้ายของการบรรยายว่า “ตลอดสองสามปีที่ผ่านมาหลังจากที่ผมออกจากรัฐบาล ผมได้ทำงานในหลายประเทศ ตั้งแต่สาธารณรัฐโดมินิกันไปจนถึงชิลี และอีกหลายประเทศในลาตินอเมริกา รวมถึงในยุโรปและภูมิภาคอื่นๆ ด้วย ข่าวดีก็คือ แนวทางแก้ปัญหาของอุรุกวัยสามารถใช้ได้ผลในบริบทของประเทศและระบบพลังงานที่แตกต่างกัน แต่เพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้

“มีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การมีภาวะผู้นำที่เข้มแข็งและเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ในการเดินหน้าต่อไป และเพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนผ่านจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว สิ่งที่แนะนำอย่างยิ่งคือการสร้างฉันทามติทางการเมืองที่กว้างขวางที่ไม่ขึ้นกับรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง”

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2025 ดร.เมนเดซให้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานองค์กร Renewable Energy Policy Network for the 21st Century – REN21 ซึ่งก่อตั้งปี 2004 โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วนทั้งรัฐบาล องค์กรพัฒนาเอกชน ภาควิชาการ ธุรกิจและองค์การระหว่างประเทศ

หก สรุปเพื่อตอกย้ำ

หลังจากที่ ดร.เมนเดซได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธาน REN21 เขาได้กล่าวผ่านสื่อสำนักหนึ่งเป็นข้อความสั้นๆ ที่สรุปเรื่องที่ผมได้เล่ามาแล้วทั้งหมด คือ “เราได้พิสูจน์แล้วว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถเป็นจริงได้ แต่จะไม่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง ทั้งนโยบาย กฎระเบียบ กฎหมาย และโครงสร้างองค์กร”

ขอบคุณนะครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...