เกิดใหม่มาเติมเต็มท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ ท่านอ๋องของข้าหล่อล้ำดั่งบุปผา [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Hangzhou Yunyuedu Network Co., Ltd.
ประพันธ์โดย : 千苒君笑
บรรณาธิการ : วลีรัตน์ แทนคง
แปลและเรียบเรียงโดย : Unknown4185
เมื่อ “เมิ่งอู่” สุดยอดนักฆ่าได้เกิดใหม่ในร่างสาวน้อยสุดอาภัพที่กำลังจะถูกขืนใจ…
ก็ดี… นางกำลังเบื่อๆ อยู่พอดี มาให้หักกระดูกคนเลวเล่นๆ ก็ไม่เลวเช่นกัน
และนอกจากคนเลวที่สวรรค์ส่งมาให้นาง “หยอกเล่น” แล้ว
ท่านยังประทานหนุ่มรูปงามมาให้อีกด้วย!
“อินเหิง” บุรุษปริศนาที่นอนจมกองเลือดกลางทุ่งข้างฟ่าง
ใบหน้างดงามดังหยกแกะสลักเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า ควรค่าเก็บมาไว้ข้างตัวยิ่งนัก!
นางตั้งใจช่วยเขาเอาไว้ เผื่อยามเหนื่อยล้าจะได้ชื่นชมความหล่อเหลา
แม้รอบกายจะมีลุงใหญ่ที่ยึดที่นาทำกิน มีลูกพี่ลูกน้องที่ช่วยลุง มีย่าที่จะเอานางไปขาย…
แต่มีหรือที่เมิ่งโจวจะยอมง่ายๆ…
ถ้าจัดการพวกเจ้าไม่สำเร็จ นางจะไม่ขอใช้แซ่เมิ่ง!
ยกเว้นเพียงหนุ่มหล่อในใจ… มากเท่าไหร่ ยากเพียงไหน นางพร้อมทุ่มให้หมดหน้าตัก
"ให้ข้าจูบเจ้าทีหนึ่งสิ แล้วข้าจะช่วยเจ้าเอง"
"เช่นนั้นเจ้าจูบเถิด"
>////////////> ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่
บทที่ 1 เรื่องราวในทุ่งข้าวฟ่าง
ครอบครัวของเมิ่งอู่ยากจนข้นแค้นยิ่ง เมื่อมารดาป่วยหนัก ย่าของนางจึงถือโอกาสรับเงินจากตระกูลหวังในหมู่บ้านด้วยหวังจะขายเมิ่งอู่ไปเป็นสะใภ้
บุตรชายของตระกูลหวังมีนามว่าหวังสี่ซุ่น อายุปาเข้าไปยี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ยังคงครองตัวเป็นโสด
มิใช่เพียงเพราะรูปโฉมอัปลักษณ์ แต่อุปนิสัยยังชั่วช้าสามานย์ ยามเหล่าเด็กสาวในหมู่บ้านเห็นเขาต่างพากันหลีกเลี่ยงไม่ต้องเอ่ยถึงการเป็นภรรยาของเขาเลย
ครั้งนี้นางเซี่ย มารดาของเมิ่งอู่ล้มป่วยจนได้แต่นอนอยู่บนเตียงมิอาจดูแลตัวเอง นางเหอผู้เป็นย่าจึงคิดจะยกนางให้แต่งงานออกไปนานแล้ว
