ดึงลงทุนต่างชาติ 5 กลุ่มยักษ์ ปั้นไทยสวิตเซอร์แลนด์เอเชีย
รัฐบาลเพื่อไทย เปิดฉากดึงเม็ดเงินลงทุนรับอุตสาหกรรมอนาคต Future Industries 5 กลุ่มใหญ่ บิ๊กเทครายเก่ารายใหม่ขยายลงทุนเพิ่ม จับตา TikTok กำเงินลงทุนใหม่เกือบ 2 แสนล้าน กลุ่มธุรกิจ AI จ้างงาน-อบรมล้านคน แก้กฎปลดล็อกทุกระดับรับนักลงทุนต่างชาติ สั่งบีโอไอขีดเส้นส่งเสริมลงทุนต้องตัดสินได้ภายใน 6 เดือน ตัดขั้นตอน อย. เหลือแค่ 90 วัน ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางลงทุนเทียบชั้นสวิตเซอร์แลนด์เอเชีย คู่ขนานเม็ดเงินลงทุน 3 กระทรวงหลัก 8 แสนล้าน
ปี 2568 การลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลเตรียมแผนดึงการลงทุนทางตรงในกลุ่ม Future Industries จากต่างประเทศ คาดการณ์การขยายการลงทุนเพิ่มขึ้น ประมาณ 3-5 แสนล้าน และแผนการใช้จ่ายเม็ดเงินลงทุนภาครัฐ ใน 3 กระทรวงหลักกว่า 7 แสนล้าน แก้ระเบียบให้เอกชนลงทุนง่าย จัดการทรัพย์สินของรัฐ-การลงทุนตามแผนของรัฐวิสาหกิจ
เปิดฉากดึงลงทุน Future Industries
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความคืบหน้าในการเตรียมแผนดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ในปี 2568 ซึ่งจะเป็นการทำงานที่เป็นสไตล์เฉพาะทางของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
“การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตัวที่สำคัญคือการลงทุน เราต้องลงทุน Future Industry ทั้งหมด เราดึงกลุ่ม Data Center ซึ่งมีทั้ง AWS, Google, Microsoft, HUAWEI ที่ลงทุนในไทยอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้พูดถึงแค่ Data Center ที่เป็นพื้นฐานและเป็นอีโคซิสเต็มของการทำ AI แต่กำลังตั้งเป้าให้การลงทุน AI ทั้งหมด ไปถึงฐานการผลิต AI และเป็นอนาคตของโลก เราคุยกับ เจนเซ่น หวง ซีอีโอ NVIDIA พูดชัดเจนว่า AI เป็นภาษาที่ทำให้มนุษย์คุยกับเทคโนโลยีได้ และ AI เป็นของใหม่ของโลก ดังนั้นทุกประเทศเริ่มต้นใหม่เท่ากัน โอกาสทางการลงทุน และทำกำไรเท่ากัน”
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีย้ำว่า การดึงนักลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต ในประเทศไทยไม่ได้หยุดเท่านี้ แต่จะเร่งกระตุ้นการลงทุนของบริษัทที่ทำ Semiconductor ที่สำคัญตั้งใจจะให้กลุ่มธุรกิจ R&D เข้ามาเพิ่ม ตัวอย่างชัดคือ Delta เป็นบริษัทที่ทำ Semiconductor และสร้าง R&D เขาติดต่อกับมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ไปโดด ๆ แต่ผูกกับการพัฒนาคนทั้งสิ้น รวมถึง Apple, AWS, Microsoft ล้วนแต่แจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าจะพัฒนาคน
AI อบรม-จ้างงานล้านคน
นพ.พรหมินทร์กล่าวเพิ่มเรื่องการลงทุนของบริษัทโทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศไทยด้วยว่า กรณีบริษัทหัวเว่ยได้มีการทำ MOU ด้านการพัฒนาคนเรียบร้อยแล้ว ผลิตคนสาย AI ปีละ 1 หมื่นคน รวม 5 ปี ล่าสุด Microsoft คาดว่าจะมีการอบรมและจ้างงานเป็นล้านคน ซึ่งเป็นไปได้ เพราะเมื่อทุกคนคุ้นเคยกับ AI จากนั้นจะใช้ AI ให้มีประสิทธิภาพ ใช้ AI เพื่อทำมาหากินได้ สิ่งนี้คือหัวใจในการลงทุนในปี 2568
