โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

บุตรีอนุผู้ถูกทอดทิ้ง [EBOOK2เล่มจบ]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 ต.ค. 2568 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2567 เวลา 08.54 น. • หิมะที่ปลิดปลิว
หลี่เมิ่งเหยาย้อนเวลามาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบสองปี ในวันที่มารดาอนุผู้โง่เขลา ถูกขับไล่ออกจากจวน โชคยังดีที่ตอนตาย นางสวมกำไลหยกโลกันตร์เอาไว้ มันจึงติดตามนางมาที่นี่ด้วย

ข้อมูลเบื้องต้น

คลิกที่รูปภาพด้านบนได้เลยค่ะ

(EBOOKเล่ม1มีจำนวน 56 ตอน / 118,000คำ)

(EBOOKเล่ม2มีจำนวน 91 ตอน / 200,000คำ)

+++นิยาย2เล่มจบ+++

***คำโปรย***

หลี่เมิ่งเหยาจงตื่น

ดวงตาของนางกะพริบอยู่สองสามที

ข้าบอกให้เจ้าตื่น หลี่เมิ่งเหยา !

เปลือกตาของเด็กสาวเปิดขึ้นในทันที บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นหมอกควันสีขาว ทอดกว้างออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่เป็นความจริงหรือความฝัน “ท่านเป็นใคร” นางเอ่ยถามชายชราเคราขาวโพลนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ข้าเป็นดวงวิญญาณคุ้มครองกำไลหยกบนข้อมือของเจ้า”

“ดวงวิญญาณคุ้มครอง ท่านมาทวงกำไลหยกคืนรึไง เช่นนั้นก็เอาไปเถอะ แล้วส่งข้ากลับไปยังโลกเดิมได้หรือไม่”

“เฮอะ ช่างกล้าเอ่ย ร่างกายเจ้าดับสูญไปแล้ว เหลือเพียงดวงวิญญาณล่องลอยมาพร้อมกับกำไลของข้า”

“ข้าแค่สวมใส่กำไลวงนี้ จากนั้นก็จำสิ่งใดไม่ได้อีกเลย ท่านบอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าที่โน่น”

“เจ้าคงตายกะทันหันเลยจำไม่ได้ ตอนเจ้าสวมกำไลวงนี้ คานไม้ด้านบนร่วงใส่หัวของเจ้า ทำให้เจ้าตายในทันที หากเจ้าไม่ได้สวมกำไลนี้ติดข้อมือไว้ คงได้เวียนว่ายไปอยู่ในปรโลกแล้ว แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมกำไลจึงเลือกพาดวงวิญญาณของเจ้า ล่องลอยข้ามภพกลับมาอยู่ในร่างของแม่หนูผู้นี้ได้”

“ขะข้าตายแล้วจริง ๆ สินะ” แม้คาดเดาไว้ก่อนหน้านี้ แต่พอได้ยินกับหู หัวใจของนางกลับสั่นคลอนแทบยืนไม่อยู่

“เศร้าไปก็ไม่ช่วยอันใด ที่ข้าปลุกเจ้าตื่นเพราะวันเวลาของข้าได้หมดสิ้นลงแล้ว นับจากนี้ไปเจ้าเป็นเจ้าของกำไลวงนี้ต่อจากข้า”

“ท่านเป็นวิญญาณคุ้มครองกำไลแต่ข้าเป็นมนุษย์ จะไปมีความสามารถใดคุ้มครองกำไลได้”

“ข้าถึงได้แปลกใจนัก เหตุใดกำไลหยกโลกันตร์ถึงได้เลือกมนุษย์ธรรมดาเช่นเจ้า แทนที่จะเป็นดวงวิญญาณที่บำเพ็ญเพียรมานับร้อยนับพันปีเช่นข้า”

“กำไลหยกโลกันตร์ ชื่อน่ากลัวอะไรเช่นนี้” นางยกกำไลบนข้อมือขึ้นพิจารณาดูอีกรอบ

“มันเป็นเพียงแค่ชื่อ ความจริงมันเป็นหยกจากเพลิงลาวา หลอมเหลวผ่านวันเวลามานับหมื่นหมื่นปี มีท่านเซียนผู้หนึ่งได้เก็บกักความปรารถนาของผู้คนเอาไว้ในกำไลวงนี้ หากผู้ใดได้ครอบครองนับว่าเป็นวาสนาที่ดี”

หลี่เมิ่งเหยางุนงง อันใดคือเก็บกักความปรารถนาของผู้คนเอาไว้ “กำไลนี่ขอพรได้เช่นนั้นรึ”

“ไหนเลยจะง่ายดายเช่นนั้น สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับฝึกฝนวิชาความสามารถของเจ้า แต่ตอนนี้เจ้าเข้ามาได้เฉพาะยามนอนหลับเท่านั้น มีเคล็ดวิชาอยู่ในนี้มากมาย เจ้าสามารถเลือกนำไปฝึกฝนได้ เมื่อจิตใจเจ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งกับกำไลหยกโลกันตร์ได้ ภายภาคหน้าย่อมสุขสบายอย่างไร้ทุกข์ จงหมั่นฝึกฝนเข้าล่ะ เวลาของข้า…ได้ดับมอดลงแล้ว” ร่างของวิญญาณคุ้มครองหยกโลกันตร์ค่อย ๆ จางหายไป กระทั่งกลายเป็นดวงดาวลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

“เหยาเอ๋อร์ตื่นได้แล้ว” เสียงของมารดาเขย่าปลุก ทำให้หลี่เมิ่งเหยาตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝัน

นี่มันเรื่องจริงหรือ

“ท่านแม่ หน้าท่าน”

เฉาซูหลิ่งยกนิ้วขึ้นแตะใบหน้าตัวเองเบา ๆ “หน้าข้าคงดูไม่ได้เลยใช่ไหม ฝุ่นเยอะมากกว่าข้าจะปัดกวาดเช็ดถูกเสร็จเหนื่อยแทบตาย เจ้าเข้าไปนอนพักผ่อนด้านในก่อนเถอะ นี่ใกล้มืดค่ำแล้วดีที่แวะซื้อของกินมาก่อน ไม่เช่นนั้นคืนนี้คงได้อดข้าวเป็นแน่” นางมองดูพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หากออกไปซื้อของกินยามนี้ เกรงว่าขากลับอาจไม่ปลอดภัยก็เป็นได้

“เข้าเรือนกันเถอะท่านแม่” หลี่เมิ่งเหยาไม่แน่ใจเรื่องความฝัน บางทีนางอาจต้องนอนหลับอีกหน เผื่อได้เข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นอีก

เรือนที่อยู่ด้านข้าง มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งตัวลงจากบนกำแพง ตรงเข้าไปรายงานผู้เป็นนายที่อยู่ในห้องทำงาน เขาคือซ่งหลินต๋า คนสนิทของหยวนเหวินเซียว

“ได้ความว่าอย่างไร” หยวนเหวินเซียวปิดตำราในมือลง เขามาพักอยู่ที่นี่ได้สองเดือนแล้ว เรือนด้านข้างว่างเปล่าไร้คนอาศัยมาตลอด แต่วันนี้กลับได้ยินเหมือนเสียงของคนพูดคุยกัน จึงได้ให้ซ่งหลินต๋าไปสำรวจดู หากเป็นคนร้ายเข้าไปหมายจะชิงทรัพย์ สามารถจัดการแทนเจ้าของเรือนได้

“เป็นสตรีนางหนึ่งกับบุตรสาวอายุราวสิบปีเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ คงจะเป็นคนตระกูลหลี่เจ้าของเรือนขอรับ” ซ่งหลินต๋ารายงานตามที่เห็น

“เดินทางมากันแค่สองคนแม่ลูกเองหรือ” คิ้วของคนถามย่นเข้าหากัน

“ขอรับ”

“ไม่มีบ่าวไพร่ตามมาด้วยรึ”

“ไม่มีขอรับ”

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้น

ตามจินตนาการของผู้เขียนเท่านั้น

ตัวละครและสถานที่ในเรื่อง(ไม่มีอยู่จริง)

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

…หิมะที่ปลิดปลิว…

1 : มารดาโง่ จนถูกไล่ออกจากตระกูล

1 : มารดาโง่ จนถูกไล่ออกจากตระกูล

จวนตระกูลหลี่เจ้าเมืองถัง

สตรีสองนางถูกสาวใช้จับคุกเข่าลง ตรงหน้าของหลี่หงซวนเจ้าเมืองถัง ทั้งยังเป็นพ่อสามีของทั้งคู่อีกด้วย ท่านกำลังสอบสวนเรื่องของสะใภ้ใหญ่ของบ้านสาม ถูกฮูหยินรองกับอนุรวมหัวกันลอบทำร้าย ด้วยการวางยาขับเลือดในถ้วยน้ำแกงบำรุงครรภ์ ทำให้นางต้องสูญเสียทารกในครรภ์ไป

“ท่านพ่อข้าไม่รู้จริง ๆ ว่านั่นเป็นยาขับเลือด ฮูหยินรองบอกว่าเป็นน้ำแกงบำรุงครรภ์ ให้ข้าเป็นคนนำไปมอบให้ฮูหยินใหญ่ เป็นนางนั่นเอง นางหลอกข้า !”