เมื่อบุตรสาวถึงวัยออกเรือน ไฉนถึงยังเกาะครอบครัวกินอยู่เช่นนี้? ไม่รีบแต่งออกไปเล่า? นี่มิใช่ว่าสิ้นเปลืองข้าวปลาอาหารหรือ? ต้องทำงานหนักมากกว่าจะเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่เช่นนี้ก็สมควรรีบส่งไปอยู่กับครอบครัวอื่นเพื่อรับสินสอดทองหมั้นได้แล้ว
ยิ่งกว่านั้นบ้านสกุลหวังยังให้สินสอดมากกว่าบ้านอื่น นางเหอจึงไม่สนใจว่าหวังสี่ซุ่นเป็นคนเช่นไร และมิได้จัดแจงแม้แต่พิธีวิวาห์ที่เรียบง่าย นางเพียงบอกกล่าวกับบ้านสกุลหวังไว้ล่วงหน้าว่าบ้านสกุลเมิ่งจะมิให้สินเดิมติดตัวนางไป ให้หวังสี่ซุ่นมารับเมิ่งอู่กลับไปร่วมหลับนอนก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี
วันนี้หวังสี่ซุ่นที่หื่นกระหายจึงมารับคนพร้อมความยินดีปรีดา และความคาดหวัง
ทว่าผลลัพธ์นั้นเกินกว่าจะคาดหมาย นางเหอเผอเรอจนเมิ่งอู่ปีนหน้าต่างหนีไปได้
หวังสี่ซุ่นจึงรีบร้อนออกไล่ตามร่องรอยของนาง
เวลานี้เที่ยงวันแล้ว แดดร้อนแรงกล้า ชาวบ้านที่ทำงานในทุ่งนาล้วนกลับเรือนไปกินข้าว บนถนนจึงมีผู้คนผ่านไปผ่านมาน้อยนัก
หวังสี่ซุ่นวิ่งไล่ตามออกมาก็เห็นเมิ่งอู่วิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่บนทางเล็กๆ ในหมู่บ้าน เขาจึงเร่งฝีเท้าตามติดอย่างไม่ลดละ
เมิ่งอู่ยังไม่ทันร้องขอความช่วยเหลือ หวังสี่ซุ่นที่วิ่งตามหลังมาก็ยกมือหนึ่งปิดปากนาง อีกมือหนึ่งรวบเอวนาง แล้วกระชากลากถูเข้าไปในทุ่งข้าวฟ่างข้างทาง
เมิ่งอู่พยายามดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง แต่เดิมทีนางก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอยู่แล้ว
หวังสี่ซุ่นหัวเราะอย่างน่ารังเกียจ เผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยตุ่มหนองน่าขยะแขยง ผิวหนังเป็นหลุมเป็นบ่อ เมื่ออ้าปากเอ่ยวาจากลิ่นปากเหม็นฉุนโชยมา “ย่าของเจ้าขายเจ้าให้ข้าแล้ว เจ้ายังคิดจะวิ่งหนีไปที่ใดอีกเล่า?”
เมื่อมาถึงขั้นนี้ หวังสี่ซุ่นไฉนเลยยังจะมีความอดทนที่จะพานางกลับเรือนเพื่อเข้าพิธีวิวาห์อีก เขาหมายมั่นว่าจะปลุกปล้ำนางที่ทุ่งข้าวฟ่างแห่งนี้เสียก่อน แล้วค่อยว่ากัน
หลังนางตกเป็นของเขาแล้ว ถึงแม้จะไม่เต็มใจก็ต้องใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปชั่วกาล!
