รุ่น 3 “ชาญวีรกูล” “เป๊ก-เศรณี” ไม่ย่ำอยู่กับที่ รู้จุดแข็ง แก้จุดอ่อน
กำลัง Lucky in game Lucky in love นักธุรกิจหนุ่มหล่อไฟแรง วัย 28 ปี “เป๊ก-เศรณี ชาญวีรกูล” ทายาทรุ่น 3 ครอบครัวชาญวีรกูล หลานชายคนโตปู่ชวรัตน์ ลูกชายคนเดียวของ “เสี่ยหนู-อนุทิน” รองนายกรัฐมนตรี และ มท.1 ที่เพิ่งคุกเข่าขอ “น้องเพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม” ลูกสาวคนเดียว ของ เอ๋-ชนม์สวัสดิ์ และ “ตู่-นันทิดา แก้วบัวสาย” แต่งงาน ทำให้นักการเมือง นักธุรกิจในสังคมเมืองไทย เตรียมชุดรอฉลองงานช้างในปีหน้า
ปัจจุบัน “เศรณี” เป็นที่ปรึกษา บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น หรือ STECON Group วันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” พาไปพูดคุยทำความรู้จักกับคนรุ่น 3 ของบิ๊กรับหมาก่อสร้างที่ก่อตั้งมานานถึง 60 ปี ในมุมมองที่หลากหลายและน่าสนใจ
ทายาทรุ่น 3 บิ๊กรับเหมา
“เศรณี” หลานชายคนโตของตระกูล เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร หลังจบ ม.3 ย้ายไปโรงเรียนนานาชาติ นิสท์ ซอยสุขุมวิท 15 เรียนได้ 4 ปี จนอายุ 13 ปี เจ้าตัวและพี่สาว ถูกส่งไปเรียนต่อที่ Millfield School ประเทศอังกฤษ นาน 4 ปี กลับมาเรียนต่อคณะเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบินไปเรียนต่อ ป.โท หลักสูตรบริหารการเงินที่อังกฤษ และอาชีพแรกคือวาณิชธนกิจ ผู้ให้คำปรึกษาทางการเงิน
หลังรับใช้ชาติเป็นทหารเกณฑ์ก็มาทำงานที่ ซิโน-ไทยฯ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 ตลอด 23 ปีที่คุณพ่อ (อนุทิน) วางมือธุรกิจเข้าสู่สนามการเมืองเมื่อปี 2542 และให้มืออาชีพเข้ามารับช่วงบริหารงานต่อ ปัจจุบันผู้นำองค์กรซิโน-ไทยฯ หากไม่นับสายเลือดชาญวีรกูลแล้ว ถือว่าเป็นผู้บริหารรุ่นที่ 4
เศรณีบอกว่า เรื่องการทำงานส่วนตัวไม่รู้สึกกดดัน เพราะรู้มาตั้งแต่เด็กวันหนึ่งภารกิจนี้ต้องมาถึง ต้องมาดูกิจการที่คุณปู่ (ชวรัตน์) สร้างขึ้น จึงตั้งใจเรียนและเตรียมพร้อม
แต่การตัดสินใจเดินเข้าสู่ธุรกิจซิโน-ไทยฯ มาจากคำหนึ่งของคุณพ่อที่จุดประกาย
“ตอนแรก ๆ ผมกลัวเก่งไม่พอที่จะรับภาระธุรกิจครอบครัว แต่พ่อสวนกลับมาคำหนึ่ง แล้วจะทำอย่างไรให้เก่งพอ ถ้าเอ็งทำดีก็จะเลี้ยงดูครอบครัวได้ต่อไปในอนาคต”
ทำให้เขาตัดสินใจมาทำงานตั้งแต่อายุ 26
เขายังเล่าต่อแล้วอมยิ้มว่า การมาทำงานวันแรกคิดว่าพ่อจะมาส่ง ที่ไหนได้ พ่อส่งหน้าบ้าน ทำแค่โบกมือบ๊ายบาย ก่อนปิดประตูบ้าน จากนั้นผมก็นั่งรถเข้าบริษัท เริ่มงานวันแรกคนเดียว
ส่วนความคิดเรื่องงาน เขาตั้งใจแต่แรก จะถอดความเป็นหลานปู่ชวรัตน์ ลูกอนุทิน พร้อมฝากเนื้อฝากตัวทักทายกับพนักงานในบริษัท ตั้งแต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จนถึงเพื่อนร่วมงาน
“ตั้งแต่เข้าทำงาน ผมถอดความเป็นผู้ถือหุ้นออกด้วย ไม่อยากให้คนที่ทำงานยอมรับผมเพราะนามสกุล อยากให้ยอมรับผลงาน เพราะบริษัทขาดจากครอบครัวตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว”
ขณะที่การแบ่งเวลาทำงาน วันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ เศรณีจะอยู่บริษัท ส่วนวันอังคารและวันพฤหัสบดี จะออกสนามไปเรียนรู้โครงการต่าง ๆ
รู้จุดแข็ง แก้จุดอ่อน ซิโน-ไทยฯ