เฉาซูหลิ่งชี้นิ้วไปทางสตรีด้านข้าง ร้อนรนเอ่ยออกมาเหมือนคนไม่ได้รับความเป็นธรรม

“อนุเฉาเจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้านะ เจ้าทำคนเดียวทั้งนั้นไม่เกี่ยวกับข้าเลย” ฮูหยินรอง ถูซวงอี้ ชี้นิ้วใส่หน้าเฉาซูหลิ่งกลับคืน ต่างคนต่างโยนความผิดให้กัน

ฮูหยินผู้เฒ่าหลิวเยี่ยนหนานโบกมือให้คนเข้ามา

“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าสองคนพูดความจริง แต่กลับไม่มีใครยอมรับความผิดแม้แต่คนเดียว มันน่าจับส่งทางการให้รู้แล้วรู้รอด”

พ่อบ้านหลัวให้คนลากสาวใช้คนหนึ่งเข้ามา สภาพของนางถูกทรมานจนเนื้อตัวบวมช้ำไปหมด

“เรียนนายท่านข้าให้คนไปค้นห้องสาวใช้ทุกคนในจวน พบเทียบยาซ่อนไว้ใต้หมอน จากห้องของสาวใช้คนนี้ขอรับ”

ถูซวงอี้ถึงกับคุกเข่าต่อไปไม่ไหว ทิ้งตัวลงไปนั่งอยู่บนพื้น สาวใช้ที่ถูกทรมานจนสภาพน่าเวทนานั่น เป็นเสี่ยวอิงสาวใช้สินเดิมของนางเอง

“ฮูหยินรอง ข้าขอโทษ ข้าทนต่อไปไม่ไหวจริง ๆ ข้าขอโทษ !” เสี่ยวอิงโขกศีรษะลงตรงหน้าของถูซวงอี้แรง ๆ น้ำตาไหลนองหน้าจน แทบไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่แล้ว

พ่อบ้านหลัวเอ่ย “ข้าให้คนไปถามที่หอโอสถแล้วขอรับนายท่าน เป็นเทียบยาขับเลือดจริง ๆ”

หลี่หงซวนมองไปทางบุตรชายคนที่สามของตน พบว่าเขามีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก สตรีที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าคือฮูหยินรอง กับอนุภรรยาที่เขารักใคร่ไม่ต่างกัน

เหตุใดถึงได้คิดร้ายต่อฮูหยินใหญ่ของเขาได้ เป็นเหตุให้เขาต้องสูญเสียลูกที่อยู่ในท้องของนางไป เดิมทีฮูหยินใหญ่ของเขาก็ตั้งท้องยากอยู่แล้ว เขารอมาตั้งนานกว่าจะมีวันนี้ได้ ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องสูญเสียไปเช่นนี้

“หย่วนเจ๋อนี่เป็นเรื่องในเรือนของเจ้า เจ้าอยากตัดสินเรื่องนี้ด้วยตัวเองหรือไม่” ผู้เป็นบิดาเอ่ยถามบุตรชาย

“ไม่ ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกนางอีกต่อไป แล้วแต่ท่านพ่อเถอะขอรับ ข้าขอตัวไปดูฮูหยินใหญ่ก่อน” หลี่หย่วนเจ๋อคำนับบิดา สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปในทันที หางตายังไม่แม้แต่จะมองสตรีทั้งสองนาง

เฉาซูหลิ่งลนลานตามเขาไป “ท่านพี่ช่วยข้าด้วย ข้าไม่ผิดนะเจ้าคะ ท่านพี่ !” แต่ถูกบ่าวรับใช้ขวางทางเอาไว้

หลี่หงซวน “หยุดโวยวายได้แล้วอนุเฉา เจ้าเป็นคนถือถ้วยน้ำแกงใส่ยาขับเลือด ไปมอบให้ฮูหยินใหญ่ด้วยตัวเอง ยังคิดจะหนีความผิดนี้ไปได้อีกรึ”

“ท่านพ่อขะข้าข้า…ไม่ผิด”

เฉาซูหลิ่งทิ้งตัวไปด้านหลังอย่างหมดเรี่ยวแรง เดิมทีนางก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อแม่สามีอยู่แล้ว เพราะไม่สามารถให้กำเนิดบุตรชายได้ ครั้นได้บุตรสาวก็นิสัยขี้ขลาดขี้กลัว ไหนเลยจะเชิดหน้าชูตาให้ตระกูลหลี่ได้

เฉาซูหลิ่งนั่งเหม่อลอย คล้ายคนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ขณะที่หลี่หงซวนกำลังประกาศโทษทัณฑ์ของพวกนาง ถูซวงอี้กับคนของนาง ถูกขายออกจากจวน ไปอยู่หอนางโลมอย่างเงียบ ๆ ชาตินี้อย่าได้ก้าวเท้า กลับมาเหยียบที่จวนตระกูลหลี่อีก

ส่วนเฉาซูหลิ่งถูกขับไล่ออกจากจวน ไปพร้อมกับบุตรสาว ให้ไปอยู่เรือนร้างของตระกูลหลี่ที่เมืองฉาง ห้ามกลับมาที่ตระกูลหลี่อีกชั่วชีวิต

“ท่านพ่อท่านขับไล่ข้าไป ข้ายังพอรับได้ เหตุใดต้องขับไล่เหยาเอ๋อร์ไปด้วย นางเพิ่งจะสิบสองปีเองนะเจ้าคะ” เฉาซูหลิ่งนึกถึงบุตรสาวร่างกายผ่ายผอม นอนซมเพราะพิษไข้อยู่ เกิดนึกสงสารนางขึ้นมาจับใจ

ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปมองสามีเล็กน้อย นางเห็นเด็กสาวคนนั้นมาตั้งแต่เกิด แม้ไม่ได้เอ็นดูแต่ก็นับว่าเป็นสายเลือดเดียวกัน

“ฮูหยินเรื่องนี้ข้าตัดสินใจไปแล้ว ไม่อาจคืนคำได้” คำพูดของประมุขของตระกูล มีหรือใครจะกล้าขัด

เฉาซูหลิ่งปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาดัง ๆ นางโง่งมจนทำให้บุตรสาว ต้องมารับเคราะห์กรรมตามไปด้วย

“ลากตัวอนุเฉาออกไป หารถม้าสักคันให้คนส่งนาง ไปที่เรือนร้างเมืองฉาง”

คำสั่งของหลี่หงซวนเป็นคำขาด บ่าวไพร่รีบทำตามในทันที

ครั้นได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังกับฮูหยินผู้เฒ่า หลี่หงซวนถึงได้บอกเหตุผล ที่ต้องตัดสินใจทำเช่นนี้ นั่นเพราะตระกูลจี้ได้ยื่นคำขาดมา ให้ขับไล่พวกเขาออกไปให้หมด อย่าให้เหลืออยู่แม้แต่ตนเดียว ไม่ต้องการให้คนที่ทำร้ายบุตรสาวของพวกเขา อยู่ระคายสายตาของจี้ชิวหรงอีกต่อไป

ฮูหยินผู้เฒ่าแค่นออกมาหนึ่งคำ “อ้างเหตุผลข้าง ๆ คู ๆ ความจริงแล้วต้องการกำจัดอนุในเรือนบุตรสาวทิ้งให้หมด นี่กระทั่งเด็กคนหนึ่งก็ไม่เว้น แต่ก็เอาเถอะ เหยาเอ๋อร์อยู่ที่นี่ ก็ใช่จะมีประโยชน์อันใด นางไม่ได้อยู่ในสายตาของพวกเราด้วยซ้ำ ให้นางไปกับแม่ของนางนั่นแหละดีแล้ว”