ในฤดูนี้ข้าวฟ่างในนากำลังเจริญงอกงาม ความเขียวขจีแผ่กว้างใหญ่ไพศาล และแน่นขนัดไปทั่วบริเวณ
ทันทีที่เมิ่งอู่ถูกเขาฉุดลากเข้าไปก็เห็นเพียงสีเขียวจากกลุ่มใบไม้ไหวเอนนิดๆ ข้าวฟ่างเต็มรวงที่สุกงอมไหวไปมาราวกับมีสายลมกระโชกแรงพัดผ่าน เพียงครู่เดียวมันก็ปิดซ่อนเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นไว้อย่างมิดชิด
กระทั่งเข้าไปถึงทุ่งข้าวฟ่าง ส่วนลึกที่นั่นมีเพียงทุ่งข้าวฟ่างที่เชื่อมต่อกันเป็นผืนเดียว แม้เมิ่งอู่จะตะโกนจนคอแตกก็ไม่มีผู้ใดได้ยิน ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงการมองเห็นเลย
หวังสี่ซุ่นกระชากเรือนผมของเมิ่งอู่อย่างแรงก่อนจะลากนางลึกเข้าไปในทุ่งข้าวฟ่างอย่างป่าเถื่อน แขนของเขามีรอยข่วนจนเลือดซึมอยู่สองสามรอย นี่ยิ่งทำให้ไฟแค้นและโทสะยิ่งพลุ่งพล่าน เขาผลักนางครั้งเดียวก็ล้มลงกับพื้น ก่อนจะกระโจนขึ้นคร่อมทับร่างของนาง
เสื้อผ้าของเมิ่งอู่หลุดลุ่ย ท่ามกลางความสิ้นหวัง นางคว้าก้อนดินแข็งๆ ก้อนหนึ่งจากพื้น จากนั้นฟาดเข้าที่หน้าผากของหวังสี่ซุ่นอย่างจังด้วยแรงทั้งหมดที่มี
หวังสี่ซุ่นถูกฟาดจนทั่วหน้าเปรอะเปื้อนดินโคลน บนหน้าผากยังมีของเหลวเหนียวๆ ติดอยู่ เมื่อเห็นเมิ่งอู่ลุกขึ้นจะวิ่งหนี เขาก็รีบคว้าข้อเท้านาง แล้วลากกลับมาทันควัน
หวังสี่ซุ่นใช้มือหนึ่งบีบคอนางไว้แน่น อีกมือพยายามจะดึงกางเกงของนางลง กล่าวด้วยท่าทางชั่วช้าสามานย์ว่า “ไม่รู้ดีชั่ว! ประเดี๋ยวข้าจะดูว่าเจ้าจะร้องขอความเมตตาอย่างไร!”
ดวงหน้าของเมิ่งอู่แดงก่ำรู้สึกหายใจไม่ออก รูม่านตาของนางค่อยๆ พร่ามัว สูญเสียทั้งประกายและความมีชีวิตชีวา
ทว่าหวังสี่ซุ่นกลับมุ่งแต่จะปลดเปลื้องเสื้อผ้าของนางจึงไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเหล่านั้น
หวังสี่ซุ่นจ้องมองนางด้วยสายตาหื่นกระหายอีกครา เขากำลังจะฉีกทึ้งเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายที่ปกปิดเรือนร่างของนางออก ทันใดนั้นก็มีก้อนดินเย็นๆ แข็งๆ พุ่งออกมาจากหลังพุ่มข้าวฟ่างเขียวขจี แล้วปะทะหลังมือของหวังสี่ซุ่นอย่างแม่นยำ
หวังสี่ซุ่นรู้สึกเจ็บปวดจึงรีบชักมือกลับก่อนมองไปรอบๆ ด้วยความระแวง แล้วตะโกนถามว่า “ใครกัน?!”
ภายในทุ่งข้าวฟ่างเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมพัดโชย ปราศจากเสียงตอบรับ
เขารออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติก็หมดความอดทน เริ่มปลดกางเกงของตนออก
ทว่าขณะนั้นเองจู่ๆ ข้อมือของเขาก็ถูกมือหนึ่งจับไว้แน่น
มือข้างนั้นของเขายังคงบีบคอของเมิ่งอู่แน่น ยังไม่ทันที่เขาจะตอบสนอง มองเห็นเพียงเมิ่งอู่ที่ดูเหมือนไร้สติยกมือขึ้นบีบข้อมือของเขากะทันหัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระดูกหัก
ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นปราดไปทั่วร่างจนหวังสี่ซุ่นทนไม่ไหว ได้แต่กุมมือตนเองเอาไว้พลางส่งเสียงโหยหวนปานสุกรถูกเชือด
