ทะลุมิติมารับบทพี่สาวของเจ้าสองแฝดพร้อมกับมิติห้างสรรพสินค้า
<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p class="indent-a">ใครจะไปคิดว่าเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองได้เพียงเพราะว่าเธอสงสารคุณยาย</p><p class="indent-a">นับดาวจึงได้ไปดูดวงกับคุณยายหมอดูไพ่ยิปซีที่ตั้งแผงอยู่ริมถนนด้วยความสงสาร แต่กลับได้ของขวัญตอบแทนที่มาพร้อมกับรถพ่วงคันใหญ่ที่พุ่งชนร่างเธออย่างจังจนตาย</p><p class="indent-a">พอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีกลับกลายเป็นว่าตัวเองได้มาโผล่อยู่กลางบ้านที่ไหนก็ไม่รู้ มิหนำซ้ำนางยังตัวหดเล็กลง จากหญิงสาวอายุ 23 ปี ไปเป็นเด็กสาวอายุเพียงแค่ 14 หนาวเท่านั้น! </p><p class="indent-a">แต่เรื่องที่หนักไปกว่านั้นคือเด็กสาวเจ้าของร่างยังมีน้องฝาแฝดชายหญิงอายุเพียง 10 หนาวที่ต้องเลี้ยงดูอีกนี่นะสิ</p><p class="indent-a">ยังดีที่อย่างน้อยท่านยายยังใจดีมอบมิติห้างสรรพสินค้าให้ติดตัวมาด้วย นางยังพอมีหนทางที่จะเอาชีวิตรอดในที่แห่งนี้พร้อมกับเลี้ยงน้อง ๆ อีกสองคนได้</p><p class="indent-a">========================================</p><p class="indent-a">สวัสดีค่ะ ไรท์ซินคนเดิมเองนะคะสำหรับการกลับมาอีกครั้งของไรท์นั้น นิยายเรื่องนี้จะเป็นแนวสู้ชีวิตอีกแล้วค่ะ เน้นการเอาชีวิตรอดของสามพี่น้อง นิยายเรื่องนี้เป็นแนวมีมิติส่วนตัวติดมาด้วยและอาจจะมีเรื่องเหนือธรรมชาติเข้ามาบ้างเล็กน้อยให้พอเป็นสีสันให้กับนิยายเรื่องนี้</p><p class="indent-a">อาจจะมีเนื้อหาบางอย่างที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่รับรองความสนุกได้แน่นอนค่ะ นิยายเรื่องนี้ไรท์จะแบ่ง e-book เป็นสองเล่มนะคะ เพื่อให้ราคาสบายกระเป๋ากับรี๊ดที่น่ารักทุกคนมากขึ้นนะคะ</p><p class="indent-a">ยังไงไรท์ก็ของฝากสามพี่น้องบ้านเจียงเอาไว้ให้นักอ่านที่น่ารักทุกคนช่วยเป็นกำลังใจ ช่วยกันกดหัวใจกดติดตามน้องกันด้วยนะคะ และที่สำคัญคืออย่าลืมกดติดตามไรท์ซินเสวี่ยคนนี้เอาไว้ เพื่อรับข่าวสารของการอัพนิยายใหม่ ๆ กันด้วยน๊า<img alt="ฝากติดตามผลงานด้วยน้า" src="https://cdn.readawrite.com/sticker/8/100/sticker_015.gif?18"></p><p> </p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>สวรรค์ท่านส่งข้ามาที่ไหนกัน!</h2><p class="indent-a">"คุณยายคะช่วยดูดวงให้กับหนูหน่อยได้ไหมคะ แล้วราคาในการเปิดไพ่อยู่ที่เท่าไหร่คะ"</p><p class="indent-a"><strong>นับดาว</strong> ครูสาวที่เพิ่งจะสอบบรรจุติดครูได้ในตอนที่อายุ 23 ปี ที่เพิ่งจะประการผลการสอบเมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อน</p><p class="indent-a">ในวันนี้เธอได้เดินทางเข้าตัวเมืองมาหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวสำหรับไปประจำการสอนที่อีกจังหวัด แต่ในระหว่างทางที่เดินอยู่ริมถนนอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นแผงดูดวงไพ่ยิปซีของคุณยายท่านหนึ่ง</p><p class="indent-a">เป็นหญิงชราที่ผมเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลนทั่วทั้งศีรษะ และมวยผมเก็บขึ้นไปรวบไว้กลางหัวอย่างที่คนแก่ชอบทำกัน สวมใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ซีด ๆ สีขาวที่ออกไปทางสีเทาเสียมากกว่ากำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้และมีโต๊ะหนึ่งที่สำหรับวางไพ่อยู่</p><p class="indent-a">และไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้นับดาวนั้นเดินตรงเข้าไปถามราคาในการเปิดไพ่กับหญิงชรา คงจะเป็นเพราะเธอรู้สึกสงสารและอยากจะช่วยให้หญิงชรามีเงินเอาไว้ใช้สำหรับกินข้าวในวันนี้ก็เป็นได้</p><p class="indent-a">เมื่อเดินตรงไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างฝั่งตรงข้าวกับหญิงชราแล้วนับดาวจึงได้เอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้น