หลี่หงซวนนั้นเป็นเพียงเจ้าเมืองเล็ก ๆ มีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นที่ห้า ฝั่งตระกูลจี้บ้านเดิมของจี้ชิวหรงนั้น อยู่ในเมืองหลวงมีตำแหน่งใหญ่โตกว่าหนึ่งขั้น

เรื่องนี้เขาจึงต้องขบคิด ถึงผลได้ผลเสียในอนาคตอีกด้วย การเสียสละอนุกับหลานสาวคนหนึ่ง เพื่อชดเชยให้แก่คนตระกูลจี้ นับว่าเป็นเรื่องสมควรทำแล้ว

“ข้าก็คิดเช่นฮูหยินนั่นแหละ เพียงแต่สะใภ้สามแท้งคราวนี้ ไม่รู้จะยังสามารถตั้งท้องได้อีกหรือไม่ พวกเรารอดูไปก่อนดีกว่า หากนางไม่สามารถตั้งท้องได้จริง ๆ เราค่อยหาอนุมาให้หย่วนเจ๋อภายหลังก็ยังได้ ยามนั้นคนตระกูลจี้จะเอาอะไรมาง้างกับเราได้อีก”

“จริงดังท่านว่าเจ้าค่ะ”

ฝ่ายเฉาซูหลิ่งที่ถูกคนใช้ ลากตัวออกมาให้เก็บของในเรือน นางส่งเสียงเอะอะโวยวายตลอดทาง พร่ำบอกต้องการพบหลี่หย่วนเจ๋อให้ได้ แต่ถูกสาวใช้ขวางไว้ไม่ให้ไป นางจำใจกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง รีบเก็บของสำคัญใส่ห่อผ้าเพื่อออกเดินทาง

ครั้นนึกได้ว่าบุตรสาวนอนป่วยอยู่บนเตียง นางรีบวิ่งไปยังห้องนอนของบุตรสาวในทันที เห็นอีกฝ่ายนั่งเหม่ออยู่บนเตียง ดวงตาว่างเปล่าชอบกล

“เหยาเอ๋อร์พวกเราต้องไปกันแล้ว เจ้ารีบเก็บของเร็วเข้า” เอ่ยแล้วรีบจัดการเก็บของให้บุตรสาวด้วยตัวเอง

“สาวใช้ไปไหนกันหมดนะ ทำไมไม่มาดูแลเจ้า”

สาวใช้ที่ว่าป้อนยาเสร็จแล้ว ไปรวมตัวกับคนอื่นที่ห้องโถง ไม่มีคิดว่านางเกิดตัวร้อนจัด พิษไข้กำเริบถึงขั้นช็อกหมดลมหายใจลงไป ยามนี้คนที่อยู่ในร่างของเด็กสาวสิบสองปีเป็นผู้อื่นไปเสียแล้ว

โลกนี้เธอชื่อเหยาเอ๋อร์ หลี่เมิ่งเหยาสินะ

เพราะนั่งทำความเข้าใจกับตัวเองอยู่นานกว่าจะกระจ่าง ว่าตัวเธอได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวผู้นี้ เธอมาจากศตวรรษที่ 21 ชื่อเดิมคือหลี่เหยาเหยา อย่างน้อยก็มีคำว่าเหยาเหมือนกัน จากเหยาเหยาเป็นเหยาเอ๋อร์

เกือบหนึ่งชั่วโมงที่เธอนั่งอยู่ตรงนี้ ให้เรื่องราวไหลผ่านเข้ามาในหัว เพราะหากต่อต้านไม่ยอมรับ เธอจะปวดศีรษะรุนแรงคล้ายจะระเบิดออกมา

พยายามนึกย้อนไปว่าเหตุใดถึงได้หลุดมาอยู่ที่นี่ได้ พลันความทรงจำสายหนึ่งก็ผุดขึ้น เธอเดินเข้าไปในร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง เพื่อเลือกซื้อวัตถุโบราณ ไปมอบเป็นของขวัญวันเกิดให้คุณปู่

สายตาของเธอเหลือบไปเห็นกำไลหยกวงหนึ่ง คล้ายมันเรืองแสงได้เล็กน้อย จึงเดินไปหยิบแล้วสวมใส่ในทันที จากนั้นภาพก็ตัด รู้ตัวอีกทีก็อยู่ที่นี่เสียแล้ว

ความร้อนตรงข้อมือ ทำให้รีบดึงชายเสื้อขึ้นดู กำไลหยกลวดลายอักขระโบราณสีทองพันรอบวง ปรากฏอยู่บนข้อมือของเธอ มันตามติดมายังโลกนี้ด้วย ตามมาก็ดีอยู่หรอกนะ แต่มันมีประโยชน์อะไรบ้างล่ะ

“เหยาเอ๋อร์เจ้าหายตัวร้อนหรือยัง” เฉาซูหลิ่งเอาหลังมืออังหน้าผากบุตรสาว “ยังตัวร้อนอยู่เลยทำอย่างไรดี”

หลี่เมิ่งเหยามองมารดาด้วยสายตาเฉยชา บุตรสาวตายไปแล้วยังไม่รู้อีก มีมารดาเช่นนี้เธอจะหวังอยู่รอดปลอดภัย ในโลกนี้ได้อย่างไร

“อนุเฉาต้องรีบไปแล้ว ท่านเก็บของเสร็จหรือยัง” เสียงบ่าวรับใช้ตะโกนดังอยู่หน้าเรือน

“ไปไหนหรือเจ้าคะ”

หลี่เมิ่งเหยาเพิ่งทะลุมิติมา นางจึงไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ความทรงจำของร่างเดิมนั้น ทำให้นางสามารถใช้ภาษาของยุคโบราณได้

“เอาไว้ข้าเล่าให้เจ้าฟังบนรถม้า รีบไปกันเถอะ”

หลี่เมิ่งเหยาลุกขึ้น เดินไปบิดผ้าชุบน้ำในอ่าง เช็ดตามหน้าตาและตามแขนขาตัวเองเพื่อลดไข้ พอขึ้นรถม้านางก็โปะผ้าผืนนั้นไว้บนหน้าผาก

“เจ้าทำอะไรเหยาเอ๋อร์ เหตุใดต้องเอาผ้าไปวางบนหน้าผากเช่นนั้น” เฉาซูหลิ่งไม่ได้ดูแลบุตรสาวด้วยตัวเอง นางให้สาวใช้คอยดูแล จึงไม่ค่อยรู้วิธีการดูแลคนป่วย

“ข้ากำลังลดไข้ให้ตัวเองอยู่ ท่านแม่ท่านลองเล่าให้ข้าฟังที เหตุใดข้ากับท่าน ถึงถูกขับไล่ออกจากจวนท่านปู่ไปได้”

ความทรงจำก่อนหน้า ไม่มีทีท่าว่าคนในจวน จะขับไล่นางกับมารดาออกไป ต้องมีเหตุอันใดเกิดขึ้น ระหว่างที่นางนอนป่วยอยู่เป็นแน่ บ่าวรับใช้เหล่านั้นถึงได้มองนางกับมารดา ด้วยสายตาจงเกลียดจงชังได้

“เป็นข้าที่โง่เขลาเองถูกฮูหยินรองหลอกใช้ นางให้ข้าเอาน้ำแกงบำรุงครรภ์ไปให้แม่ใหญ่ของเจ้า ข้าไม่คิดว่าในน้ำแกงบำรุงครรภ์ จะมียาขับเลือดอยู่ด้วย แม่ใหญ่ของเจ้ากินเข้าไป ก็แท้งลูกในท้อง…”

เฉาซูหลิ่งเล่าจนจบ บุตรสาวของนางก็เอาแต่นั่งนิ่ง พร้อมพรูลมหายใจออกมาแรง ๆ บางครั้งก็ส่งสายตาดูแคลนมารดาออกมา

“เหยาเอ๋อร์เจ้าอย่ามองข้าเช่นนี้ ข้าไม่รู้เรื่องจริง ๆ เดิมทีพวกเราก็รักใคร่กันดี แม่ใหญ่เจ้าก็คงไม่คิด ว่าฮูหยินรองจะคิดร้าย”

“คนของท่านแม่ใหญ่ยอมให้นาง ดื่มน้ำแกงบำรุงครรภ์จากอนุเช่นท่านด้วยรึ” หลี่เมิ่งเหยาคิดไม่ตกในเรื่องนี้

“เจ้าก็รู้ข้ากับนางมีไมตรีที่ดีต่อกัน นางจึงไม่ได้คิดระแวงข้า แต่ข้ากลับโดนคนหลอกใช้เข้าให้ ข้านึกว่าการได้มอบของบำรุงร่างกายให้นาง อาจทำให้พ่อของเจ้า หันมาเห็นความดีของข้าบ้าง แต่ไหนเลยจะคิดว่าฮูหยินรอง จะร้ายกาจเช่นนั้นได้ ข้ามันโง่เอง”

“อืม”

เฉาซูหลิ่ง “?!”