เวลานี้เมิ่งอู่ลืมตาขึ้นแล้ว แววตาทั้งคู่ของนางกลับมาแวววาวดุจเดิม แต่ในนัยน์ตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความสุขุมสงบนิ่ง และกระหายเลือด
ต่างจากเมิ่งอู่ที่สิ้นหวังและอับจนหนทางเมื่อครู่ ราวกับเป็นคนละคน
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 2 มาสิ ข้าจะเล่นกับเจ้าเอง
หวังสี่ซุ่นเจ็บปวดแสนสาหัสจนกระตุกไปทั้งร่าง เขาคาดไม่ถึงว่าการโจมตีครั้งที่สองจะตามมาติดๆ
เมิ่งอู่ไม่แม้แต่จะปล่อยให้อีกฝ่ายได้หายใจหายคอ นางงอเข่าขึ้นกระแทกเข้าที่หว่างขาของหวังสี่ซุ่น เคลื่อนไหวประหนึ่งเมฆเคลื่อนน้ำไหลในคราวเดียว เขายังไม่ทันตอบสนองจึงได้แต่ต้องยอมรับแรงกระแทกนั้นไปเต็มๆ
สีหน้าของหวังสี่ซุ่นประเดี๋ยวขาวประเดี๋ยวเขียว เจ็บปวดแสนสาหัส เส้นเลือดตามขมับล้วนปูดโปน
สองมือเขากุมหว่างขาไว้แน่นก่อนทรุดฮวบลงกับพื้น สายตาที่มองเมิ่งอู่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
นี่ยังคงเป็นสตรีที่ไร้ทางสู้เมื่อครู่คนนั้นหรือไม่?
เห็นได้ชัดว่าราวกับถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงร่างไม่มีผิด!
หวังสี่ซุ่นเบิกตากว้างมองเมิ่งอู่ที่ค่อยๆ ลุกจากพื้นดิน นางยังคงปรับตัวปรับใจไม่ทันอยู่บ้าง ก่อนจะก้มลงมองตนเองจึงพบว่าเสื้อผ้าหลุดลุ่ย นางจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างไม่รีบไม่ร้อน จากนั้นเยื้องย่างไปตรงหน้าหวังสี่ซุ่น
หวังสี่ซุ่นหดตัวถอยกรูดอย่างต่อเนื่อง สีหน้าราบเรียบของนางช่างน่ากลัวเกินกว่าจะทนมอง
เมิ่งอู่ลดสายตาลงมองเขา แววตาดั่งภูตผีปีศาจ นางผูกสายรัดเอวอย่างสบายๆ พลางเอ่ยว่า "หน้าตะปุ่มตะป่ำเยี่ยงนี้ยังกล้าออกมาเพ่นพ่านเป็นเสนียดสายตาผู้คนอีกหรือ?"
"จะ… เจ้า… อย่าเข้ามา…"
เมิ่งอู่แสยะยิ้มมุมปากข้างหนึ่งอย่างรังเกียจ "อย่าพูดอย่างนั้นสิ เมื่อครู่ยังเก่งนักไม่ใช่หรือ? มาสิ ข้าจะเล่นกับเจ้าเอง"
สถานการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว ความพรั่นพรึงพุ่งเข้าใส่หัวใจของหวังสี่ซุ่น เขาไม่หลงเหลือท่าทางลำพองอวดดีอย่างเมื่อครู่แม้แต่น้อย ทำได้เพียงอดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัส แล้วลุกขึ้นวิ่งหนี
ทว่าเพิ่งวิ่งไปได้สองก้าว เมิ่งอู่ไม่ต้องใช้มือด้วยซ้ำ เพียงยกเท้าขึ้นตรงๆ แล้วเตะเขาจนล้มโครมลงกับพื้น จากนั้นเท้าอีกข้างก็กระทืบหว่างขาของเขาอย่างแรงจนสีหน้าของหวังสี่ซุ่นพลันซีดเผือด
เมิ่งอู่เอ่ย "จะวิ่งไปไหนเล่า? ข้าไม่ได้จะกินเจ้าสักหน่อย" กล่าวจบก็ออกแรงขยี้ที่เท้า
หวังสี่ซุ่นร้องโหยหวน
เมิ่งอู่เอ่ยอย่างเฉยชาท่ามกลางเสียงร้องอย่างน่าเวทนาของเขา "ดูสิ เจ้าดูแลน้องชายของเจ้าไม่ดี ข้าก็แค่ช่วยสั่งสอนมันแทนเจ้า ถูกแล้ว นับจากนี้ไปมันจะได้ไม่กำเริบเสิบสานอีก"
เมิ่งอู่เหยียบซ้ำไปที่ใบหน้าของเขา ก่อนกดหน้าของเขาจมดิน นางเลิกคิ้วพลางเอ่ยลอยหน้าลอยตา "อย่าจ้องข้าด้วยใบหน้านี้สิ อา… อัปลักษณ์ อัปลักษณ์เกินไปแล้ว จ้องมากเข้ายิ่งระคายตายิ่งกว่าพริกไทยน้ำซะอีก ไอ้สารเลวไร้ค่า กล้าออกมาทำให้ผู้คนรำคาญสายตา ช่างไม่ละอายเลยนะ?"