พอจบประโยคคำถามของนับดาวหญิงชราที่ในตอนแรกกำลังนั่งหลับตาในท่าสมาธิอยู่ก็ได้ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับจ้องมองมาที่ใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า</p><p class="indent-a">ก่อนที่หญิงชราจะเอ่ยคำพูดที่ฟังดูแปลก ๆ ให้กับนับดาวได้ฟัง ถึงจะให้เธอเริ่มหยิบไพ่ออกมาสามใบสำหรับการทำนายดวงชะตาในครั้งนี้</p><p class="indent-a">"เมื่อสวรรค์ลิขิตมาแล้วว่าเป็นเจ้า เช่นนั้นยายจะดูให้เจ้า เจ้าจงเลือกหยิบไพ่ตรงหน้าออกมาสามใบเถิด"</p><p class="indent-a">"คะ? อ้อค่ะคุณยาย"</p><p class="indent-a">นับดาวที่รู้สึกงุนงงกับคำพูดของหญิงชราตรงหน้าในตอนแรกยังไม่ค่อยเข้าใจว่าอีกฝ่ายพูดมาหมายความว่าอะไร</p><p class="indent-a">แต่เมื่อจับใจความได้ว่าอีกฝ่ายให้นางเลือกหยิบไพ่ออกมาสามใบจึงได้เอ่ยตอบรับคำของอีกฝ่าย</p><p class="indent-a">พร้อม ๆ กับยื่นมือบางออกไปเลือกหยิบไพ่ตรงหน้าของตัวเองออกมาตามจำนวนที่คุณยายเอ่ยบอกเมื่อครู่นี้ในทันที</p><p class="indent-a">หลังจากที่นับดาวเลือกไพ่ครบทั้งสามใบเสร็จเรียบร้อยเธอก็ได้ส่งไปตรงหน้าของหญิงชราเพื่อให้อีกฝ่ายเริ่มทำนายดวงให้</p><p class="indent-a">ไพ่ทั้งสามใบถูกเปิดออกมาด้วยฝีมือของหญิงชราที่ทำหน้าที่เป็นคนเปิดไพ่ เพียงแค่ไพ่ทั้งสามใบหงายหน้าขึ้นมา ใบหน้าของหญิงชราตรงหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาบางเบา</p><p class="indent-a">พร้อมกับถอนหายใจออกมาหนึ่งครั้งแล้วเริ่มเงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของนับดาวอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มเอ่ยถึงสิ่งที่ไพ่บอกออกมา</p><p class="indent-a">“เอาละ ไพ่ใบแรกเป็นอดีตที่ผ่านมาของเจ้านะ นังหนูการที่เจ้ามีชีวิตในวัยเด็กที่น่าสงสารเช่นนั้นก็เป็นเพราะกรรมเก่าที่เจ้าเคยกระทำมาก่อน”</p><p class="indent-a">“จึงทำให้เจ้าต้องพบเจอแต่เรื่องราวที่ต้องสูญเสียมาโดยตลอด ส่วนไพ่ใบที่สองคือปัจจุบันนี้ เจ้ากำลังจะได้ไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่เจ้าจะต้องแบกรับชีวิตของใครอีกหลายคน”</p><p class="indent-a">“ที่เจ้าไม่อาจจะปฏิเสธพวกเขาได้ และเจ้าก็มีหน้าที่ต้องสั่งสอนและดูและพวกเขาให้เติบโตมาอย่างดีและเป็นคนที่มีคุณภาพตามที่เจ้าตั้งใจในการเลือกสายงานนี้ของเจ้า”</p><p class="indent-a">“ส่วนไพ่ใบที่สามนั้นคืออนาคตข้างหน้า เจ้าจะต้องช่วยเหลือใครบางคนที่มีความสำคัญกับเจ้าเป็นอย่างมากจนแม้แต่ชีวิตนี้ของเจ้าก็สามารถมอบให้กับคนผู้นั้นได้ เพียงแต่หนทางที่เดินไปในภายภาคหน้าของเจ้านั้นย่อมไม่ได้สวยงาม”</p><p class="indent-a">“ยายจึงขอให้เจ้าจงใช้สติไตร่ตรองทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจทำสิ่งใดลงไป”</p><p class="indent-a">หญิงชราเอ่ยจบลงเพียงเท่านั้นก็เงียบเสียงลงไปเพื่อรอฟังคำถามที่หญิงสาวตรงหน้ากำลังจะเอ่ยออกมาราวกับล่วงรู้ว่านับดาวจะถามคำถามอยู่ก่อนแล้ว</p><p class="indent-a">“เอ่อคุณยายคะ หนูขอถามได้ไหมคะว่าใครกันคือคนที่หนูจะต้องช่วยเหลือเขากัน”</p><p class="indent-a">นับดาวที่ในตอนแรกตั้งใจฟังคำพูดของหญิงชราตรงหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง เพราะว่าเพียงแค่คำพูดแรกก็ทำให้เธอรู้สึกขนกายลุกชันขึ้นมา</p><p class="indent-a">เพราะมันตรงกับสิ่งที่เธอได้รับมาตั้งแต่เด็กจนโต จนในตอนนี้เธอก็เหลือเพียงตัวคนเดียวแล้ว</p><p class="indent-a">เพราะครอบครัวของเธอนั้นได้จากเธอไปทีละคน ๆ จนหมดตั้งแต่ที่เธออายุได้เพียง 15 ปีแล้วนั่นเอง</p><p class="indent-a">ส่วนคำทำนายไพ่ใบที่สองเธอก็ยิ่งรู้สึกตกใจว่าคุณยายช่างพูดได้ราวกับว่ารู้ว่าเธอกำลังจะไปสอนเด็ก ๆ ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งอยู่จึงได้ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเชื่อในคำพูดของคุณยายมากขึ้น</p><p class="indent-a">จนมาถึงไพ่ใบสุดท้ายที่บอกว่าเธอจะสามารถมอบชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยเหลือใครบางคน แต่เธอนั้นไม่คิดว่าตัวเองจะสามารถทำแบบนั้นได้เพราะเธอยังไม่มีแฟนและไม่คิดที่จะมีด้วย</p><p class="indent-a">เพราะการสูญเสียที่ผ่านมานั้นทำให้เธอไม่กล้าที่จะมีคนสำคัญในชีวิตของตัวเองอีกเพื่อหลีกหนีการสูญเสียในภายภาคหน้า แต่นับดาวก็ยังคงเอ่ยถามถึงบุคคลที่จะทำให้เธอนั้น</p><p class="indent-a">สามารถยอมช่วยเหลือเขาได้แม้ว่าจะต้องเสี่ยงชีวิตของตัวเองก็ตามขึ้นมาอย่างอยากรู้ เพราะเธอในชีวิตนี้ไม่มีคนสำคัญหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้ว</p><p class="indent-a">"เมื่อพานพบเจ้าก็จะรับรู้ได้ด้วยตัวเองนั่นแหละหนา รับนี่ไปถือเป็นของขวัญจากยายแก่เช่นข้านะนังหนู"</p><p class="indent-a">หญิงชราเอ่ยบอกกับนับดาวด้วยใบหน้าแย้มยิ้มอย่างอบอุ่น ก่อนที่มือเหี่ยวย่นของนางจะยื่นของบางสิ่งมาตรงหน้าของนับดาว</p><p class="indent-a">สิ่งที่หญิงชรายื่นมาให้กับนับดาวก็คือกำไลข้อมือที่ดูเก่าและสีซีดมากจนไม่สามารถมองออกได้เลยว่าก่อนหน้านี้มันเคยมีสีอะไรมาก่อนกันแน่</p><p class="indent-a">ในตอนแรกนับดาวตั้งใจที่จะเอ่ยปฏิเสธหญิงชราไปด้วยความเกรงใจ แต่เมื่อเธอเห็นใบหน้าที่ดูใจดีของอีกฝ่ายแล้วก็ไม่สามารถทำใจทำลายน้ำใจที่คุณยายมอบให้กับตัวเองได้</p><p class="indent-a">ดังนั้นนับดาวจึงได้ยื่นมือบางออกไปรับกำไลหยกเก่า ๆ วงนั้นมากำไว้ที่มืออย่างเสียไม่ได้ ก่อนที่เธอจะเอ่ยขอบคุณหญิงชราตรงหน้าอย่างจริงใจ</p><p class="indent-a">"ขอบคุณนะคะคุณยาย หนูจะเก็บรักษาเอาไว้เป็นอย่างดีเลยค่ะ แต่ตอนนี้หนูคงต้องไปแล้ว ค่าดูดวงในครั้งนี้เท่าไหร่หรือคะ?"</p><p class="indent-a">หลังจากที่รับกำไลมาเก็บไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนับดาวก็ได้เอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเพื่อบอกให้หญิงชรารับรู้ว่าเธอจะต้องไปแล้ว และต้องการที่จะจ่ายค่าดูดวงในครั้งนี้ตามราคาที่หญิงชราเรียกมา</p><p class="indent-a">"ค่าดูในวันนี้ 9 บาทจ๊ะ"</p><p class="indent-a">หญิงชราเอ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนอย่างเคย เพียงแต่ราคาที่หญิงชรา บอกมานั้นทำให้นับดาวรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย เพราะมันถูกจากราคาที่เธอเคยไปดูมาหลายต่อหลายครั้งเป็นอย่างมาก</p><p class="indent-a">แต่นับดาวก็ไม่ได้คิดจะพูดขัดความตั้งใจของคุณยายตรงหน้าเธอจึงได้ล้วงมือเข้าไปหยิบเอาเหรียญจำนวน 9 บาทตามที่คุณยายตรงหน้าเรียกอย่างครบไม่ขาดไม่เกิน</p><p class="indent-a"> ก่อนที่มือบางจะยื่นเงินไปวางตรงหน้าของคุณยายตรงหน้าแล้วลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวเดินจากไปในทันที</p><p class="indent-a">เพียงแต่ในขณะที่นับดาวกำลังจะก้าวเท้าออกเดินอยู่นั้น จู่ ๆ เสียงแหบแห้งแต่ดูอบอุ่นของหญิงชราก็ดังขึ้นมาตามหลัง</p><p class="indent-a">พร้อม ๆ กับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเธออย่างรวดเร็วจนนับดาวเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องสิ่งใดต่อไป</p><p class="indent-a">"เส้นทางในวันข้างหน้าล้วนเป็นลิขิตสวรรค์ เพียงแต่มานะตนเองนั้นก็ย่อมเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของตนเองได้เช่นกันนะนังหนู ยายขอให้เจ้าโชคดี"</p><p class="indent-a">ปี๊บ! ปี๊บ! ปี๊บ! ปัง!</p><p class="indent-a">เสียงบีบแตรรถที่ดังสนั่นไปทั่วทั้งถนนที่มาพร้อมกับแรกกระแทกอย่างรุนแรงเข้าที่ร่างของนับดาว จนร่างของเธอกระเด็นลอยไปตกลงที่ข้าง ๆ ถนนห่างออกไปจากจุดที่ชนพอสมควร</p><p class="indent-a">พร้อมกับที่สติที่ดับวูบไปตลอดกาลของนับดาว โดยที่ในมือบางของเธอนั้นยังคงกำกำไลหยกที่อาบไปด้วยเลือดสีแดงสดของเธอเอาไว้อย่างแน่นหนา</p><p class="indent-a">และในจังหวะที่นับดาวหมดลมหายใจลงกำไลหยกวงนั้นก็เกิดประกายแสงบางอย่างออกมาจาง ๆ ก่อนที่มันจะจางหายไปพร้อมกับกำไลหยกที่หายวับไปจากมือของหญิงสาวด้วยเช่นเดียวกัน</p><p class="indent-a">ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของหญิงชราคนที่นับดาวดูดวงด้วยเมื่อสักครู่นี้ ก่อนที่ร่างของหญิงชรานั้นจะค่อย ๆ เลือนหายไปในความว่างเปล่าเช่นเดียวกัน</p><p class="indent-a">*******************************</p><p class="indent-a">เปิดมาตอนแรกก็ตายเลย โถ่วยัยน้องลูกช่างน่าสงสารจริง ๆ</p><hr/>
