‘EXIM BANK’ มั่นใจเศรษฐกิจ-ส่งออกไทยปี 68 โตต่อ 3% เผยธุรกิจไทยรับอานิสงส์นโยบาย ‘ทรัมป์’
The Bangkok Insight
อัพเดต 16 ธ.ค. 2567 เวลา 07.38 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2567 เวลา 07.38 น. • The Bangkok InsightEXIM BANK ส่องเศรษฐกิจและส่งออกไทยปี 2568 แตะระดับ 3% ครั้งแรกในรอบ 6 ปีพร้อมเผยธุรกิจไทยที่ได้อานิสงส์จากนโยบายทรัมป์ เดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อ ESG เปิดบริการใหม่ด้านวาณิชธนกิจ
นายรักษ์ วรกิจโภคาธร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวได้ 3% อีกครั้งในรอบ 6 ปี โดยมีเครื่องยนต์สำตัญในการขับเคลื่อนมาจากการใช้จ่ายภาครัฐ 3.75 ล้านล้านบาทในปี 2568 การลงทุนจากต่างประเทศ 7.2 แสนล้นบาท และภาคการบริโภค ที่พบว่าอัตราการว่างงานต่ำกว่า 1% ความหวังจากการขึ้นค่าแรง 400 บาท ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้น และการเติบโตของภาคท่องเที่ยว
ขณะที่แนวโน้มภาคการส่งออกไทยในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 3% เช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกปี 2568 จะขยายตัว 3.2% (เท่ากับปี 2567) และการค้าโลกปี 2568 จะขยายตัว 3.4% (สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ราว 2.8%)
สำหรับตลาดที่มีศักยภาพ ได้แก่ ตลาดเกิดใหม่ อาทิ อินเดีย CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) อาเซียน 5 ประเทศ และตะวันออกกลาง ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2568 สูงถึง 6.5%, 5.3%, 4.5% และ 3.8% ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาคือ นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือ ทรัมป์ 2.0 ที่จะใช้มาตรการภาษี ทั้งการลดภาษีนิติบุคคล เพื่อดึงนักลงทุนสหรัฐกลับประเทศ และการเพิ่มภาษีศุลกากรสำหรับประเทศที่การค้าได้เปรียบสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจากนโยบาย ทรัมป์ 2.0 จะส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น อัตราเงินเฟ้อลดลง
ส่วนสินค้าส่งออกไทยที่มีโอกาสกลับมายืนหนึ่งในปี 2568 โดยได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้ารวมถึงนโยบายทรัมป์ 2.0 ได้แก่ 1. สินค้ากลุ่มความมั่นคงทางอาหาร เช่น น้ำตาลทราย อาหารทะเลกระป๋อง ไก่แปรรูป 2. สินค้ารักษ์โลก อาทิ เม็ดพลาสติกชีวภาพ แผงโซลาเซลล์ 3. สินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น อาหารสุนัขและแมว เครื่องประดับเงิน เครื่องสำอาง ธุรกิจศูนย์สุขภาพและการท่องเที่ยว และ 4. เครื่องปรับอากาศและหม้อแปลงไฟฟ้า หากสหรัฐจัดเก็บภาษีจากจีนเพิ่มขึ้นตามที่ประกาศไว้
สำหรับปัจจัยสำคัญในโลกที่ต้องจับตาในปี 2568 ได้แก่ 1. ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่อาจส่งให้ค่าระวาง และราคาน้ำมันผันผวน 2. ความผันผวนของค่าเงิน และ 3. สงครามการค้ารอบใหม่ (Trade War 2.0) ซึ่งเป็นผลจากนโยบายการขึ้นภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ของว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เดินหน้าขยายพอร์ตสินเชื่อ ESG-เพิ่มบทบาทขยายบริการใหม่
นายรักษ์ กล่าวถึงแผนการดำเนินธุรกิจของ EXIM BANK ในปี 2568 ว่า จะเดินหน้าบทบาท Green Development Bank นำทัพผู้ประกอบการไทยขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำและสร้างโลกที่ยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อสนับสนุนธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental, Social, and Governance : ESG) เป็น 40% ภายในปี 2568
พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัวบริการใหม่ด้านวาณิชธนกิจ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ จัดหาเงินทุนสำหรับโครงการ รวมถึงค้ำประกันหุ้นกู้ (Bond Guarantee) แก่ผู้ประกอบธุรกิจที่คำนึงถึง ESG
ขณะเดียวกัน EXIM BANK พร้อมสนับสนุนธุรกิจส่งออกและการลงทุนที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำพาธุรกิจไทยทุกขนาดเข้าสู่ Green Export Supply Chain และมุ่งสู่เป้าหมายธนาคารด้านความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2570 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593
การดำเนินงานดังกล่าว ยังสอดคล้องกับความต้องการของโลกในการสนับสนุนทางการเงินเพื่อจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ซึ่งประเมินว่าสูงถึง 8.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ตัวเลข Climate Finance ปี 2565 มีอยู่เพียง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี เท่ากับว่ายังขาดเม็ดเงินอีกมูลค่ามหาศาลในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว
ในการดำเนินบทบาท Green Development Bank ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2567 EXIM BANK มียอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพัน 179,316 ล้านบาท และคาดว่าจะสูงกว่า 190,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2567 เพิ่มขึ้น 6.8% จาก 177,932 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566
ขณะที่สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) คาดว่าจะอยู่ที่ 3.49% ลดลงถึง 1.2% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน เป็นผลจากการติดตามคุณภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิดของธนาคาร ทำให้คาดว่า ณ สิ้นปี 2567 EXIM BANK จะสามารถทำกำไรสุทธิได้สูงกว่า 1,000 ล้านบาท
ปี 2568 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบคู่ที่ทำงานพร้อมกันทั้งจากอุปสงค์ภายในและภายนอกประเทศ ขณะที่โอกาสของธุรกิจไทยยังมีอยู่อีกมากในตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถพัฒนาสินค้าหรือบริการตอบโจทย์เทรนด์ของตลาดโลกได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจไทย จึงอยู่ที่การปรับตัวเพื่อไปต่อ ตัวอย่างเช่น การที่สินค้าจีนเข้ามาตีตลาดไทย ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในแง่ต้นทุน ทางออกที่ทำได้คือ การเข้าไปอยู่ไประบบซัพพลายเชนของผู้ประกอบการจีน ด้วยการผลิตสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของบริษัทจีนได้ ซึ่ง EXIM BANK จะขยายบริการใหม่ในการเป็นตัวกลางเชื่อมโยงธุรกิจไทยกับจีน เช่น การร่วมทุนไทย-จีน เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน เป็นต้น
EXIM BANK จึงเร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการส่งออก ด้วยนวัตกรรมทางการเงินที่จะช่วยเสริมหรือติดอาวุธให้ผู้ประกอบการแข่งขันได้มากขึ้นในเวทีโลก นำพาธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตลาดการค้าโลกปัจจุบัน
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เฮ!! ส่งออกไทย ต.ค. ขยายตัว 4.6% ดัน 10 เดือนแตะ 2.5 แสนล้านดอลลาร์
- 'EXIM BANK' คว้ารางวัล 'Bank of The Year 2024' สุดยอดธนาคารแห่งปี 2567
- EXIM BANK สานพลังพันธมิตร ยกระดับผู้ส่งออก ดันไทยขึ้นฮับอุตสาหกรรมฮาลาลในภูมิภาค
ติดตามเราได้ที่