“สิ่งที่ได้ลงทุนไว้ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน กำลังออกดอกออกผล ปัจจุบัน AWS ตั้งศูนย์ Data Center แห่งที่ 3 แล้ว ดังนั้น เป้าหมายของเราคือการยกระดับไม่ใช่แค่การลงทุน Data Center เท่านั้น”
ระดมลงทุนเพิ่ม 5 กลุ่มใหญ่
สำหรับแผนการลงทุนจากต่างประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญในลำดับต้น ๆ นอกจากการลงทุนในกลุ่ม Data Denter และ AI แล้ว ยังมีการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตประเทศอีก 3 กลุ่ม รวมเป็น 5 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยต้องการลงทุนเพิ่ม
“การลงทุนอีกชุดหนึ่งที่เราเตรียมแผนการไว้รองรับ คือ การลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV, ลงทุนระบบเกษตรแม่นยำ รองรับเกษตรสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน หรือ Agri Tech, การลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อบริหารการเพาะปลูกสินค้าเกษตรอย่างแม่นยำ ทั้งการปรับปรุง พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบอาหาร จนถึงการแปรรูป หรือ Food Tech นี่คือชุดการลงทุนที่เราคิดว่าเป็นกลุ่มอนาคตประเทศ”
แก้ทุกกฎเปิดประตูรับเงินลงทุน
นอกจากนี้ เพื่อรองรับการลงทุนภาคเอกชนทั้งจากในและต่างประเทศ มีความสะดวกรวดเร็ว ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม สร้างแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ GDP โตต่ำ โตช้ามานาน จำเป็นต้องแก้ปัญหาอุปสรรคในการลงทุน เลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า “รัฐบาลได้พิจารณาเรื่อง Ease of Doing Business (ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ) เราจะขจัดปัญหา ด้วยการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น เรื่องการออกใบอนุญาตต่าง ๆ เน้นความสะดวกรวดเร็ว”
สำหรับกฎ-กติกา การลงทุน จะมีการแก้ไข ที่ได้สั่งการไปแล้วผ่านเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คือ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนเดิมใช้เวลานาน จะแก้ไขใหม่รู้ผลภายใน 6 เดือน ว่าจะได้หรือไม่ได้รับการส่งเสริมสิทธิการลงทุน และการลดขั้นตอนขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จากเดิมใช้เวลา 180 วัน ให้เหลือแค่ 90 วันเท่านั้น
“รวมถึงแก้ระเบียบการกงสุล ที่ปัจจุบันรุ่มร่าม และทำให้เสียเวลา ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์การเกษตรที่จะส่งออกของเราจึงเน่าเสียก่อน เพราะมัวแต่เสียเวลาเรื่องพวกนี้ ดังนั้นถ้าแก้ตรงนี้ก็สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้า”
เลขาธิการนายกรัฐมนตรียืนยันว่า “จะมีกฎหมายอีกหลายชุดที่จะออกมา เช่น กฎหมาย Financial Hub จะทำให้พร้อมกัน เพราะการทำธุรกิจต้องทำพร้อมทุกเรื่อง ทำทีละเรื่องไม่ได้ ห่านต้องบินพร้อมกันทั้งฝูง แต่ผู้นำฝูงต้องฉลาดพอ และต้องนำทิศให้ถูก”