เจียงหลิน
ท่ามกลางความมืดมิดที่แสนจะยาวนานในความรู้สึกของนับดาว หลังจากที่ทุกอย่างดับมืดลงไปแล้วนั้น
นับดาวก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของตนเองกำลังล่องลอยไปที่ไหนสักแห่งที่คล้ายกับว่ามันกำลังล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าเป็นเวลาเนิ่นนาน
แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นวิญญาณของเธอเพิ่งจะล่องลอยก้าวผ่านกาลเวลาจากอีกที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพียงเท่านั้น
จนในที่สุดเธอก็ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงเรียกชื่อของเธอที่ดังขึ้นข้าง ๆ หูของเธอ และเป็นน้ำเสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างมาก
“ตื่นเถิดนังหนู ใกล้จะได้เวลาที่เจ้าจะต้องไปแล้ว แต่ข้ายังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องบอกกับเจ้าก่อนข้าจึงได้ปลุกเจ้าขึ้นมา”
สิ้นเสียงเรียกจากใครบางคนเปลือกตาที่แสนจะหนักอึ้งในความรู้สึกของนับดาวก็สามารถเปิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย
ก่อนที่ดวงตาคู่งามจะลืมตาตื่นขึ้นมาพบกับแสงสว่างจ้าจนเธอต้องหลับตาลงอีกครั้งแล้วกะพริบตาเพื่อปรับภาพอีกสองสามครั้ง
จนสามารถมองเห็นภาพตรงหน้าได้อย่างชัดเจน ภาพแรกที่นับดาวมองเห็นอยู่ในตอนนี้คือห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ห้องหนึ่ง ภายในห้องนั้นเป็นห้องโล่งไม่มีสิ่งใดอยู่เลยแม้แต่น้อย
มีเพียงตัวของเธอคนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ที่ดูจะมีเพียงสีขาว แต่ที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกสับสนก็คงจะเป็นเสียงเรียกปริศนาเมื่อครู่ที่ปลุกให้เธอตื่นขึ้นมา
เมื่อคิดได้แบบนั้นนับดาวจึงได้เริ่มสอดส่ายสายตามองไปทั่ว ๆ ทั้งห้องแห่งนี้เพื่อหาที่มาของเสียง
และสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นตรงหน้าของนับดาวจนทำให้เธอตัวแข็งทื้อกับสิ่งที่ตนเองกำลังพบเจออยู่ในตอนนี้
เพราะในขณะที่เธอกำลังมองไปรอบ ๆ ห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้อยู่นั้น จู่ ๆ ร่างของหญิงชราที่เธอจำได้อย่างดีว่าเป็นคนเดียวกันกับคุณยายที่เธอดูดวงด้วยก่อนที่เธอจะถูกรถชนจนตาย
กำลังค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าของเธอห่างออกไปเพียงหนึ่งช่วงตัวเท่านั้น จากที่ในตอนแรกเป็นร่างโปร่งแสงก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดร่างของคุณยายท่านนั้นก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
เมื่อหญิงชราเห็นท่าทางตื่นตกใจของนับดาวนางก็เผยยิ้มอบอุ่นส่งกลับมาให้อีกฝ่าย พร้อมกับเอ่ยบอกหญิงสาวตรงหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อย่างเอ็นดู
“นังหนู เจ้าไม่ต้องกลัวยายถึงเพียงนั้น ยายไม่ใช่ผีสางที่ไหนหรอกนะ อีกอย่างเจ้าเองในตอนนี้ก็เป็นเพียงดวงวิญญาณที่รอการไปเกิดใหม่เช่นเดียวกัน”
“นี่หนูตายแล้วจริง ๆ เหรอคะคุณยาย หนูยังไม่ได้ไปสอนเด็ก ๆ ที่รอหนูอยู่เลยนะคะ”
นับดาวที่หลังจากได้รับคำยืนยันในสิ่งที่เธอคิดเอาไว้แล้ว ก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาไม่ได้เพราะกว่าเธอจะสอบบรรจุผ่านนั้นต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน
ไหนจะกว่าจะสามารถสอบรอบนี้ผ่านได้เธอต้องลงสอบไปแล้วถึงสองครั้ง แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ไปสอนพวกเด็ก ๆ เลยก็มาตายเสียแล้ว
หญิงสาวจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าเสียใจ และรู้สึกเสียดายเวลาที่ทุ่มเทไปทั้งหมด หญิงชราที่ได้ฟังดังนั้นก็ได้เผยรอยยิ้มเอ็นดูอีกฝ่ายออกมาอย่างเสียไม่ได้
ก่อนที่นางจะเอ่ยบอกถึงเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดคุยกับหญิงสาวก่อนที่อีกฝ่ายจะต้องไปที่แห่งใหม่ในอีกไม่นานนี่แทน
“เอาเถิด เจ้าไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะนังหนู ถึงอย่างไรความรู้ความสามารถที่เจ้ามีย่อมต้องได้ใช้ประโยชน์ในอีกไม่นานนี้อยู่แล้ว”
“ที่ยายมาพบเจ้าในครั้งนี้ก็เพื่อจะพูดคุยเรื่องสำคัญที่เจ้าจำเป็นต้องรับรู้เอาไว้และจำเอาไว้ให้ดี เพราะมันคือสิ่งที่จะช่วยให้เจ้าสามารถเอาชีวิตรอดจากที่ที่เจ้ากำลังจะไปในอีกไม่นานนี้ได้”
“ไปที่ไหนกันคะคุณยาย แล้วเรื่องที่ว่ามันคืออะไรเหรอคะ”
นับดาวที่ได้ฟังคำพูดของหญิงชราก็กลับมาตั้งใจฟังสิ่งที่อีกฝ่ายจะบอกด้วยความสนใจในทันที
“ข้าจะบอกว่ากำไลหยกที่ข้ามอบให้เจ้านั้นความจริงแล้วมันคือกำไลมิติที่ในตอนนี้ได้กลายเป็นรอยปานอยู่ที่ข้อมือของเจ้าไปแล้ว”
“และมีเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่สามารถมองเห็นมันได้ วิธีใช้ก็เพียงแค่เจ้าแตะไปที่ข้อมือที่มีปานแล้วหลับตาลง เจ้าก็จะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายในนั้นได้”
“เพียงแต่เจ้าจะสามารถเอาสิ่งของออกมาจากมิตินั้นได้เพียงห้าสิบอย่างต่อหนึ่งวันเท่านั้น”
“ดังนั้นเจ้าจงคิดไตรตรองดูเอาเถิดว่าในหนึ่งวันเจ้าจะต้องนำสิ่งใดออกมาจากมิติได้บ้าง และจงจำเอาไว้ว่าให้เก็บความลับเรื่องที่เจ้ามีมิติเอาไว้ให้ดี"
"อย่าให้คนอื่นรู้เอาได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตของเจ้าคงจะต้องตกอยู่ในอันตรายอีกครั้งอย่างแน่นอน”
“หมดเวลาแล้ว ข้าต้องไปแล้วเจ้าเองก็ต้องไปแล้ว อย่าลืมใช้ชีวิตใหม่ให้มีความสุขนะนังหนู สติเท่านั้นที่จะนำพาเจ้าผ่านพ้นปัญหาทุกอย่างไปได้ ขอให้เจ้าโชคดี”
“ดะ..เดี๋ยวก่อนสะ…”
หลังจากที่หญิงชราเอ่ยจบร่างของนางก็ค่อย ๆ จางหายไปในขณะที่นับดาวยังคงรู้สึกสับสนและมึนงงกับเรื่องที่ได้ฟัง
และตั้งใจที่จะเอ่ยถามคุณยายอีกครั้งจู่ ๆ เธอก็รู้สึกเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากอย่างแรงแล้วภาพทุกอย่างก็ดับมืดลงอีกครั้ง……
“นี่นางเจียง! เจ้าลงมือหนักเกินไปหรือไม่!”
เสียงของชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นเสียงดังด้วยความตกใจ เมื่อเขากลับมาที่บ้านแล้วพบว่าในตอนนี้ร่างของหลานสาวคนโตของเขากำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้นบริเวณลานหน้าบ้าน
พร้อมกับเลือดสีแดงสดก็ค่อย ๆ ไหลออกมาจากหางคิ้วของ เจียงหลิน เด็กสาวอายุ 14 หนาว ที่เป็นลูกสาวคนโตของน้องสาวของเขาที่เพิ่งจะจากไปเมื่อสองปีที่ผ่านมา ที่ถูกภรรยาของเขาทุบตีระบายโทสะจนมีสภาพอย่างที่เห็น
“หึ! ตาย ๆ ไปได้เสียก็ดีนังเด็กกาฝากพวกนี้ ข้าเองก็ขี้เกียจจะเลี้ยงดูพวกขี้เกียจตัวเป็นขนแบบพวกมันจะแย่อยู่แล้ว”
ทางด้านนางเจียงหรือ เจียงหลี่ ภรรยาของเจียงไห่ผู้เป็นลุงแท้ ๆ ของเด็กสาวที่กำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้นอย่างน่าเวทนาก็ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งที่ตนเองทำลงไปเลยแม้แต่น้อย
สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้กับพวกชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของคนบ้านเจียง เพราะเสียงที่นางเจียงไล่ทุบตีหลานสาวนั้นดังไปทั่วจนชาวบ้านต่างก็รีบมาดูเหตุการณ์ในครั้งนี้
“นี่นังเจียง ข้าว่าครั้งนี้เองลงมือหนักเกิดไปจริง ๆ นั่นแหละ ดูสินั่นนังหนูเจียงหลินถึงกับหัวแตกเลยเชียวนะ ไม่รู้ว่านางยังหายใจอยู่หรือไม่ เจียงไห่เจ้ารีบเข้าไปดูอาการหลานสาวของเจ้าเร็วเข้า!”
นางจางรีบเอ่ยบอกกับชายวัยกลางคนที่อายุพอ ๆ กันกับสามีของตนเองให้รีบเข้าไปดูอาการของเด็กสาวโดยเร็วด้วยความสงสารเป็นอย่างมาก
“แล้วพี่จางท่านจะมายุ่งวุ่นวายอะไรเกี่ยวกับเรื่องในบ้านของข้ากัน!”