เจ้าไม่คิดเห็นใจข้าเลยรึ

“เจ้าเป็นอันใดไปเหยาเอ๋อร์ เหตุใดวันนี้ดูแปลก ๆ ไป”

“ข้าถูกขับไล่ออกจากตระกูลหลี่ ท่านแม่ว่าข้าควรทำตัวปกติหรือ ข้าเหนื่อยท่านมียาลดไข้ไหม” ยุคนี้ยาลดไข้คงเป็นแบบต้มดื่ม แค่คิดก็ขมคอรอแล้ว

“ยาลดไข้ เอ่อ ไม่มีหรอก ข้าไม่ได้เอาติดตัวมาด้วย”

เฉาซูหลิ่งทำหน้ารู้สึกผิดขึ้นมา นางมัวแต่เก็บของเดินทาง มุ่งเน้นแต่ของมีค่า จนลืมเลือนกระทั่งยาของบุตรสาว

“ท่านแม่ท่านไปบอกคนขับรถม้า ให้เขาแวะร้านขายยาก่อน ไม่เช่นนั้นข้าคงได้ตายรอบสองเป็นแน่”

“พูดจาเหลวไหล ตายอะไรรอบสองของเจ้า”

นางเอ็ดบุตรสาวเบา ๆ ก่อนเปิดม่านไม้ไผ่ บอกคนขับรถม้าให้แวะร้านขายโอสถก่อน ซึ่งเขาก็ขานรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก

เพราะร่างกายยังอ่อนเพลีย หลี่เมิ่งเหยาจึงมองภาพด้านข้างแบบเบลอ ๆ ไม่ช้ารถม้าได้จอดลงหน้าร้านขายโอสถ มารดาของนางลงไปไม่นาน ก็กลับขึ้นมาพร้อมยาสมุนไพรลดไข้

นางจุดเตาต้มน้ำบนรถม้า จัดการต้มยาเพื่อป้อนให้บุตรสาว หลังจากได้ดื่มยาต้มแสนขมเข้าไป หลี่เมิ่งเหยาก็พร้อมปิดตาลงเพื่อนอนหลับพักผ่อน แต่ไม่วายกำชับมารดาเอาไว้ก่อน

“ท่านแม่หากข้าตัวร้อนขึ้นกว่าเดิม ท่านต้องรีบเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้ข้านะ ไม่เช่นนั้นข้าอาจตัวร้อนจัดจนตายก็เป็นได้” นางพยายามสื่อด้วยสายตา ให้รู้ว่านี่เรื่องสำคัญ

“คำก็ตายสองคำก็ตาย เจ้านี่มันยังไงนะ” มารดาผู้โง่เขลายังไม่เข้าใจเจตนาของบุตรสาวอยู่ดี

หลี่เมิ่งเหยามองนางแล้วส่ายหน้าไปมา “ข้าอาจจะหลับไปนาน ระหว่างนี้ท่านดูแลข้าดี ๆ ล่ะ”

ท่านทำลูกตายไปคนหนึ่งแล้ว ข้ายังไม่อยากตายตามนางไปอีกคน

“รู้แล้ว ๆ” เฉาซูหลิ่งรีบห่มผ้าให้บุตรสาว ตบหลังปลอบนางเบา ๆ

2 : ข้าบอกให้เจ้าตื่น หลี่เมิ่งเหยา !

2 : ข้าบอกให้เจ้าตื่น หลี่เมิ่งเหยา !

พอบุตรสาวหลับไปแล้ว นางถึงได้มานั่งคอตกคิดถึงอนาคตของตัวเอง ไม่รู้ว่าเรือนร้างที่เมืองฉางเป็นอย่างไรบ้าง เหมือนเคยรู้มาว่า เป็นเรือนเอาไว้สำหรับพักค้างคืน ระหว่างการเดินทางไปดูแลการค้า

ซึ่งเมื่อก่อนตระกูลหลี่เคยมีร้านค้าอยู่ที่นั่น พอหลี่หงซวนได้รับตำแหน่งเจ้าเมืองถัง คนตระกูลหลี่ก็ขายกิจการที่เมืองฉางทิ้งไป เหลือไว้เพียงเรือนแห่งเดียว

ระหว่างทางหลี่เมิ่งเหยาตัวร้อนขึ้นมาจริง ๆ ผู้เป็นมารดารีบเช็ดตัวให้นาง และป้อนยาที่ต้มเอาไว้ก่อนหน้าตามไปด้วย ไข้ถึงลดลงในเวลาต่อมา ต้องใช้เวลาเดินทางสองวัน คืนนี้เลยต้องเข้าพักในโรงเตี๊ยมไปก่อน

ตื่นเช้ามาหลี่เมิ่งเหยามีอาการดีขึ้น นางไม่ปวดศีรษะเหมือนเมื่อวานที่ผ่านมา ทำให้สามารถออกเดินทางต่อได้ในทันที

รถม้ามาถึงประตูเมืองฉาง เป็นเวลายามเซิน(15.00-16.59)แล้ว จากนั้นรถม้าก็มาจอดอยู่หน้าเรือนร้างในตรอกหนิงอัน

“เชิญอนุเฉากับคุณหนูเข้าเรือนเถอะขอรับ ข้าต้องขอตัวกลับก่อน”

คนขับรถม้าขนสัมภาระของทั้งคู่ลงจากรถม้า จากนั้นก็รีบจากไปในทันที ไม่มีคำสั่งใดจากตระกูลหลี่ หรือว่าสามีของเฉาซูหลิ่งแม้แต่คำเดียว

“ท่านแม่มีกุญแจหรือไม่”

“มีสิ พ่อบ้านในจวนให้ข้ามาแล้ว” นางรีบหยิบกุญแจที่อยู่ในอกเสื้อออกมา แต่ไม่ว่าจะพยายามไขเท่าไรก็ไม่ได้ผล

“ให้กุญแจข้ามาผิดอันหรืออย่างไร ทำไมไขไม่ได้ เจ้ากุญแจบ้านี่” นางโมโหจนปาลูกกุญแจลงพื้น

“ตรอกหนิงอันอันใดกัน นี่มันตรอกผีสิงชัด ๆ เงียบวังเวงปานนี้ เรือนข้าง ๆ มีคนอยู่หรือไม่ก็ไม่รู้”

หลี่เมิ่งเหยากลอกตาใส่มารดา ก่อนเดินเข้าไปดูแม่กุญแจใกล้ ๆ แล้วถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“สนิมขึ้นแบบนี้จะไขได้อย่างไร” นางจับแม่กุญแจแล้วคิดในใจเล่น ๆ ว่า เปิดสิ ทันใดนั้นข้อมือของนางก็ร้อน แล้วแม่กุญแจก็ถอดสลักออกได้เอง

“เหยาเอ๋อร์เจ้าเปิดได้”

“เอ่อ มันคงเก่าแล้ว ถูกข้าเขย่านิดเดียวก็หลุดออกจากกัน ท่านแม่เข้าเรือนกันเถอะ”

หลี่เมิ่งเหยาเก็บความดีใจนี้เอาไว้ ต้องมีบางอย่างเกี่ยวกับกำไลบนข้อมือของนาง ต้องหาเวลาศึกษามันดูเสียแล้ว

สภาพของเรือนไม่ได้เลวร้ายมากนัก เพียงแต่มีฝุ่นจับหนาเกินไป ต้นไม้รกร้างเต็มไปหมด แต่ภายในยังดูดีพอใช้อยู่อาศัยได้

“ข้าจะอยู่ได้อย่างไร มีแต่ฝุ่นเต็มไปหมด” เฉาซูหลิ่งเห็นความหนาของฝุ่นก็ปวดใจขึ้นมา

“ก่อนหน้าท่านแม่เป็นลูกเศรษฐีหรือ”

“ใช่ที่ไหนกัน ขาโตมาในชนบทต่างหาก”

“อ้อ เช่นนั้นคงปัดกวาดเช็ดถูเป็น”

“ไม่เป็น !”