“ขณะนี้ที่บีโอไอหัวบันไดไม่แห้ง มีนักลงทุนทั้งมาจากจีนและยุโรป เพราะไทยเป็นแดนสวรรค์ เป็นประตูทางเข้าลงทุนที่เปิดกว้าง เงินลงทุนที่ทยอยเข้ามา เป็นเพราะการเดินนโยบายการต่างประเทศที่ถูกต้อง มีบทบาทเชิงรุก เพื่อให้เกิดการส่งเสริมเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง โดยเฉพาะบิ๊กเทคมาลงทุนกับเราเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่ดีลแล้ว รวมถึงรายเก่าที่จะขยายฐานการลงทุน” นพ.พรหมินทร์ย้ำ
ขยายลงทุนเพิ่ม 5 แสนล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาลงทุน Data Center ในไทยไปแล้ว เช่น Microsoft เป็นรายแรก และ Amazon Web Services (AWS), Alphabet, Google ล่าสุดมีบริษัทยักษ์ใหญ่เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบริการเครือข่ายสังคมจากจีน คือ TikTok ที่เป็นช่องทางในการทำธุรกิจของคนไทยทุกระดับ ประมาณ 3 ล้านคน ได้เจรจาเตรียมลงทุนในไทยผ่านบีโอไอ ประมาณ 2 แสนล้าน ทำให้ยอดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมอนาคต ในปี 2568 จะมีทั้งเม็ดเงินลงทุนใหม่ และการขยายการลงทุนของรายเก่า ประมาณ 5 แสนล้าน
สวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย
เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ไทยต้องใช้ประโยชน์จากปัญหา Geopolitics ที่ถูกต้อง ท่ามกลางสงครามทางการค้าและสงครามทางการเมืองแต่ละภูมิภาค ยึดหลักไม่เป็นศัตรูกับใคร เปรียบเหมือนสวิตเซอร์แลนด์แห่งเอเชีย เป็นที่แห่งเสรีภาพและให้เป็นที่เจรจา เช่น จีน กับ สหรัฐ ยังเลือกไทยเป็นที่เจรจาสงครามการค้า และประเทศต่าง ๆ เราต้องเป็นมิตรด้วย
“เรามีแผนและทิศทางที่ถูกต้อง สร้างเสน่ห์ของตัวเองให้น่าลงทุน คือการแก้กฎระเบียบต่าง ๆ เราต้องอาศัยความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ Geographical Advantage แต่ต้องบริหารให้เป็น คือต้องเชิญชวนให้มาลงทุน หัวใจเริ่มต้นจากการเดินนโยบายการต่างประเทศ ที่แม่นยำและถูกต้องที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ประเทศไทยถือเป้าหมายสำคัญ คือ Active Promoter of Peace and Common Prosperity (ผู้ส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่งร่วมกัน การที่มีบทบาทในเชิงรุก) เพื่อที่จะให้เกิดการส่งเสริมเศรษฐกิจและความมั่งคั่งรวมกันระหว่างประเทศ”
เบิกเงินลงทุน 7 แสนล้าน
สำหรับการลงทุนของภาครัฐ ในปี 2568 เลขาธิการนายกฯคำนวณคร่าว ๆ ว่า “การลงทุนภาครัฐมีประมาณ 8 แสนล้าน มาจาก 3 กระทรวง สัดส่วน 70-80% อยู่ในกระทรวงคมนาคม มหาดไทย และกระทรวงเกษตรฯ ต้องเบิกจ่ายมาลงทุนจริงให้ได้ 90% จากเดิมเคยเบิกได้ 70% ว่าจะเบิกให้ได้ถึง 7 แสนล้าน เป็นการลงทุนด้วยทิศทางที่จะมาจากนโยบาย และมาตรการที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ รวมถึงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนจากจัดการทรัพย์สินของรัฐให้มีมูลค่า
ทั้งนี้ นโยบายสำหรับดึงดูดการลงทุนปี 2568 ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมาสถานะเศรษฐกิจของเราโตต่ำกว่าศักยภาพมานานกว่า 10 ปี ประกอบกับหนี้สินของครัวเรือน จากสัดส่วน 70% เมื่อ 10 ปีที่แล้วเป็น 90% ในปีนี้ แม้รัฐบาลพยายามจะแก้ไข