หวังสี่ซุ่นถูกทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ เจ็บปวดและสับสนวุ่นวายใจ ปากเต็มไปด้วยเศษดิน ใบหน้ายังถูกเหยียบย่ำจมลงไปในดิน เขาคร่ำครวญร้องขอความเมตตา “ข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้ว… ต่อไปข้าไม่กล้าอีกแล้ว โปรดยกโทษให้ข้าด้วย…”
เมื่อเหยียบจนพอใจแล้ว เมิ่งอู่จึงถอนเท้าออก "ไสหัวไปซะ"
หวังสี่ซุ่นไม่สนใจความเจ็บปวด รีบลุกพรวดก่อนวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนกออกจากทุ่งข้าวฟ่างแห่งนี้
ลมพัดยอดรวงข้าวฟ่างจนไหวเอน เกิดเป็นเสียงกรอบแกรบ
ลำคอของเมิ่งอู่มีรอยฟกช้ำจางๆ ที่หวังสี่ซุ่นทิ้งไว้ ยังเจ็บแปลบอยู่บ้าง นางยกมือขึ้นจับคอและส่ายศีรษะสองสามครั้ง รู้สึกเวียนศีรษะไปหมด นางพึมพำกับตนเอง “นี่มันสถานที่บ้าบออะไรเนี่ย?”
’เธอ’ จำได้ว่า เมื่อกี้นี้เธอกำลังปฏิบัติภารกิจ แต่ให้ตายเถอะ คู่ต่อสู้ของเธอกลับเป็นผู้ชายหน้าตาดี เธออดมองเขานานหน่อยไม่ได้ และแล้วก็พลาดท่าให้อีกฝ่ายจนได้…
อย่างที่เขาว่ากัน ผู้ชายหน้าตาดีคือหายนะ เมื่อมองมากเข้าๆ ก็ถึงกับเอาชีวิตไม่รอด
ผลลัพธ์คือ หลังจากที่เธอลืมตาอีกที ก็พบว่าตัวเองอยู่ในทุ่งข้าวฟ่างแห่งนี้ จากนั้นก็จัดการไอ้สารเลวนั่น
เวลานี้เมิ่งอู่นั่งอยู่กลางทุ่งข้าวฟ่าง กระทุ้งหน้าผาก จากนั้นความทรงจำที่ไม่ใช่ของเธอก็ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัว
เมิ่งอู่ย่อยข้อมูลพักหนึ่งจนเข้าใจแจ่มแจ้ง
ความทรงจำเหล่านี้เป็นของร่างกายนี้ แต่ร่างกายนี้ไม่ใช่ของ ‘เธอ’
เธอ… กลายเป็นสาวบ้านนอกไปแล้ว ยิ่งกว่านั้นมารดายังป่วยหนัก ครอบครัวของลุงและย่าต่างอยากให้นางออกเรือนโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้สินสอดบ้างก็ยังดี ขณะเดียวกันก็ยึดครองที่ดินไม่กี่หมู่ของครอบครัวนางด้วย
คราวนี้ย่าของเจ้าของร่างเดิมฉวยโอกาสที่มารดาของนางล้มป่วยเกินกว่าจะลุกจากเตียงได้ ขายนางให้กับไอ้สารเลวนั่น แม่เฒ่าผู้นี้ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง รังแกคนอ่อนแอ และยอมสยบต่อผู้แข็งแกร่ง อุปนิสัยใจคอค่อนข้างโหดเหี้ยม
เมิ่งอู่นั่งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าตัวเองกลับไปไม่ได้แล้ว ยิ่งกว่านั้นระหว่างปฏิบัติภารกิจยังถูกคู่ต่อสู้เล่นงานจุดสำคัญ คาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้ว
นางรู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก
นางจับหน้าผาก เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “คนที่อยู่ตรงนั้น มองข้าพอแล้วหรือยัง?”