หลี่เมิ่งเหยาตกใจหลังได้ยิน นางหันไปทางมารดาแล้วจ้องนางนิ่ง ๆ “เหตุใดถึงทำไม่เป็น”

เฉาซูหลิ่งปัดมือเบา ๆ ยืดอกขึ้นสูง “เพราะข้าหน้าตางดงาม ท่านพ่อจึงไม่ให้ข้าทำงานบ้าน ให้ข้ารักษาเนื้อรักษาตัว รอวันออกเรือนเป็นพอ”

หลี่เมิ่งเหยาได้ยินแล้ว เหมือนโลกใบนี้น่าขันยิ่งนัก ท่านตาท่านยายเลี้ยงมารดาของนางมาแบบผิด ๆ

“พวกเขาคงไม่คิด ว่าวันหนึ่งท่านแม่จะตกอับ”

เฉาซูหลิ่งตกตะลึง “เจ้ายังเป็นลูกข้าอยู่หรือไม่ เหตุใดคำพูดคำจาแปลกประหลาดยิ่งนัก”

“ข้าไม่ใช่ลูกของท่านแม่ได้หรือไม่ แม่ที่เกิดในชนบทแต่ไม่เคยทำงานหนักแบบท่านนี่ ระหว่างทางข้าป่วยหนักแทบตาย พอมาถึงบ้าน ได้แต่ยืนอยู่ตรงนี้ตั้งนานสองนาน ท่านเอาแต่บ่นไม่ยอมลงมือทำความสะอาดเสียที หรือว่าต้องให้ข้าที่เพิ่งฟื้นไข้ ลงมือทำเอง”

นางเหลือบตามองมารดาอย่างเอือมระอา

เฉาซูหลิ่งถูกบุตรสาวถากถางเข้าให้ พลันรู้ตัวว่านางมัวแต่เสียเวลาอยู่ตรงนี้จริง ๆ

“เอาล่ะ ๆ เจ้าไปนั่งรออยู่ใต้ต้นไม้ก่อนก็แล้วกัน ข้าจะไปทำความสะอาดก่อนสักหนึ่งห้อง คืนนี้เจ้ากับข้านอนห้องเดียวกันไปก่อน ข้าไม่มีเรี่ยวแรงทำความสะอาด สองห้องพร้อมกันหรอกนะ” นางเอ่ยแล้วเดินอิดออดเข้าไปในเรือน

หลี่เมิ่งเหยาเดินไปทรุดตัวลงนั่ง บนก้อนหินจำลองใต้ต้นไม้ ไม่รู้ป่านนี้คุณปู่ของเธอจะเป็นห่วงแค่ไหน ในชีวิตที่ผ่านมายี่สิบห้าปี เธอมีแค่ปู่เพียงคนเดียว

บิดามารดาล้วนตายจากไปหมดแล้ว เพราะเกิดอุบัติเหตุตั้งแต่เธอยังเด็ก จู่ ๆ เธอทะลุมิติที่นี่ ท่านต้องเป็นห่วงอย่างแน่นอน คิดแล้วก็แน่นิ่งไปครู่หนึ่ง

หากไม่ตายวิญญาณจะออกจากร่าง มาที่นี่ได้อย่างไร

นางยกฝ่ามือคู่น้อยขึ้นมองดู ยืดขาไปด้านหน้าเพื่อคาดเดาความสูงของตัวเอง หลี่เมิ่งเหยามีอายุเพียงสิบสองปี ร่างกายผอมแห้งความสูงไม่มากนัก ไม่สามารถใช้ร่างกายนี้ทำงานหนักได้ ต้องบำรุงด้วยอาหาร ให้ถูกหลักอนามัยเสียก่อน

เดิมทีเธอเป็นเพียงเจ้าของร้านดอกไม้ร้านเล็ก ๆ เท่านั้น มาอยู่ในยุคโบราณเช่นนี้ จะสามารถทำอะไรได้บ้าง คิดแล้วชวนปวดหัวยิ่งนัก เธอนั่งเอนหลังพิงกับต้นไม้แล้วเผลอหลับไป

หลี่เมิ่งเหยาจงตื่น

ดวงตาของนางกะพริบอยู่สองสามที

ข้าบอกให้เจ้าตื่น หลี่เมิ่งเหยา !

เปลือกตาของเด็กสาวเปิดขึ้นในทันที บรรยากาศรอบตัวกลายเป็นหมอกควันสีขาว ทอดกว้างออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่ เป็นความจริงหรือความฝัน

“ท่านเป็นใคร”

นางเอ่ยถามชายชราเคราขาวโพลน ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ข้าเป็นดวงวิญญาณคุ้มครองกำไลหยกบนข้อมือของเจ้า”

“ดวงวิญญาณคุ้มครอง ท่านมาทวงกำไลหยกคืนรึไง เช่นนั้นก็เอาไปเถอะ แล้วส่งข้ากลับไปยังโลกเดิมได้หรือไม่”

“เฮอะ ช่างกล้าเอ่ย ร่างกายเจ้าดับสูญไปแล้ว เหลือเพียงดวงวิญญาณ ล่องลอยมาพร้อมกับกำไลของข้า”

“ข้าแค่สวมใส่กำไลวงนี้ จากนั้นก็จำสิ่งใดไม่ได้อีกเลย ท่านบอกได้ไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้าที่โน่น”

“เจ้าคงตายกะทันหันเลยจำไม่ได้ ตอนเจ้าสวมกำไลวงนี้ คานไม้ด้านบนร่วงใส่หัวของเจ้า ทำให้เจ้าตายในทันที หากเจ้าไม่ได้สวมกำไลนี้ติดข้อมือไว้ คงได้เวียนว่ายไปอยู่ในปรโลกแล้ว แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมกำไล จึงเลือกพาดวงวิญญาณของเจ้า ล่องลอยข้ามภพ กลับมาอยู่ในร่างของแม่หนูผู้นี้ได้”

“ขะข้าตายแล้วจริง ๆ สินะ” แม้คาดเดาไว้ก่อนหน้านี้ แต่พอได้ยินกับหู หัวใจของนางกลับสั่นคลอนแทบยืนไม่อยู่

“เศร้าไปก็ไม่ช่วยอันใด ที่ข้าปลุกเจ้าตื่น เพราะวันเวลาของข้าได้หมดสิ้นลงแล้ว นับจากนี้ไปเจ้าเป็นเจ้าของกำไลวงนี้ต่อจากข้า”

“ท่านเป็นวิญญาณคุ้มครองกำไลแต่ข้าเป็นมนุษย์ จะไปมีความสามารถใดคุ้มครองกำไลได้”

“ข้าถึงได้แปลกใจนัก เหตุใดกำไลหยกโลกันตร์ ถึงได้เลือกมนุษย์ธรรมดาเช่นเจ้า แทนที่จะเป็นดวงวิญญาณ ที่บำเพ็ญเพียรมานับร้อยนับพันปีเช่นข้า”

“กำไลหยกโลกันตร์ ชื่อน่ากลัวอะไรเช่นนี้” นางยกกำไลบนข้อมือขึ้นพิจารณาดูอีกรอบ

“มันเป็นเพียงแค่ชื่อ ความจริงมันเป็นหยกจากเพลิงลาวา หลอมเหลวผ่านวันเวลา มานับหมื่นหมื่นปี มีท่านเซียนผู้หนึ่งได้เก็บกักความปรารถนาของผู้คน เอาไว้ในกำไลวงนี้ ผู้ใดได้ครอบครองนับว่าเป็นวาสนาที่ดี”

หลี่เมิ่งเหยางุนงง อันใดคือเก็บกักความปรารถนาของผู้คนเอาไว้ “กำไลนี่ขอพรได้เช่นนั้นรึ”

