โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เซียนหุ้นยังต้องร้องขอชีวิต

Finnomena

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 08.54 น. • Dr.Niwes Hemvachiravarakorn

สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในช่วงเร็ว ๆ นี้ต้องบอกว่า “ยากลำบากที่สุดในชีวิต” ตั้งแต่ผมเริ่มลงทุนมาหลังปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติซับไพร์ม ไม่ใช่เพราะว่าหุ้นตกลงมามาก เพราะช่วงที่หุ้นตกลงมาในอดีตนั้นแรงและเร็วกว่าการตกของหุ้นในช่วงนี้มาก แต่เป็นเพราะว่าการตกของหุ้นในช่วงหลัง ๆ นี้ มักจะเป็นการตกลงมาอย่างช้า ๆ แต่ต่อเนื่องยาวนาน

และไม่ค่อยมีจังหวะที่หุ้นจะปรับตัวขึ้นแรงแบบที่มักจะเกิดขึ้นในอดีต นอกจากนั้น ปริมาณการซื้อขายก็ค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ ถ้ามองแบบนักเทคนิคก็อาจจะบอกว่า คนที่เล่นหุ้นหรือลงทุนในตลาดหุ้นไทยจำนวนมากคงจะขายหุ้นและทยอยออกจากตลาดไปเรื่อย ๆ หลาย ๆ คนก็อาจจะขายไม่ได้เพราะ “ติดหุ้น” ที่ซื้อที่ต้นทุนสูงกว่าปัจจุบันมาก

การลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่าแม้แต่“เซียนหุ้น” ส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถที่จะทำผลงานได้ดีหรือเอาชนะตลาดหุ้นที่ก็แย่มากอยู่แล้วได้ แม้แต่คนที่ใช้หลักการแบบ “VI” และเลือกหุ้นลงทุนโดยไม่สนใจสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้น ก็อาจจะพบว่าการคาดการณ์หรือประเมินคุณค่าของธุรกิจผิดพลาดเพราะ “ธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป” หรือบางทีก็ประเมินไม่ผิด แต่ราคาและผลตอบแทนของหุ้นก็ไม่ตอบสนองอย่างที่ควรเป็น คำว่า “ในระยะยาวราคาหุ้นจะสะท้อนพื้นฐานเสมอ” นั้น อาจจะยังจริงอยู่ แต่ในระยะยาว จอห์น เมย์นาร์ด เคน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อก้องโลกบอกว่า“ทุกคนต้องตายหมด” ก่อนที่หุ้นจะสะท้อนพื้นฐาน!

ลองมาดูย้อนหลังไปสัก 4-5 ปี ว่า“เซียนหุ้น” ชอบเล่นหุ้นตัวไหนกันบ้าง เพราะอะไร และเดี๋ยวนี้ราคาหุ้นวิ่งไปอยู่ที่ไหน

หุ้นกลุ่มแรกที่น่าจะมีส่วนทำให้เซียน VI หลาย ๆ คนรวยกันไปเลยในยุคหลังปี 2008 ที่เกิดวิกฤติซับไพร์ม ดัชนีหุ้นตกลงไปเหลือแค่ 400 จุด และนักลงทุนกลุ่มใหม่ที่มีฐานะดี หลายคนเป็นนักธุรกิจหรือมีครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ต่างก็เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นด้วยเม็ดเงินจำนวนมากและมีส่วนในการขับเคลื่อนราคาหุ้นโดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและตามความเข้าใจของพวกเขาก็คือ จะกลายเป็น “ซูเปอร์สต๊อก” และที่จริงในช่วงเวลาหนึ่ง หุ้นเหล่านั้นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นซูเปอร์สต๊อกได้จริง เพราะส่วนใหญ่แล้ว Market Cap. ของมันสูงแตะ “แสนล้านบาท”

หุ้นตัวแรกก็คือ หุ้นเครื่องดื่มเพิ่มพลังงานที่กำลังเติบโตเร็วและเป็นหนึ่งในผู้นำในตลาดไทย และกำลังพยายามไปสู่ระดับโลก โดยที่นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทมีความสามารถสูงและสามารถตีตลาดเพื่อนบ้านได้แล้ว ผลก็คือ มูลค่าหุ้นวิ่งขึ้นเป็นจรวดเกินกว่า 1 แสนล้านบาททั้ง ๆ ที่เป็น“ธุรกิจขนาดระดับกลาง ๆ” ในอุตสาหกรรมที่ “อิ่มตัว”