ลมกระโชกแรงพาให้ต้นข้าวเขียวขจีในทุ่งข้าวฟ่างส่งเสียงดังกรอบแกรบ ทว่าไร้ซึ่งเสียงคนตอบรับ
เมิ่งอู่ยันหัวเข่า แล้วลุกขึ้นยืน ถอนต้นข้าวฟ่างหนึ่งต้นอย่างสบายๆ ก่อนเดินลึกเข้าไปในทุ่งข้าวฟ่างไปพลางใช้ต้นข้าวฟ่างในมือแหวกทางไปพลาง
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^
บทที่ 3 บุรุษหนุ่มรูปงามนัก
เยื้องย่างไปได้ราวสิบกว่าจั้ง [1] บนพื้นดินปรากฏรอยเลือดรำไร เมิ่งอู่ปัดใบข้าวฟ่างที่ร่วงเกลื่อนพื้นออก จึงพบร่างของบุรุษผู้หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น
ที่แท้นางล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขาตั้งแต่แรกแล้ว
ยากมากที่เขาจะขยับเขยื้อนตัว ด้วยเหมือนมนุษย์เลือด มีเพียงดวงตากลมโตคู่นั้นที่ยังสามารถขยับไหวเล็กน้อย เขาค่อยๆ เหลือบตามองเมิ่งอู่
เมิ่งอู่กับเขามองหน้ากันครู่หนึ่ง นางค่อยปัดใบข้าวฟ่างกลับไปปกปิดร่างของเขาเงียบๆ ดังเดิมราวกับไม่เห็นสิ่งใด จากนั้นหมุนกายจากไป
ด้านหลังพลันมีเสียงไอแห้งๆ สองครั้ง อินเหิงเอ่ย "เจ้าเห็นข้ากระจ่างชัดแล้วนี่"
เมิ่งอู่กล่าว "ข้าไม่เห็นสักหน่อย"
"ข้าใกล้สิ้นใจแล้ว"
เมิ่งอู่กล่าวต่อ "ไม่ใช่กงการของข้า"
อินเหิงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ค่อยกล่าว "เจ้าไม่อยากเห็นบ้างหรือว่าข้ามีรูปโฉมเช่นไร?"