“ไหนเลยจะง่ายดายเช่นนั้น สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับฝึกฝนวิชาความสามารถของเจ้า แต่ตอนนี้เจ้าเข้ามาได้เฉพาะยามนอนหลับเท่านั้น มีเคล็ดวิชาอยู่ในนี้มากมาย เจ้าสามารถเลือกนำไปฝึกฝนได้ เมื่อจิตใจเจ้าหลอมรวมเป็นหนึ่ง กับกำไลหยกโลกันตร์ได้ ภายภาคหน้าย่อมสุขสบายอย่างไร้ทุกข์ จงหมั่นฝึกฝนเข้าล่ะ เวลาของข้า…ได้ดับมอดลงแล้ว”

ร่างของวิญญาณคุ้มครองหยกโลกันตร์ ค่อย ๆ จางหายไป กระทั่งกลายเป็นดวงดาวลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า

“เหยาเอ๋อร์ตื่นได้แล้ว” เสียงของมารดาเขย่าปลุก ทำให้หลี่เมิ่งเหยา ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝัน

นี่มันเรื่องจริงหรือ

“ท่านแม่ หน้าท่าน”

เฉาซูหลิ่งยกนิ้วขึ้นแตะใบหน้าตัวเองเบา ๆ

“หน้าข้าคงดูไม่ได้เลยใช่ไหม ฝุ่นเยอะมาก กว่าข้าจะปัดกวาดเช็ดถูกเสร็จ เหนื่อยแทบตาย เจ้าเข้าไปนอนพักผ่อนด้านในก่อนเถอะ นี่ใกล้มืดค่ำแล้ว ดีที่แวะซื้อของกินมาก่อน ไม่เช่นนั้นคืนนี้ คงได้อดข้าวเป็นแน่”

นางมองดูพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว หากออกไปซื้อของกินยามนี้ เกรงว่าขากลับอาจไม่ปลอดภัยก็เป็นได้

“เข้าเรือนกันเถอะท่านแม่”

หลี่เมิ่งเหยาไม่แน่ใจเรื่องความฝัน บางทีนางอาจต้องนอนหลับอีกหน เผื่อได้เข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นอีก

เรือนที่อยู่ด้านข้าง มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งตัวลงจากบนกำแพง ตรงเข้าไปรายงานผู้เป็นนาย ที่อยู่ในห้องทำงาน เขาคือซ่งหลินต๋า คนสนิทของหยวนเหวินเซียว

“ได้ความว่าอย่างไร”

หยวนเหวินเซียวปิดตำราในมือลง เขามาพักอยู่ที่นี่ได้สองเดือนแล้ว เรือนด้านข้างว่างเปล่า ไร้คนอาศัยมาตลอด แต่วันนี้กลับได้ยิน เหมือนเสียงของคนพูดคุยกัน จึงได้ให้ซ่งหลินต๋าไปสำรวจดู

หากเป็นคนร้ายเข้าไปหมายจะชิงทรัพย์ สามารถจัดการแทนเจ้าของเรือนได้

“เป็นสตรีนางหนึ่งกับบุตรสาวอายุราวสิบปี เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ คงจะเป็นคนตระกูลหลี่ เจ้าของเรือนขอรับ” ซ่งหลินต๋ารายงานตามที่เห็น

“เดินทางมากันแค่สองคนแม่ลูกเองหรือ” คิ้วของคนถามย่นเข้าหากัน

“ขอรับ”

“ไม่มีบ่าวไพร่ตามมาด้วยรึ”

“ไม่มีขอรับ”

หยวนเหวินเซียวเลิกคิ้วคมเข้มขึ้นเล็กน้อย เคาะนิ้วลงบนกระดาษตรงหน้าเบา ๆ

“แม่ลูกคู่นี้ไม่น่าใช่คนดีอะไร ถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ อีกทั้งยังไร้คนติดตาม นับว่าเป็นการลงโทษเสียมากกว่า ทางที่ดีไม่ต้องไปข้องแวะกับพวกเขา” เขามั่นใจในความคิดของตัวเองอยู่ไม่น้อย

“ขอรับคุณชาย” ซ่งหลินต๋าน้อมรับคำสั่ง หมุนตัวกลับออกไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ

3 : ยืมกระโถนฉี่ข้างบ้าน

3 : ยืมกระโถนฉี่ข้างบ้าน

หลังเข้ามาอยู่ในห้องนอนแล้ว สองแม่ลูกกลับพบปัญหาใหญ่ ไม่มีน้ำสะอาดให้ใช้ เฉาซูหลิ่งถึงกับน้ำตาคลอเบ้า นางทำความสะอาดจนเนื้อตัวสกปรกไปหมด ต้องการอาบน้ำให้สดชื่น

ขณะที่ผู้เป็นบุตรสาวนั้น กำลังเป็นกังวลกับห้องสุขาของที่นี่ สภาพผุพังเช่นนั้น เข้าไปทำธุระไม่ได้แล้ว

“ช่างหัวน้ำมันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยหาทางเอา เหยาเอ๋อร์หากเจ้าปวดเบา ก็ใช้กระโถนไปก่อนก็แล้วกัน”

เฉาซูหลิ่งตัดใจจากน้ำสะอาด โชคดีที่ถุงน้ำของนางกับบุตรสาว ยังพอมีน้ำเหลืออยู่ นำมาเทใส่ผ้าสะอาด เช็ดหน้าตาไปก่อนได้

“ท่านแม่กระโถนที่ว่านั่นอยู่ที่ไหนกัน” หลี่เมิ่งเหยาเห็นเพียงเตียงเก่า ๆ หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ภายในห้อง

“มันต้องมีสิ แม่ไปหาห้องอื่นดูก่อน”

หลังจากมองหากระโถนฉี่ให้บุตรสาวไม่พบ นางก็รีบเดินออกไปยังห้องอื่น

อย่าว่าแต่กระโถนฉี่ไม่มีเลย กระทั่งตะเกียงกับหินจุดไฟก็หาไม่เจอ นางรีบเดินกลับมาหาบุตรสาวในห้อง สีหน้าจนหนทางแล้วจริง ๆ

“ท่านแม่อีกหน่อยฟ้ามืดสนิทจะแย่เอานะเจ้าคะ” เอ่ยแล้วรอดูว่ามารดาของตนจะทำอย่างไร

“มืดก็ช่างสิ เข้านอนเร็วหน่อยก็แล้วกัน หากปวดเบาจริง ๆ เราค่อยคลำทางไปปลดทุกข์ ตรงสวนข้างหลังนี่ก็ได้”

อืม สติปัญญาของท่านมีเท่านี้จริง ๆ รึ

“ท่านแม่ท่านรออยู่นี่แหละ ข้าจะลองไปถามเรือนด้านข้างนี่ดู” หลี่เมิ่งเหยาเอ่ยขึ้นในที่สุด

“มีคนอยู่ด้วยรึ เงียบขนาดนั้น”

“ข้าไปดูก่อนก็แล้วกัน ท่านไม่ต้องไปหรอก ข้าเป็นเด็กคนพบเห็น ย่อมให้ความช่วยเหลือได้ง่าย หากท่านไปเกรงว่าหน้าตางาม ๆ อย่างท่าน จะทำให้ผู้อื่นหลงเข้าใจผิดได้”

เฉาซูหลิ่งมองบุตรสาวเหมือนเห็นตัวประหลาด

“เหยาเอ๋อร์เหตุใดเจ้าพูดจาฉะฉานเพียงนี้”

ก่อนหน้าเอาแต่ก้มหน้าหลบสายตาผู้คน ไหนเลยจะกล้าต่อปากต่อคำกับนาง เหมือนในตอนนี้

“ท่านคิดมากไปแล้ว เดี๋ยวข้ากลับมา” นางรีบเดินออกจากเรือนไป

ก่อนจะมืดไปกว่านี้ ต้องรีบหายืมตะเกียงเพื่อนบ้านให้ได้เสียก่อน ประตูเรือนด้านข้างที่มีกำแพงฝั่งขวาติดกับเรือนของนาง ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร หลี่เมิ่งเหยารีบยื่นมือออกไปจับห่วงประตูรูปหัวสิงห์ เคาะเบา ๆ ด้วยความเกรงใจ ไม่ช้ามีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเดินออกมาเปิดให้