เศรณีบอกว่า ช่วงทำงานใหม่ ๆ ไฟแรงอยากเปลี่ยนโน่นนี่ แต่ต้องยอมรับว่ารูปแบบบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีประวัติยาวนาน มีเอกลักษณ์พิเศษ จึงประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนองค์กร
โดยเห็นว่า จุดแข็งซิโน-ไทย คือ ทีมวิศวกรมากฝีมือระดับต้น ๆ ของประเทศ แต่ต้องนั่งหารือเพื่อหาช่องทาง
เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มการพัฒนาให้มากขึ้น
สำหรับจุดอ่อน เรายังไม่มีการลงทุนชัดเจน โฟกัสแต่งานก่อสร้างอย่างเดียว แม้สินทรัพย์เราใหญ่แต่ต้องดูว่า ฐานทุนที่สะสมถูกนำไปใช้ลงทุนดีแล้วหรือไม่ พร้อมกับปิดความเสี่ยง
เพราะธุรกิจก่อสร้าง ถ้าวันหนึ่งเกิดพลาด หากบริษัทแข็งแรงไม่พอ แผนลงทุนอื่นไม่มี ความเสี่ยงจากความเสียหายหนักจะมาทันที ล่าสุดกำลังดูทิศทางอยู่ว่าจะไปในอุตสาหกรรมไหนต่อ
ลงทุนหลายขา ไม่ยึดแค่รับเหมา
เศรณีประเมินสถานการณ์โลกกับอนาคตองค์กรว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไว ถึงเวลาต้องต่อยอดไปอุตสาหกรรมอื่น เพราะกำไรในอุตสาหกรรมนี้บางลงมาก ไม่เหมือนอดีต
“หากเราต้องการให้บริษัทโตยั่งยืน ก่อสร้างอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ ต้องมีธุรกิจใหม่ ๆ มาเสริม”
โดยเริ่มปรับโครงสร้างและลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมสาธารณูปโภค ภายใต้ชื่อ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เป็นโฮลดิ้งที่ลงทุนธุรกิจรถไฟฟ้า โรงไฟฟ้า ทางด่วน สนามบิน รองรับเทรนด์อนาคต
จะไม่หางานแค่โครงการที่ทำเสร็จแล้วจบ เพราะหากเปลี่ยนรัฐบาล หรือประเทศเจอวิกฤต เราจะกระทบโดยตรง จึงหาธุรกิจที่สร้างฐานกำไร ไม่ต้องลุ้นเป็นโครงการ แต่รู้ว่าแต่ละปีจะมีกำไรเท่าไหร่ ส่วนกำไรจากก่อสร้างค่อยมาเป็นกำไรที่เพิ่มขึ้นจากรายได้ปกติ
สร้าง 4 เสาหลักเข้มแข็ง
พร้อมมุ่งมั่นสร้าง 4 เสาหลักให้เข้มแข็ง ประกอบด้วย เสาที่ 1 ธุรกิจหลัก ต้องแข็งแรงกว่าเดิม, เสาที่ 2 ทำธุรกิจพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าทั้งในและนอกประเทศ เสาที่ 3 โลจิสติกส์ แอนด์ ทรานส์ฟอร์เมอร์ชั่น โดยที่ทำแล้วคือ รถไฟฟ้าสายสีชมพู สายสีเหลือง มอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) มอเตอร์เวย์ M81 (บางใหญ่-กาญจนบุรี) สนามบินอู่ตะเภา และ เสาที่ 4 ลงทุนที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเดิม
ซิโน-ไทย ไม่สามารถยืนอยู่จุดเดิม ๆ ได้อีกต่อไป แม้ถูกมองเป็นบริษัทใหญ่ที่มักได้เมกะโปรเจ็กต์ หากคิดเช่นนั้นถือเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะทุกโครงการต้องประมูลแข่งกัน ที่ผ่านมาสำเร็จเพราะผลงานในอดีต หากคิดเป็นสัดส่วนกำไรแค่ 10-12% หรือ 3-5 หมื่นล้านต่อปี
เป้าหมายภายในปี 2530 ส่วนแบ่งกำไรจะอยู่ที่ธุรกิจเดิม 60% ธุรกิจใหม่ 40% ส่วน Market Cap (มูลค่าหลักทรัพย์ของบริษัท) จะพยายามดันให้ถึงแสนล้าน
หลังเข้ามาบริหารแล้ว อยากให้มีการเปลี่ยน แต่คำว่า “เปลี่ยน” ในที่นี้ คือ เปลี่ยนวิธีการทำงาน การรายงานต้องเร็วขึ้น และใช้ดิจิทัลมาประยุกต์ เข้ากับเทรนด์โลก
“วันนี้ผมไม่ได้เพลิดเพลินกับการเป็น Family Business แต่คิดตลอดว่า จะทำอย่างไรให้บริษัทคงอยู่ ซึ่งต้องมีคนเก่ง ๆ มาช่วยกันทำงาน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รุ่น 3 “ชาญวีรกูล” “เป๊ก-เศรณี” ไม่ย่ำอยู่กับที่ รู้จุดแข็ง แก้จุดอ่อน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net