นพ.พรหมินทร์เล่าว่า ตัวเลขหนี้สินต่อครัวเรือนเป็นตัวชี้วัดสำคัญ คือประชาชน รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย จึงกู้เพิ่มขึ้นและเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เมื่อเป็นอย่างนี้เราจึงต้องขยายเครื่องจักรทุกตัว โจทย์ใหญ่คือแก้หนี้ด้วยการสร้างรายได้ และการสร้างรายได้ต้องกลับมาดูเรื่องการลงทุนภาครัฐ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนเอกชน รวมถึงนโยบายต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งของเราคืออยู่จุดศูนย์กลางของภูมิภาค และไม่เผชิญเรื่องภัยธรรมชาติมาก
รับมือมาตรการการค้าทรัมป์
สำหรับปัจจัยเสี่ยงเรื่องการค้า การส่งออก ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า มาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา เมื่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี ว่าอาจจะกระทบกับไทยนั้น เลขาธิการนายกรัฐมนตรีตอบว่า ไทยได้ทำการบ้านไว้ล่วงหน้า ดูว่าการค้าอะไรที่อยู่ในภาวะเสี่ยงเราก็ป้องกัน ที่สำคัญคือมีการเจรจาการค้า นอกเหนือจากเรื่องนี้ เรานำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา ที่เราจำเป็นอย่างไรได้บ้าง จะกระตุ้นให้บริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศไทยไปลงทุนเพิ่มในรัฐที่ผู้นำสหรัฐต้องการ
“เราก็จะเร่งการลงทุนต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลสหรัฐให้ความสำคัญ รวมถึงเรื่องการเจรจาทางการค้าทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างการท่องเที่ยวนั้น รัฐบาลคาดว่าจะฟื้นกลับขึ้นมาสร้างรายได้ให้ประชาชนด้วยการท่องเที่ยว ล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวปีนี้ไม่ต่ำกว่า 36-37 ล้านคน เกือบเท่าช่วงก่อนการระบาดโควิด-19 ดูจากตัวเลขคนจองตั๋วเครื่องบินเข้ามาในประเทศ ซึ่งเป็นความสำเร็จตัวหนึ่งด้วยมาตรการเปิดวีซ่าฟรี ซึ่งเปิดไปกว่า 90 ประเทศแล้ว
สร้างโอกาสให้คนไทย
เลขาธิการนายกฯกล่าวว่า นโยบายและมาตรการ ที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงไป เรื่องดิจิทัลวอลเลตไม่ใช่เพียงแต่เป็นเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการทำให้ประชากรเป็น Digital Citizen และเรื่องแก้หนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน ซึ่งก่อนหน้านี้จะมีเงินประมาณ 1 แสนล้านบาท ให้กับการแก้หนี้ SMEs ขณะนี้กำลังออกดอกออกผลเป็นรูปธรรม ยังมีการแก้หนี้บ้าน SMEs หนี้บ้าน หนี้รถ
ขณะที่การสร้างรายได้ สร้างโอกาสที่เท่าเทียมนั้น ได้ทลายการผูกขาดการค้าข้าว ส่งเสริมสุราไทย โดยอยู่ระหว่างกำลังแก้กฎหมาย 2 เรื่อง คือ พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จะทำให้ง่ายขึ้น และ พ.ร.บ.สรรพสามิต ซึ่งจะทำให้แยกประเภทสุราให้ชัดว่ากลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน ไม่ได้ทำให้รายใหญ่เดือดร้อน แต่เพิ่มโอกาสให้รุ่นกลาง ๆ SMEs เป็นโอกาสของคนรุ่นใหม่ ที่จะผสมความหลากหลายทางชีวภาพของผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดึงลงทุนต่างชาติ 5 กลุ่มยักษ์ ปั้นไทยสวิตเซอร์แลนด์เอเชีย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net