“เจ้าเป็นใคร”

“เอ่อ พี่ชายข้าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ที่เรือนด้านข้างนี้ เนื่องจากเดินทางมาอย่างฉุกละหุก จึงไม่ได้เตรียมตะเกียงกับหินจุดไฟมาด้วย พี่ชายท่านพอจะมีของให้ข้าหยิบยืมหรือไม่ พรุ่งนี้ข้าจะรีบเอามาคืน”

คุณปู่สอนว่ายามขอร้องผู้อื่น ต้องอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าไว้ ยามนี้นางจึงยืนตัวเล็กตัวลีบ ทำหน้าตาใสซื่อให้สมกับวัย ของเด็กสาวเจ้าของร่างเดิม แต่ชายผู้นี้ดูเหมือนไม่ค่อยไว้วางใจนาง

ฉีห้าวตงเดินออกมาสำรวจดูรอบ ๆ บริเวณหน้าประตู เกรงว่าจะมีผู้อื่นใช้แม่นางน้อยผู้นี้ มาหลอกล่อคุณชายของตนเอง เมื่อไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติใด เขาจึงหันไปเอ่ยกับนาง

“เจ้ารออยู่หน้าประตูนี่แหละ ข้าจะเข้าไปถามคุณชายก่อน”

“ได้เจ้าค่ะ”

อีกฝ่ายหันหลังจากไป พร้อมกับบานประตูที่ปิดลง

มีแขกไม่เชิญเข้าบ้าน ท่าทางระแวดระวังเช่นนี้ หรือว่าจะเป็นคนไม่ดี คิดแล้วก็หันไปมองเรือนหลังที่อยู่ฝั่งซ้าย นั่นยิ่งไม่มีแม้แต่แสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน เกรงว่าคงไม่มีผู้อยู่อาศัย

หยวนเหวินเซียวมองผู้เข้ามารายงาน ด้วยสีหน้าประหลาดใจ เดิมทีเรือนของเขาไม่เคยมีใคร มาเคาะประตูเหมือนในวันนี้ วางถ้วยชาที่เพิ่งจิบลงบนโต๊ะ

“เจ้าบอกว่าใครมานะ”

ฉีห้าวตง “เป็นแม่นางน้อยผู้หนึ่งขอรับ บอกว่าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่เรือนด้านข้าง ที่เรือนของนางไม่มีตะเกียงกับหินจุดไฟ เลยอยากมาขอยืมขอรับ”

ซ่งหลินต๋า “น่าจะเป็นบุตรสาวของเรือนหลังนั้นขอรับ”

“เหตุใดใช้เด็กสาวมาขอยืมตะเกียงจากบ้านบุรุษ ไม่รู้จักความเหมาะสมเอาเสียเลย แล้วเด็กนั่นอยู่ไหนแล้วล่ะ” หยวนเหวินเซียวอดตำหนิมารดาของนางไม่ได้

“ข้าให้นางรออยู่หน้าประตูใหญ่ขอรับคุณชาย”

เพราะคุณชายของเขาไม่ชอบสตรี พวกนางมักนำแต่ปัญหามาให้ จึงมีกฎห้ามสตรีที่ไม่รู้จักเข้าใกล้

“ให้นางเข้ามาพบข้าที่ห้องโถงรับแขก ต้อนรับนางให้เป็นทางการ อย่าให้ผู้อื่นนำไปติฉินนินทาเอาได้” หยวนเหวินเซียวไม่อยากมีปัญหาภายหลัง

“ขอรับคุณชาย” ฉีห้าวตงน้อมคำนับรับคำสั่ง

ไม่ช้าฉีห้าวตงก็เดินนำหน้าเด็กสาว เข้ามายังห้องโถงรับแขก หยวนเหวินเซียวนั่งรออยู่บนเก้าอี้ ด้านหลังของเขามีซ่งหลินต๋ายืนอยู่ด้วย

หลี่เมิ่งเหยาลอบสังเกตเรือนหลังนี้ ดูไปแล้วมีแต่บุรุษทั้งนั้น ที่อยู่ด้านนอกสองคนนั้น เหมือนเป็นผู้คุ้มกันทั่วไป ส่วนคนที่เชิญนางเข้ามา ดูเหมือนจะมีตำแหน่งเหนือกว่าคนด้านนอก

คนนั่งบนเก้าอี้มีดวงตาค่อนข้างคมดุ แต่ก็รับกับคิ้วหนาเข้มเฉียงได้รูป ใบหน้านับได้ว่าหล่อเหลาอยู่ไม่น้อย รัศมีรอบกายดูเป็นเจ้านายของทุกคนที่นี่ ดูไปแล้วอายุคงไม่เกินยี่สิบปี

นางนึกสรรพนามที่ใช้แทนตัวเองก่อนหน้า รีบประสานมือน้อมศีรษะลง

“เหยาเอ๋อร์คำนับคุณชายเจ้าค่ะ”

นางเรียกเขาแบบนี้ไปก่อน

หยวนเหวินเซียวหน้าตึงในทันที “ข้ากับเจ้าไม่ได้สนิทกัน อย่าแทนชื่อตัวเองกับข้าเช่นนั้น นี่เจ้ามีชื่อแซ่ว่าอะไร”

นี่รังเกียจนางหรอกรึ

“ข้าชื่อหลี่เมิ่งเหยาเจ้าค่ะ แล้วท่านเล่ามีชื่อเสียงเรียงนามอันใด”

อีกฝ่ายถึงกับผงะ “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”

อ้าว เจ้ารู้ชื่อข้าได้ แต่ข้ารู้ชื่อเจ้าไม่ได้ นี่มันตรรกะอะไรกัน

นางเผลอทำตัวเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็ก จ้องหน้าเขาตรง ๆ อย่างไม่หวั่นกลัว

“ไม่อยากยืมของแล้วหรือ”

แต่พอเขาเอ่ยเท่านั้นแหละ นางรีบกลืนความโกรธลงท้องไป ฉีกยิ้มอย่างใสซื่อ

“ข้าไม่อยากรู้ชื่อท่านแล้ว แต่ยังอยากยืมตะเกียงกับหินจุดไฟ อ้อ ยืมกระโถนฉี่ด้วยเจ้าค่ะ”

“กระโถนถี่ !” หยวนเหวินเซียวใบหน้าดำคล้ำหลังได้ยิน ตระกูลใดกันสั่งสอนบุตรหลาน ไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้

ฉีห้าวตงหันไปมองซ่งหลินต๋าด้านข้าง ก่อนส่ายหน้าไปมาเหมือนบอกว่า เขาไม่เคยได้ยินเรื่องกระโถนฉี่มาก่อน

“เจ้าค่ะ ห้องสุขาเรือนข้าผุพังไปหมดแล้ว พี่ชายท่านพอจะให้ข้ายืม กระโถนฉี่หนึ่งคืนได้หรือไม่”

พี่ชาย ?! คนได้ยินกลั้นความโกรธที่อยู่ในอกเอาไว้

“หลี่เมิ่งเหยาข้าไม่เคยนับญาติกับคนแปลกหน้า ห้ามเรียกข้าว่าพี่ชายอีก ไม่เช่นนั้น”

หลี่เมิ่งเหยาจ้องหน้าเขา รอฟังคำตอบว่าเขาจะทำอะไรตัวนาง

“ข้าจะไม่ให้เจ้ายืมกระโถนฉี่ !”

ฉีห้าวตง “?”

ซ่งหลินต๋า “…?”

หลี่เมิ่งเหยา “?!”