เมิ่งอู่ได้ยินอย่างนี้ก็ชะงักเท้า
ต้องบอกว่าประโยคนี้กระตุ้นความสนใจของเมิ่งอู่ได้สำเร็จจริงๆ… ท้ายที่สุดแล้วชีวิตของนาง ก็ยึดมั่นในหลักการ –– มองคนต้องมองหน้าตาก่อน
อินเหิงกล่าวเสริม "บางทีข้าอาจมีรูปร่างหน้าตามิเลว"
เมิ่งอู่หันกลับมาสำรวจมนุษย์เลือดใต้ใบไม้สีเขียวขจี ใบหน้าเขาเปรอะเปื้อนเลือด ไร้ซึ่งเค้าความงามแม้เพียงนิด
เมิ่งอู่เอ่ยถาม "เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด"
เอาเถิด นางยอมรับว่าตนใคร่รู้อยู่บ้าง
อินเหิงค่อยๆ เกลี้ยกล่อมนางทีละขั้นๆ "เจ้าสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง"
ยามที่นางจัดการหวังสี่ซุ่น เขานอนฟังอยู่ตรงนี้ตลอด คำพูดไม่กี่คำของเมิ่งอู่มักกล่าวถึงความงาม และความอัปลักษณ์อยู่เนืองๆ จึงน่าจะเป็นสตรีที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกของคน
ดังนั้นเพียงสองประโยค เขาก็จับจุดสำคัญของอีกฝ่ายได้แล้ว
เมิ่งอู่ก็มองออกเช่นกัน เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส หากปล่อยทิ้งไว้ที่นี่เช่นนี้โดยไร้ผู้เหลียวแล คงอยู่ได้ไม่ถึงสองวัน
แม้ยามนี้นางยังเห็นใบหน้าของเขาไม่ชัด ทว่าเขามีดวงตาสีอ่อนคู่หนึ่ง มันทั้งเย็นชาและไร้ความรู้สึกนิดหน่อย แต่กลับงดงามจับใจ
เมิ่งอู่จึงเดินเข้าไปหาเขาอีกครั้ง เอ่ยว่า "เห็นแก่ดวงตางดงามไม่เลวคู่นี้ของเจ้า ข้าจะพาเจ้าไปล้างหน้าก่อนก็แล้วกัน"
ความหมายของนางชัดเจนยิ่ง หากล้างหน้าแล้วพบว่าเขามีรูปโฉมงดงามจริง นางอาจจะเหลียวแลเขา แต่หากไม่เป็นดั่งคาด นางจะไม่ดูแลเขาอย่างเด็ดขาด
อินเหิงถึงกับหมดคำพูด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาต้องใช้ใบหน้าเพื่อเอาชีวิตรอด
แต่บัดนี้นอกจากจะต้องทำตามที่นางกล่าวแล้ว ก็ไม่มีหนทางอื่นที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ได้
ทว่าหลังจากที่เมิ่งอู่เข้าไปใกล้เขา แล้วค่อยพบว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้มาก
ทั่วร่างชุ่มโชกไปด้วยเลือด ครั้นเมิ่งอู่ตรวจดูความแข็งแกร่งของเขาเบื้องต้น ก็พบว่าทั่วตัวเขามีแต่บาดแผล แม้แต่ขาทั้งสองข้างก็ยังหัก
นางลองคลำชีพจรของเขาที่ข้อมือปรากฏว่าเบาบางยิ่ง จึงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "เจ้าช่างโชคดีนัก ถูกทำร้ายสาหัสปานนี้แล้วยังไม่ตาย"
หากนางทิ้งเขาไว้ที่นี่ตามลำพัง ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของเขา อย่าว่าแต่อยู่ได้อีกสองวันเลย คืนนี้อาจจะไม่รอดด้วยซ้ำ
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดทั่วร่างของเขาจึงขยับได้เพียงนัยน์ตา
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าก้อนดินที่ดีดออกจากหลังใบข้าวฟ่างใส่หวังสี่ซุ่นเมื่อครู่ เขาแทบใช้เรี่ยวแรงที่เหลือเพียงน้อยนิดจนหมดสิ้น
ทว่าอินเหิงกลับเอ่ยเสียงแผ่ว "บางทีอาจเป็นเพราะข้ายื้อลมหายใจไว้เพื่อรอเจ้า"