เวลาผ่านไปหลายปี การเติบโตของรายได้และกำไรเติบโตน้อย การเปิดตลาดต่างประเทศไม่ประสบความสำเร็จ ประเทศที่ก้าวหน้ากว่าไทยซึ่งรวมถึงจีนในวันนี้คงไม่ชอบสินค้าผู้บริโภคของไทย ในตลาดไทยเอง คนหนุ่มสาวที่มีน้อยลงยิ่งไม่เอื้อให้กับการบริโภคสินค้านี้ Market Cap. ของหุ้นลดลงเรื่อย ๆ เหลือไม่ถึงครึ่งของช่วงสูงสุด และตั้งแต่ต้นปีหุ้นตกลงมาเกือบ 30%

หุ้นตัวที่สอง อยู่ในอุตสาหกรรมการเงินที่ซื้อหนี้เสียมาเก็บหนี้ต่อ ต้นทุนในการซื้อหนี้ต่ำมาก บางทีแค่ 5% ของมูลหนี้ ดังนั้น ถ้าเก็บได้ดีแค่ 10% ต่อปี ก็กำไร 100% แล้ว มูลหนี้ที่ซื้อมามีเป็นแสนล้านบาท กำไรปีหนึ่งก็เป็นพันล้านบาทแล้วและแนวโน้มก็เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างรวดเร็ว บริษัทเก็บหนี้ “เก่งมาก” พอร์ตหนี้เป็นแสนล้านบาท ต้นทุนนิดเดียว ไม่มีอะไรมาขวางไม่ให้โตไปเรื่อย ๆ ยิ่งเศรษฐกิจแย่หนี้เสียมากบริษัทก็ยิ่งซื้อหนี้เสียได้มาก นี่คือสิ่งที่นักลงทุนเชื่อและซื้อหุ้นจน Market Cap. สูงเป็นแสนล้านบาท

รายได้รวมหลายปีต่อมาเติบโตช้า ๆ กำไรรวมก็เติบโตช้า ๆ เศรษฐกิจที่ไม่ดีทำให้คนไม่มาจ่ายหนี้ที่เสียไปแล้วตั้งนาน สุดท้ายคนก็อาจจะคิดว่าเดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วยล้างเครดิตที่เสียไปนานแล้วให้กลับมาดีได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน เหนือสิ่งอื่นใด ตอนนี้กู้เงินยากอยู่แล้ว

ราคาหุ้นไหลลงมาเรื่อย ๆ ทั้งที่กำไรก็ไม่ได้หายไปเพียงแต่ไม่ค่อยโต และอนาคตก็ดูไม่สดใส Market Cap. ตกลงมาเกือบ 90% จากจุดสูงสุด เฉพาะจากต้นปีนี้หุ้นตกลงมาแล้วเกือบ 50% จากซูเปอร์สต๊อก กลายเป็นบริษัทระดับกลางค่อนไปทางเล็ก หุ้นมีค่า PE ต่ำกว่า 10 เท่า คล้าย ๆ กับสถาบันการเงินระดับท็อปเกรดอื่น ๆ จากที่เคยมีค่า PE เกือบ 100 เท่า

ยังมีหุ้นแนว“ซูเปอร์สต๊อก” ที่มีอาการหรือลักษณะแบบเดียวกับหุ้น 2 ตัวดังกล่าวอีกหลายตัวที่ “เซียน” เข้าไปเล่นเพราะเห็นว่าเป็นหุ้นโตเร็ว และผู้บริหารมีความสามารถสูงมาก สามารถที่จะเพิ่มรายได้และกำไรต่อเนื่องยาวนานในธุรกิจที่อุตสาหกรรม“อิ่มตัว” โดยสตอรี่ก็คือ บริษัทมีผู้บริหารที่เก่งมาก สามารถแข่งขันเอาชนะคู่แข่งและมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลซึ่งทำให้ Market Cap. ในช่วงพีกสูงถึงแสนล้านบาท ทั้ง ๆ ที่เป็นบริษัท “ระดับกลาง ๆ”