นางเจียงที่รู้สึกไม่พอใจที่ถูกสตรีรุ่นพี่ที่สามีของตนเคยแอบรักเอ่ยสั่งสามีของตน นางจึงได้เอ่ยกับอีกฝ่ายขึ้นมาพร้อมทำท่าทางไม่พอใจส่งไปให้สตรีวัยกลางคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลในทันที
“นี่นางเจียง! เจ้านี่มันนรกส่งมาเกิดหรืออย่างไรเหตุใดจึงได้ใจดำกับหลานสาวของสามีตนเองถึงเพียงนี้กัน”
น้ำเสียงไม่พอใจจาก จางเจ๋อ สามีของนางจางและยังเป็นสหายของเจียงไห่เอ่ยต่อว่านางเจียงขึ้นมาหลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยคำพูดไม่น่าฟังกับภรรยาของเขา
“แล้วมันจะทำไม ในเมื่อไอ้เด็กพวกนี้มันเป็นเพียงแค่กาฝากที่มารดาโง่งมของมันทิ้งเอาไว้ให้เป็นภาระของครอบครัวข้า จะตายทั้งทีทำไมไม่เอาลูก ๆ ของมันไปด้วยก็ไม่รู้ยังจะมะ…”
“พอได้แล้ว! เจียงหลี่ทำไมเจ้าถึงได้พูดจาร้ายกาจเช่นนั้นออกมาได้กัน นั่นมันน้องสาวแท้ ๆ ของข้านะ หรือว่าเจ้าลืมไปแล้วว่าเจียงหลันเคยช่วยเหลือเจ้าเอาไว้มากมายเพียงใด”
“แต่พอนางจากไปเจ้ากลับมาพูดจาว่าร้ายลับหลังคนตายเช่นนี้อย่างนั้นหรือ เจ้านี่มัน…”
เจียงไห่ตวาดขึ้นต่อหน้าของภรรยาของเขาด้วยความโกรธที่อีกฝ่ายพูดจาว่าร้ายน้องสาวที่จากไปของตนเองอย่างไม่ไว้หน้า
ทางด้านนางเจียงที่เพิ่งจะเคยถูกสามีตะคอกเสียงดังใส่ก็ถึงกับเงียบปากลงด้วยความตกใจ พร้อมกับดวงตาที่เริ่มจะแดงก่ำขึ้นมา
“นี่ท่านกล้าตวาดใส่ข้าเพราะเจ้าพวกเด็กกาฝากพวกนั้นหรือท่านพี่!”
หลังจากที่ตั้งสติกลับมาได้นางเจียงจึงได้เอ่ยถามผู้เป็นสามีด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างรู้สึกเสียใจ และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือนางรู้ว่าสามีของตนเองนั้นแพ้น้ำตาของตน
นางจึงได้เลือกใช้ไม้นี้มาเป็นฉากบังหน้าในการพ้นผิดเหมือนทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะประเดี๋ยวสามีของนางก็จะต้องใจอ่อนไม่เอาความนางอีกเช่นเคย
“ท่านลุง ในเมื่อท่านป้าสะใภ้ไม่ชอบพวกข้าสามคนพี่น้องถึงเพียงนั้น เช่นนั้นข้าขอพาน้อง ๆ กลับไปอยู่ที่บ้านของพวกข้าก็แล้วกันนะเจ้าคะ”
“!!!”
*******************************
ทำไมป้าสะใภ้ถึงเหมือนป้าข้างบ้านแบบนั้นกันละ หึ ยัยน้องจะทนไหมนะ
คนน่ารังเกียจ!
หลังจากที่คำพูดของร่างที่ทุกคนคิดว่านอนหมดสติอยู่ดังขึ้น พร้อมกับเจียงหลินที่ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ก่อนที่นางจะจ้องมองไปยังสองสามีภรรยาด้วยสายตาว่างเปล่า
“เสี่ยวหลิน! เจ้าเป็นเช่นใดบ้าง ให้ลุงพาเจ้าไปหาหมอดีหรือไม่”
ทางด้านจางไห่ที่เห็นว่าหลานสาวคนโตของตนเองรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างเป็นปกติก็ดีใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่เขาจะรีบปรี่เข้าไปหาร่างของหลานสาวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักด้วยความดีใจ
“ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะท่านลุง เพียงแค่ข้าต้องการที่จะพาน้องทั้งสองของข้ากลับไปอยู่กันที่บ้านเดิมของพวกข้าเจ้าค่ะ หวังว่าท่านลุงจะสนับสนุนข้านะเจ้าคะ”
เจียงหลินที่เมินเฉยต่อท่าทางเป็นห่วงของชายวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลุงแท้ ๆ ของนางกับน้องอีกสองคนที่ในตอนนี้ยังไม่กลับมาจากบนเขาเพราะนางเจียงสั่งให้พวกเขาทั้งสองขึ้นไปเก็บฟืนตั้งแต่ช่วงสาย
พร้อมกับเอ่ยบอกความต้องการของตนเองให้กับบุรุษตรงหน้าได้รับรู้และยังส่งสายตากดดันส่งไปให้ตบท้าย
เจียงไห่ที่เมื่อได้เห็นสายตาของหลานสาวคนโตที่ดูว่างเปล่า และเปลี่ยนไปก็รู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย
แต่เขาก็พอจะเข้าใจในความรู้สึกของอีกฝ่ายว่านางเองก็คงจะหมดความอดทนที่ต้องแบกรับเรื่องราวมากมายจากภรรยาของเขาแล้ว
และเพื่อเป็นการช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากเขา เขาจึงควรที่จะปล่อยให้นางพาน้อง ๆ ออกไปอยู่กันที่บ้านเดิมของตนเองเสียที
“ได้สะ…”
“ไม่ได้! บ้านหลังนั้นข้าตั้งใจจะเก็บเอาไว้ให้เจียงเป่าเพื่อเป็นสินเดิมในวันแต่งงานของนาง ท่านพี่จะยกคืนให้กับพวกนางไม่ได้!”