เมิ่งอู่ก่อนและหลังจัดการหวังสี่ซุ่นช่างแตกต่างราวกับเป็นคนละคน ไม่ธรรมดาเลย ยามนี้อาจมีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่ช่วยเขาได้
เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้ มิอาจเคลื่อนย้ายได้ตามใจชอบ แต่เมิ่งอู่ยังไม่ลืมความคิดที่อยากจะล้างหน้าให้เขา นางจึงทิ้งเขาไว้ตรงนี้สักพักก่อน แล้วตนเองออกไปหาน้ำ
จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ในทุ่งข้าวฟ่างกว้างใหญ่ไพศาลเช่นนี้ ระหว่างทุ่งแห้งไม่กี่ผืนมักมีบ่อน้ำเล็กๆ เพื่อกักเก็บน้ำไว้รดพืชผล
เมิ่งอู่รีบไปที่บ่อน้ำที่อยู่ใกล้ๆ
รอบๆ บ่อน้ำมีหญ้าสีเขียวจางๆ ขึ้นอยู่ แสงอาทิตย์ส่องกระทบผืนน้ำใสดูสวยงามดุจภาพความฝัน
นางฉีกชายเสื้อของตนออกมาหนึ่งชิ้น ตักน้ำแล้วเดินกลับไปหาอินเหิง ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดใบหน้าให้เขา
ประหนึ่งกำลังทำความสะอาดงานศิลปะที่ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนา และหวังว่างานศิลปะชิ้นนี้จะงดงาม
เริ่มจากหน้าผาก ตามด้วยคิ้ว ตา สันจมูก ไล่ลงมาเรื่อยๆ
สีผิวเดิมที่วงหน้าของเขาค่อยๆ ปรากฏ แต่กลับซีดเซียวมาก คิ้วตาคู่นั้นราวกับถูกวาดด้วยหมึกดำ ลูกตาเป็นสีเหลืองอำพันอ่อนๆ จมูกโด่งเป็นสันตรงดุจภูผา ริมฝีปากบางไร้สีเลือดแต่ยังคงมีเสน่ห์…
โอ้สวรรค์! ช่างเป็นบุรุษที่หล่อเหลานัก!
ก่อนหน้านี้นางเผลอมองคู่ต่อสู้มากไปหน่อย จึงต้องตายโดยไม่ตั้งใจ ยามนี้นี่คือการชดเชยให้นางกระมัง?
เมิ่งอู่เดาะลิ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ และคาดหวัง เอ่ยว่า "คนที่ทำร้ายเจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก พวกเขากล้าลงมืออย่างหนักกับบุรุษรูปงามเช่นนี้ได้ลงคอ"
อินเหิงหลับตาลง แล้วเอ่ยอย่างอ่อนแรง "คงอิจฉาข้ากระมัง"
เพียงประโยคง่ายๆ ว่า "อิจฉาข้า" กลับลดความสำคัญของเหตุการณ์ลอบสังหารเขาที่ชวนใจหายใจคว่ำครั้งนี้ลงได้
เพราะใบหน้าของเขา ทำให้ท่าทีของเมิ่งอู่เปลี่ยนไปมาก นางเอ่ยถาม "เจ้านอนอยู่ที่นี่นานเพียงใดแล้ว? หิวหรือไม่?"
"นอนอยู่วันครึ่งแล้ว"
"เช่นนั้นเจ้าคงจะหิวมาก เติมพลังให้ร่างกายก่อนเถิด"
เมิ่งอู่กล่าวจบก็เด็ดก้านข้าวฟ่างหนึ่งก้าน ใช้ฟันกัดเปลือกแข็งๆ ออก จากนั้นส่งแกนกลางที่ชุ่มน้ำด้านในให้เขา พร้อมกล่าว "เคี้ยวเลย หวานดี"
อินเหิงไม่ขยับ เขาไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับ
เมิ่งอู่ค่อยมีปฏิกิริยาตอบสนอง นางหัวเราะออกมาสั้นๆ อย่างแฝงนัยคลุมเครือ ก่อนฉวยโอกาสเสนอ "ให้ข้าจูบเจ้าทีหนึ่งสิ แล้วข้าจะช่วยเจ้าเอง"
……….
[1] จั้ง (丈) เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน หนึ่งจั้งเท่ากับสิบเชียะ หรือประมาณ 3.3 เมตร
หากคุณนักอ่านชอบเรื่องนี้ สามารถกดเก็บเข้าชั้น / Comment เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้แปลและนักเขียนกันเยอะ ๆ นะคะ ^^
เมื่อยอดเก็บเข้าชั้นถึง 3,000 คน
จะแจกตอนฟรีเพิ่มเป็นวันละ 3 ตอน เป็นเวลา 5 วันเต็มๆค่ะ ^^