และก็เช่นเดียวกัน ถึงวันนี้ หุ้นแสนล้านที่เคยเป็นขวัญใจเซียนหุ้น ก็ตกลงมา อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 50% จากจุดสูงสุด โดยที่ช่วงหนักที่สุดช่วงหนึ่งก็คือปีนี้ที่หุ้นตกลงมาไม่ต่ำกว่า 25% ในเวลาแค่ 5-6 เดือน ทั้ง ๆ ที่หลายปีที่ผ่านมาธุรกิจก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิดปกติจากช่วงที่เป็นหุ้นแสนล้านบาท

หุ้นอีกกลุ่มหนึ่งเป็นหุ้นขนาดเล็กไม่เกิน 10,000 ล้านบาทที่ช่วงหนึ่งในช่วงที่ “เซียนหุ้น” เข้าไปลงทุนมีสถานะเป็นหุ้นระดับกลาง คือ Market Cap. ระดับเช่น 20,000 ล้านบาทขึ้นไป นี่มักจะเป็นกลุ่มหุ้นที่อิงกับผู้บริโภค เช่น หุ้นขนมขบเคี้ยว หุ้นขนมหวานและเครื่องดื่ม หุ้นเกี่ยวกับความสวยงามทั้งหลายตั้งแต่เครื่องสำอาง ถึงคลินิกเสริมความงามและโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามและสปา นอกจากนั้นก็ยังมีร้านอาหารและซอส เป็นต้น

สำหรับนักลงทุนที่เป็นเซียนแล้ว หุ้นกลุ่มนี้มีความสามารถในการแข่งขัน เพราะมียี่ห้อที่อาจจะเป็นอันดับหนึ่งหรืออันดับต้น ๆ ในกลุ่มธุรกิจของตนเอง สินค้าผู้บริโภคนั้น คนมักจะติดหรือคุ้นชินกับผลิตภัณฑ์ที่เคยกินเคยใช้อยู่ ดังนั้น อย่างน้อยลูกค้าก็ไม่หนีไปไหนง่าย ๆ

จริงอยู่ สินค้าจำนวนมากมีตลาดอยู่ในประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมโดยรวมก็มักจะไม่ค่อยโตแล้ว แต่สินค้าหลายบริษัทก็มีตลาดใหญ่ในต่างประเทศด้วย และสตอรี่ก็คือ บริษัทจะโตขึ้นอีกมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับจีน หุ้นบางตัวก็ขายไปทั่วโลกรวมถึงยุโรปโดยเน้นไปทางด้านรสชาติแบบไทยเช่น ซอสเผ็ด หรือน้ำหวานผสมเนื้อผลไม้เช่น มะพร้าว เป็นต้น

หุ้นที่เคยโดดเด่นตัวหนึ่งขายขนมขบเคี้ยวเป็นผู้นำตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศบางส่วนโดยเฉพาะที่เป็นคนจีน ดังนั้น สตอรี่ก็คือ บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจและเป็น “Global Brand” คือเป็นสินค้าที่จะขายไปทั่วโลก กำไรหลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสอดคล้องกับภารกิจของบริษัท ราคาหุ้นวิ่งขึ้นและทำให้กลายเป็นบริษัทระดับกลาง อย่างไรก็ตาม ค่า PE ของหุ้นสูงลิ่วกว่า 100 เท่า ความคาดหวังของนักลงทุนก็คือ บริษัทจะ “ยึดครองตลาดจีน” ที่มีคนกว่าพันล้านคนที่ “ชอบ” สินค้าของบริษัท