แต่ในขณะที่เจียงไห่กำลังจะเอ่ยตกลงคำขอของเจียงหลินอยู่นั้น นางเจียงก็พูดแทรกขึ้นมาเสียงดังพร้อมกับจ้องเขม็งมองไปยังใบหน้าของผู้เป็นสามีอย่างออกคำสั่ง
“แต่นั่นมันคือบ้านของข้าที่ท่านแม่ทิ้งเอาไว้ให้ ท่านป้าสะใภ้ไม่มีสิทธิ์มายึดไปเป็นของตนเองนะเจ้าคะ”
เจียงหลินที่ได้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของนางเจียงก็รู้สึกรังเกียจอีกฝ่ายเป็นอย่างมากจนนางนั้นเกือบจะหลุดคำด่าออกไปแล้วเพราะความหน้าหนาของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า
“ทำไมจะไม่ได้ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตลอดสองปีที่ผ่านมาใครเป็นคนให้ข้าวให้น้ำพวกเจ้าสามคนพี่น้อง”
“เพียงแค่ที่ดินผืนเดียวเจ้าก็ยกมันให้กับพี่สาวของเจ้าเพื่อตอบแทนบุญคุณที่ข้ากับท่านลุงของเจ้าจะเป็นไรไป”
คำพูดตอบกลับมาของนางเจียงนั้นถึงกับทำให้ขมับทั้งสองข้างของเจียงหลิน (นับดาว) เต้นตุบ ๆ ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางพยายามข่มกลั้นอารมณ์กรุ่นโกรธที่กำลังปะทุขึ้นมาเป็นอย่างมาก
ก่อนที่เจียงหลินจะเอ่ยตอบกลับป้าสะใภ้ของเจ้าของร่างด้วยความใจเย็นอย่างถึงที่สุดที่นางจะสามารถทำได้แล้ว
“ท่านป้าสะใภ้เจ้าคะ ถ้าข้ามอบที่ดินเพียงแห่งเดียวให้กับท่านไปแล้วข้ากับน้อง ๆ ของข้าจะไปอยู่ที่ไหนกันเล่า?”
“นั่นมันเป็นเรื่องของพวกเจ้าไม่เกี่ยวอะไรกับข้าเสียหน่อย เหตุใดข้าจะต้องไปสนใจพวกเจ้ากันว่าจะไปซุกหัวนอนอยู่ที่ใด”
“สารเลวยิ่งนัก!”
นางจางที่ได้ฟังคำตอบของนางเจียงจบลงก็ถึงกับพ้นคำหยาบคายออกมาด้วยความโกรธแทนสามพี่น้องบ้านเจียงที่ต้องมามีป้าสะใภ้น่ารังเกียจเช่นนี้
“พี่จาง! ข้าชักจะเริ่มหมดความอดทนกับท่านแล้วนะ อย่าคิดว่าข้าไม่กล้าโต้ตอบท่านกลับนะ ที่ข้ายังไว้หน้าท่านอยู่เพราะท่านเป็นภรรยาของพี่จางเจ๋อสหายของสามีข้าหรอกนะ”
ทางด้านนางเจียงเองก็เริ่มไม่พอใจกับท่าทีที่ภรรยาของสหายสามีที่แสดงต่อตนเองอย่างไม่ให้เกียรติเช่นนี้จนนางต้องเอ่ยเตือนออกฝ่ายออกไป
“เจ้า! นางเจียงข้าเองก็ไม่คิดที่จะอยากยุ่งเรื่องในครอบครัวของเจ้าหรอกนะ เพียงแต่สิ่งที่เจ้าทำกับนังหนูเจียงหลินนั้นมันเกินไปจริง ๆ ราวกับว่านางไม่ใช่หลานสาวของสามีเจ้าอย่างนั้นแหละ”
นางจางที่รักและเอ็นดูสามพี่น้องราวกับเป็นหลานสาวของตนเอง เพราะพวกเขาสองสามีภรรยานั้นอยู่บ้านติดกันกับบ้านของเด็กทั้งสาม ได้เห็นสามพี่น้องมาตั้งแต่เด็ก
ไหนจะบิดามารดาของพวกเขาทั้งสามยังเคยช่วยเหลือนางกับสามีเอาไว้ไม่น้อยอีก เมื่อนางต้องมาพบเห็นหลาน ๆ ทั้งสามต้องได้รับความอยุติธรรมย่อมไม่อาจจะนิ่งเฉยอยู่ได้จึงได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือเด็กทั้งสาม
“ท่านป้าจาง เสี่ยวหลินขอบคุณท่านป้ามากนะเจ้าคะที่ช่วยออกหน้าแทนข้ากับน้อง ๆ แต่ท่านป้าสะใภ้นั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากและไม่ยอมรับความเป็นจริง ท่านป้าจางอย่าไปเสียเวลาเถียงกับนางเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าว่าเรียกท่านหัวหน้าหมู่บ้านมาจบปัญหาเรื่องนี้จะเป็นทางออกที่ดีกว่านะเจ้าคะ”
เจียงหลินที่เห็นป้าจางช่วยออกหน้าพูดแทนตนเองก็รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างมากและนางเองก็ได้จดจำบุญคุณในครั้งนี้ของอีกฝ่ายเอาไว้แล้ว
รอให้มีโอกาสนางจะต้องตอบแทนอีกฝ่ายอย่างแน่นอน แต่กับลุงแท้ ๆ ของนางที่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากแทนนางกับน้อง ๆ แต่ปล่อยให้ภรรยาของตนเองเอาเปรียบนางอยู่ตลอดเวลานั้น
นางเองก็ได้จดจำสิ่งที่ครอบครัวนี้ได้ทำกับนางและน้อง ๆ เอาไว้แล้วเช่นกัน และรอวันที่นางจะเอาคืนพวกเขาให้สาสมกับสิ่งที่นางและน้องทั้งสองได้รับมาตลอดสองปีที่ผ่านมาให้จงได้
เพียงแต่การที่จะเอาชนะคนอย่างนางเจียงหลี่นั้นจำเป็นจะต้องเอาชนะให้นางไม่มีทางให้เดินต่อไปได้นั่นเอง เพราะฉะนั้นเจียงหลินจึงได้คิดให้คนที่มีอำนาจที่สุดในหมู่บ้าน หนานเจียง แห่งนี้เป็นคนตัดสินให้