“ไม่เรียกแล้ว ๆ แต่ว่าท่านจะให้ข้าเรียกท่านว่าอะไรล่ะ” เพื่อกระโถนฉี่นางยอมถอยให้แบบสุด ๆ แล้วนะ

“เรียกข้าว่าคุณชายสามก็พอ”

“ได้ ๆ ขอบคุณคุณชายสามมาก ที่ให้ข้ายืมตะเกียง หินจุดไฟ แล้วก็กระโถนถี่ด้วย”

ด้านได้อายอด ท่องเอาไว้หลี่เมิ่งเหยา

หยวนเหวินเซียวดูเหมือนจะรำคาญนางอยู่ไม่น้อย หันไปสั่งลูกน้อง ไปเอาของที่นางยืมออกมาให้

“คุณหนูหลี่นี่เป็นกระโถนอันใหม่นะขอรับ ยังไม่ได้ผ่านการใช้งานมาก่อน” ฉีห้าวตงรีบอธิบาย เกรงว่านางจะเข้าใจว่าตนเอาของใช้แล้วมาให้

“ขอบคุณพี่ชายมากเจ้าค่ะ หากใช้เสร็จแล้วข้าจะเอามาคืนให้” นางเอ่ยกับฉีห้าวตง

แต่หยวนเหวินเซียวกลับเสียงแข็งใส่นาง

“ไร้ยางอายสิ้นดี กระโถนที่เจ้าฉี่ใส่แล้ว จะเอากลับมาคืนข้าอีกทำไม ข้ายกให้ทั้งหมดนั่นแหละ ไม่ต้องเอามาคืน ทางที่ดีไม่ต้องมาที่เรือนหลังนี้อีก”

รังเกียจข้าจริง ๆ สินะ

หลี่เมิ่งเหยายิ้มหวาน ๆ ใส่เขาไปหนึ่งที “ขอบคุณคุณชายสามเจ้าค่ะ” เอ่ยแล้วหมุนเท้าเดินจากไปในทันที

หยิ่งยโสโอหังยิ่งนัก เชอะ !

กลับเข้าไปในเรือน นางก็มอบของที่ยืมให้กับมารดาในทันที เฉาซูหลิ่งดีใจจนตาเป็นประกาย อย่างน้อยคืนนี้ก็มีแสงสว่าง มีกระโถนให้ปลดทุกข์ยามค่ำคืนแล้ว

“เหยาเอ๋อร์เรือนข้าง ๆ ใครเป็นเจ้าของหรือ วันหลังจะได้ไปทำความรู้จักกันเอาไว้”

“เขาไม่บอกว่าเป็นใคร และห้ามไปยุ่งวุ่นวายกับเขาด้วย ทางที่ดีต่างคนต่างอยู่ดีที่สุด ของที่เขาให้มา เขาก็ให้เลย ไม่รับคืน” นางเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

“พิลึกคนแทนที่จะได้ทำความรู้จักกันเอาไว้ ภายภาคหน้าจะได้พึ่งพาอาศัยกัน” เฉาซูหลิ่งมองค้อนไปทางเรือนหลังด้านข้าง

“ท่านแม่ก็เอ่ยเกินไป พวกเรามีอะไรให้เขามาพึ่งพากัน ท่านก็อย่าคิดไปตีสนิทกับพวกเขาเข้าล่ะ”

“ข้าจะไปอยากตีสนิทด้วยทำไม ไม่อยากรู้จักกันก็ไม่ต้องไปสนใจ ต่างคนต่างอยู่อย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ”

“ท่านแม่คิดได้ก็ดีแล้ว”

เฉาซูหลิ่งมองค้อนบุตรสาว เจ็บป่วยคราวนี้เหยาเอ๋อร์ของนาง นิสัยเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก แต่พอมองหน้าบุตรสาวก็ต้องส่ายหน้าเบา ๆ ก็ยังเป็นเหยาเอ๋อร์ของนางอยู่ดี เพียงแต่ไม่ได้ขี้ขลาดขี้กลัว อีกทั้งยังพูดเก่งขึ้นกว่าเดิมอีก

เมื่อท้องฟ้ามืดสนิท สองแม่ลูกก็รีบดับตะเกียงเข้านอน ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาตลอดสองวัน ทำให้คนเป็นแม่นอนหลับสนิทลงไปอย่างง่ายดาย

ส่วนหลี่เมิ่งเหยา นางต้องการนอนหลับ เพื่อที่จะได้มั่นใจ ว่าความฝันก่อนหน้า เป็นเรื่องจริงหรือไม่

และเมื่อนางนอนหลับสนิทตามมารดาไป กำไลหยกบนข้อมือ ก็เปล่งแสงสีขาวนวลออกมา ลืมตาขึ้นอีกทีก็อยู่ในความฝันเหมือนเมื่อตอนกลางวัน

สถานที่แห่งเดิม หมอกควันหนาตา ความรู้สึกเงียบสงัด เพียงแต่ไม่มีชายชราเคราขาวผู้นั้น สงสัยดวงวิญญาณดับสูญไปแล้วจริง ๆ หลี่เมิ่งเหยาหมุนกำไลหยกในมือเล่นไปมา

กำไลหยกโลกันตร์

เจ้านี่สินะ ที่ช่วยเปิดกุญแจให้นาง มันส่องแสงสว่างวาบออกมา นางรีบเพ่งสายตามองดูดี ๆ ปรากฏว่าภายในกำไลวงนี้มีภาพสถานที่ต่าง ๆ อยู่ในนั้น พอนางแตะนิ้วที่ตรงไหน พื้นที่ที่นางอยู่ก็เปลี่ยนตามไปด้วย สถานที่เหล่านั้นหมุนเวียนเปลี่ยนไป ตามความต้องการของนาง

มีที่ไหนเป็นตึกสมัยใหม่บ้างไหมนะ

เหมือนกำไลหยกโลกันตร์จะรู้ความคิดของนาง มันกะพริบแสงถี่ ๆ คล้ายไม่พอใจ

“เอาล่ะ ๆ ข้าขอโทษ ไม่คิดถึงที่นั่นแล้วก็ได้ มีแต่ป่าเขาเต็มไปหมด ไม่เห็นจะมีบ้านคนเลย”

นางเลื่อนดูแผนที่ไปเรื่อย ๆ พบว่ามันสามารถขยายภาพขึ้นได้ ตามความคิดของนาง เลื่อนดูจนเกือบครบรอบวงกำไล กลับไม่พบสถานที่ ที่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย กระทั่งสายตาของนางมาหยุดอยู่สถานที่สุดท้าย

มีเรือนสี่ประสานอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนยอดภูเขาสูงชัน พบน้ำตกธรรมชาติที่ไหลลู่ลงสู่เบื้องล่าง

ที่นี่แหละ !

นางหลับตาใช้ความคิดเลือกสถานที่ พอลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเอง กำลังยืนอยู่บนหน้าผาสูงชัน ด้านหลังเป็นเรือนสี่ประสานสภาพเก่า ดูขลังทรงพลังเป็นอย่างมาก จึงได้เดินเข้าไปสำรวจดูภายในเรือน

พบว่ามีอยู่ทั้งหมดสี่เรือนด้วยกัน เรือนแรกที่นางเข้าไปดูเป็นห้องเก็บสมุนไพรแ ละตำรายาเต็มไปหมด มีกระทั่งยาที่ถูกปรุงเสร็จเก็บไว้อยู่ตามลิ้นชัก

มีทั้งวิธีการผลิต การรักษา นี่มันยาเทวดารึไง บางตัวเขียนไว้ว่า รักษาได้สารพัดโรค

นางยังไม่เข้าใจเรื่องยาโบราณ จึงเดินออกจากเรือนหลังแรกไปยังหลังที่สอง ที่นี่เป็นเหมือนห้องหนังสือทั่วไป มีตำรามากมาย พร้อมสี่สิ่งล้ำค่าของห้องหนังสือ

เรือนที่สามเป็นเหมือนที่อยู่อาศัย มีเตียงนอนและของใช้ครบครัน ดูไปแล้วผู้พักอาศัยก่อนหน้าคงอยู่เพียงลำพัง

แต่สิ่งที่ทำให้นางตื่นตาตื่นใจมากที่สุด กลับเป็นเรือนหลังที่สุด เปิดไปเข้านางก็ได้กลิ่นอายของความร่ำรวยในทันที เพราะมันคือห้องเก็บสมบัติของที่นี่ ทั้งไข่มุกทั้งก้อนทองคำ ทองคำแท่ง และสิ่งล้ำค่ามากมาย

นางมาจากโลกยุคปัจจุบัน สิ่งของเหล่านี้ล้วนประเมินราคาไม่ได้ ท่านเซียนที่เคยบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นี่ ท่านคงไม่ได้ละทิ้งทางโลกอย่างแท้จริง ถึงได้ยังเก็บสะสมของล้ำค่า เอาไว้มากมายถึงเพียงนี้

ใบหน้าที่ยิ้มแย้มหัวใจเต้นแรง กลายเป็นห่อเหี่ยวลงในทันใด หลังนึกได้ว่า

ข้าอยู่ในความฝัน ?!

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...