ในช่วงหลายปีต่อมา กำไรของบริษัทยังเพิ่มขึ้นเร็วพอสมควร แต่ราคาหุ้นก็เริ่มทยอยลดลง สตอรี่เรื่องจีนถอยลงไปมาก ตลาดจีนมีปัญหา “ทางเทคนิค” หลายอย่าง ความฝันเรื่องจีนค่อย ๆ หมดไป อาจจะพร้อม ๆ กับการที่นักท่องเที่ยวจีนเริ่มไม่ค่อยสนใจซื้อสินค้าของบริษัทเวลามาเที่ยวไทยแล้ว ยิ่งเมื่อขึ้นปี 2568 ยอดขายและกำไรของบริษัทตกฮวบ ราคาหุ้นดิ่งเหลือไม่ถึงครึ่งของช่วงพีก และต่ำกว่าตอนสิ้นปีที่แล้วถึงกว่า 30% และทำให้ค่า PE ของหุ้นเหลือเพียงในระดับ 10 เท่าบวกลบ

และทั้งหมดนั้นก็คล้าย ๆ กับหุ้นของกินที่โดดเด่นทั้งหลายที่เหล่าเซียนเข้าไปเล่นด้วยสตอรี่ของการเติบโตโดยเฉพาะจากตลาดต่างประเทศ ซึ่งก็ช่วยขับดันราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงหลังจากนั้นก็คือ ตลาดของสินค้าผู้บริโภคของไทยนั้น มักจะไม่มีความยั่งยืนที่จะเติบโตไปได้มาก และบ่อยครั้งก็จะถดถอยลงเนื่องจากความนิยมลดลง สินค้าไทยนั้น ที่สำเร็จส่วนใหญ่อาจจะเป็นแค่ “แฟชั่น” ในต่างประเทศ

หุ้นตัวสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงทำเกี่ยวกับการศัลยกรรมเสริมความงามซึ่งก็เป็นอุตสาหกรรมที่น่าจะกำลังเติบโตในประเทศในช่วงเร็ว ๆ นี้และบริษัทเป็น“ผู้นำ” และก็กำลังพยายามขยายธุรกิจทั้งโดยตนเองและควบรวมกิจการบริษัทอื่น Market Cap. ของหุ้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายเป็นบริษัทระดับกลางที่มีมูลค่าระดับ 15,000-20,000 ล้านบาทในเวลาอันรวดเร็ว

ยอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นโดดเด่นตามคาดจนถึงสิ้นปีที่แล้ว แต่งบไตรมาศ 1 ของปีนี้กลับลดลงแรงมาก คุณภาพของธุรกิจและการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมนี้คงเริ่มส่งผลให้เห็นว่านี่คือธุรกิจที่ไม่มีใครมีความได้เปรียบที่ยั่งยืน สงครามราคาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยเฉพาะในกลุ่ม“ตลาดมวลชน” ผลก็คือ ราคาหุ้นร่วงมารุนแรงถึง 70% ในเวลาแค่ 5-6 เดือน และถ้านับจากพีก หุ้นตกลงมาแล้วเกือบ 80% ค่า PE ของหุ้นเหลือต่ำกว่า 10 เท่าจากที่เคยสูงถึงประมาณ 50 เท่า

บทสรุปของผมก็คือ หุ้นที่เซียนเข้าไปลงทุนนั้น พวกเขาเข้าไปด้วยการวิเคราะห์ในแบบของ VI โดยเฉพาะในแง่ของคุณภาพของตัวกิจการ แต่ด้วยการมองโลกในแง่ดีเกินไป อาจจะเพราะอยู่ในช่วงที่ตลาดของผลิตภัณฑ์และตลาดหุ้นที่ดี ทำให้พวกเขาให้คุณค่ากับหุ้นมากเกินไป และอาจจะมองหรือประเมินกิจการสั้นเกินไป ซึ่งนั่นทำให้เกิดความผิดพลาดในแง่ที่ว่า ประเมินหุ้นธรรมดาหรือหุ้นที่ดีพอใช้เป็นหุ้นซูเปอร์สต๊อก

และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไมหุ้นที่เซียนซื้อหรือถืออยู่นั้น ราคาลงมาต่อเนื่อง ลงหนักมากทั้ง ๆ ที่การดำเนินธุรกิจก็ยังปกติเหมือนเดิม แต่ราคาหุ้นตกลงมา 50-80% จากจุดสูงสุด และค่า PE เหลือต่ำกว่า 10 เท่า แล้วก็ยังไม่มีคนซื้อ

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...