“จริงสิ ท่านพี่ช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาให้นังหนูเจียงหลินหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
นางจางที่หลังจากได้ฟังคำพูดของเด็กสาวก็เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อในทันที นางจึงได้หันหน้าไปเอ่ยบอกกับผู้เป็นสามีให้ช่วยไปตามหัวหน้าหมู่บ้านมาให้
“ไม่ต้องไปแล้ว ข้ามาแล้วพวกเจ้ามีสิ่งใดจะเอ่ยก็ว่ามาได้เลย”
แต่ยังไม่ทันที่จางเจ๋อจะได้เอ่ยตอบรับคำของภรรยาสุดรัก เสียงแหบ ๆ แต่หนักแน่นก็ดังขึ้นจากหน้าบ้านของเจียงไห่ในทันที
พร้อม ๆ กับร่างของชายชราคนหนึ่งที่อายุน่าจะราว ๆ 60 ปีแต่ยังดูแข็งแรงกำลังเดินผ่านชาวบ้านคนอื่น ๆ เข้ามาที่บริเวณที่พวกของเจียงหลินยืนอยู่
ก่อนที่ร่างของ คังหนาน หัวหน้าหมู่บ้านหนานเจียงแห่งนี้จะมาหยุดลงตรงหน้าของทุกคน
“คารวะท่านหัวหน้าหมู่บ้านเจ้าค่ะ”
เจียงหลินเอ่ยทักทายชายชราตรงหน้าพร้อมกับก้มหน้าลงเพื่อเป็นการทำความเคารพแก่อีกฝ่ายด้วยความสุภาพ สร้างความเอ็นดูให้กับชายชราไม่น้อย
“อื้ม เสี่ยวหลินเจ้ามีสิ่งใดที่ข้าผู้นี้ช่วยก็เอ่ยบอกออกมาได้เลย ไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดทั้งนั้น”
คังหนานเอ่ยขึ้นหลังจากที่เด็กสาวตรงหน้ากลับไปยืนตัวตรงได้เช่นเดิมแล้ว เพื่อเข้าเรื่องในครั้งนี้ทันที
“เรียนท่านหัวหน้าหมู่บ้านข้าต้องการจะพาน้องทั้งสองกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมของมารดาเจ้าค่ะ”
“แต่ท่านป้าสะใภ้กลับไม่ยอมและคิดที่จะยึดเอาบ้านที่เป็นที่สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ท่านแม่ของข้าทิ้งเอาไว้ให้ไปเป็นสินเดิมให้บุตรสาวของนางเจ้าค่ะ”
“เจียงหลิน! นังเด็กบ้าเจ้ามันคนเนรคุณคนยิ่งนัก เจ้ากล้าใส่ความข้าต่อหน้าท่านลุงของเจ้าได้อย่างไรกัน”
เพียงแค่จบคำพูดของเจียงหลินนางเจียงก็เอ่ยต่อว่าหลานสาวของสามีด้วยความโกรธเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่คิดมาก่อนว่าเด็กที่ขี้กลัว ไม่กล้าสู้คนอย่างหลานสาวของสามี
ในวันนี้จะกล้าลุกขึ้นมาแข็งข้อกับตนเองเสียอย่างนั้น ทั้งที่ผ่านมานังเด็กคนนั้นไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนางตรง ๆ เลยสักครั้งเดียว
“นั่นก็เพราะข้ารู้แล้วนะสิเจ้าคะว่าท่านลุงไม่มีทางช่วยข้าได้ เพราะท่านลุงนั้นไม่เคยสู้ท่านป้าสะใภ้ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว”
“อีกอย่าง ข้ามีคำพูดจะเอ่ยกับท่านลุงสักหนึ่งประโยคเจ้าค่ะ”
เจียงหลินที่ได้รับความทรงจำของเจียงหลินคนก่อนมาในตอนที่หมดสติไปนั้นรับรู้เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดของเด็กสาวคนหนึ่งที่ต้องแบกรับเรื่องราวเลวร้ายมากมายมาโดยตลอด
นางจึงได้เอ่ยขึ้นเพราะต้องการที่จะเตือนสติแก่ชายวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายของมารดาของเจ้าของร่าง
“เจ้าว่ามาเถิดเสี่ยวหลิน”
เจียงไห่เอ่ยบอกกับหลานสาวของตนอย่างยอมรับว่าตอนเองนั้นไร้ความสามารถที่จะสู้กับภรรยาของตนจนทำให้หลานทั้งสามของตนได้รับความขมขื่นมาตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา
“การยอมเพราะรักมากอาจจะเป็นการทำร้ายคนคนนั้นอย่างร้ายแรงที่สุดก็เป็นได้นะเจ้าคะท่านลุง”
“…”
คำพูดของเจียงหลินนั้นช่างเหมือนกับลูกธนูที่พุ่งมาปักลงตรงกลางอกของเจียงไห่ในเวลานี้
เพราะเขานั้นเข้าใจถึงคำพูดนี้ของหลานสาวตนเองเป็นอย่างมาก เพราะในตอนนี้ผลจากการกระทำของเขามันได้ย้อนกลับมาทำร้ายเขาเข้าเสียแล้ว
“เจียงหลิน เจ้านี่มันเนรคุณยิ่งนัก! นี่คือลุงแท้ ๆ ของเจ้าเชียวนะ แต่เจ้ากลับกล้าพูดจาเช่นนี้กับเขาได้อย่างไรกัน”
นางเจียงที่พอจะรู้ความหมายในคำพูดของเด็กสาวตรงหน้าก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงได้เอ่ยต่อว่าหลานสาวของสามีด้วยข้อหาที่ค่อนข้างจะรุนแรงไม่น้อย
“มันคือเรื่องจริง…”
“ท่านพี่!”
****************************************************************************************************************
ใครก็ได้ช่วยลากป้าสะใภ้ของยัยน้องไปตบให้สักทีสองทีได้ไหมคะ ไรท์หมั่นไส้นางมากเลยค่ะ