โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

บัตรคนจนใช้งบ 3 แสนล้าน ใน 6 ปี รัฐบาลหา “คนจนตัวจริง” เจอหรือยัง?

Thairath Money

อัพเดต 30 ต.ค. 2567 เวลา 06.03 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2567 เวลา 06.03 น.
ภาพไฮไลต์

กลายเป็นที่พูดถึงอีกครั้งสำหรับ Negative Income Tax (NIT) หรือ ภาษีเงินได้ติดลบ สวัสดิการบนฐานแนวคิดระบบภาษีที่มุ่งจูงใจให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีเงินได้ต่ำกว่าเกณฑ์ เข้าสู่ระบบภาษี หลังรัฐบาลแพรทองธารเตรียมปฏิรูประบบภาษีด้วยแนวคิดดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาคนจน ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระการคลังที่ใช้จัดสวัสดิการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางรายได้ของรัฐบาลที่ลดลง เนื่องจากมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำให้ไทยขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี

ล่าสุดกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการปฏิรูประบบภาษีไปสู่ Negative Income Tax โดยคาดว่าจะใช้เวลาศึกษาประมาณ 1-2 ปี คำถามคือ การหยิบแนวคิดดังกล่าวกลับมาทบทวน เพื่อหวังลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการนำแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นผู้มีรายได้น้อยเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น จะช่วยให้รัฐบาลสามารถระบุตัวคนจนได้แม่นยำมากขึ้น และใช้งบประมาณช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด กำลังสะท้อนว่าที่ผ่านมาการบริหารงบประมาณสวัสดิการอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทำให้เงินอุดหนุนไปไม่ถึง “คนจนตัวจริง” แม้จะดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) มาแล้ว 6 ปีก็ตาม

คนจนน้อยลง สวนทางงบบัตรคนจน 3 แสนล้านบาท

โครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เราเรียกกันคุ้นปากว่า “บัตรคนจน” มีจุดเริ่มต้นในปี 2559 โดยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการปฏิรูปการดำเนินนโยบายการจัดสรรสวัสดิการของประเทศไทย และสร้างระบบฐานข้อมูล ระบุตัวตนและติดตามข้อมูลผู้มีรายได้น้อยและคนยากจน ผ่านการให้เงินอุดหนุน ลดภาระค่าครองชีพ เพื่อยกระดับคนกลุ่มนี้ให้พ้นจากความยากจน จึงเปิดให้ลงทะเบียนครั้งแรกในปี 2560 โดยมีผู้มาลงทะเบียน 14 ล้านคน และมีผู้ได้รับสิทธิ์ 11.4 ล้านคน และนำไปสู่การแจกเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 1 จากนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 มกราคม ปี 2561 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 2 โดยให้แจกเงินอุดหนุนไปพร้อมกับให้การอบรมพัฒนาทักษะวิชาชีพ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยมีงานทำเลี้ยงตัวเองได้ ต่อมาในปี 2561 ได้เปิดให้มีการลงทะเบียนรอบเพิ่มเติม โดยขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งเป็นกลุ่มตกหล่นจากการลงทะเบียนในระยะที่ 2 ทั้งนี้เมื่อรวมทั้งสองปี มีคนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งหมด 18.7 ล้านคน ในการลงทะเบียนโครงการฯ รอบล่าสุดในปี 2565 พบว่า มีคนลงทะเบียนในโครงการฯ ทั้งหมด 22 ล้านคน

โดยผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะต้องมีคุณสมบัติดังนี้

  • อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
  • รายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
  • มีทรัพย์สินในวันที่ตรวจสอบไม่เกิน 100,000 บาท
  • ไม่มีวงเงินกู้ซื้อรถ 1 ล้านบาทขึ้นไป และไม่มีวงเงินกู้ซื้อบ้าน 1.5 ล้านบาทขึ้นไป
    ไม่มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์

จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่มีการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีคนไทยสนใจลงทะเบียนจำนวนมาก และเมื่อย้อนดูตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์และงบประมาณที่ใช้อุดหนุนในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา (2561-2566) พบว่า รัฐบาลใช้งบประมาณรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 3.3 แสนล้านบาท ขณะที่ตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์เฉลี่ยปีละ 13-14 ล้านคน ซึ่งไม่ลดลงเลย สวนทางกับตัวเลขคนจนตามนิยามเส้นความยากจนจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง มาอยู่ที่ 2.39 ล้านคนในปี 2566

เงินอุดหนุนบัตรคนจน ตามปีงบประมาณ (2561-2566)

  • ปีงบประมาณ 2561 ใช้งบประมาณ 43,614.5 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ 14.2 ล้านคน
  • ปีงบประมาณ 2562 ใช้งบประมาณ 93,155.4 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ 14.6 ล้านคน
  • ปีงบประมาณ 2563 ใช้งบประมาณ 47,843.5 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ 13.9 ล้านคน
  • ปีงบประมาณ 2564 ใช้งบประมาณ 48,216.0 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ 13.5 ล้านคน
  • ปีงบประมาณ 2565 ใช้งบประมาณ 34,986.4 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ 13.2 ล้านคน
  • ปีงบประมาณ 2566 ใช้งบประมาณ 65,413.80 ล้านบาท ผู้ได้รับสิทธิ 14.6 ล้านคน

จำนวนคนจนผู้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับจำนวนคนจนตามเส้นความยากจนที่ขัดแย้งกันอาจสะท้อนได้ว่าระบบคัดกรองคุณสมบัติโครงการฯ มีช่องโหว่ ทำให้เงินอุดหนุนหลุดไปอยู่ในมือคนที่ไม่ใช่ “คนจนตัวจริง” เนื่องจากเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใช้ฐานรายได้ที่ค่อนข้างกว้าง อยู่ที่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่มีทั้งคนรายได้น้อยที่เกือบจนและคนจน ทำให้เมื่อเฉลี่ยรายได้ต่อเดือนแล้ว มีมูลค่าสูงกว่าเส้นความยากจน ซึ่งกำหนดค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคขั้นต่ำของคนไทยไว้ที่ 3,034 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับคนจนส่วนใหญ่ที่เป็นแรงงานนอกระบบ

เกณฑ์วัดความจน อุปสรรคค้นหา “คนจนตัวจริง”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การไม่มีฐานข้อมูลคนจน ซึ่งเป็นระบบกลางเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลคนจนของแต่ละหน่วยงานเข้าด้วยกันก็เป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลระบุ “คนจนตัวจริง” ได้ยากขึ้น เนื่องด้วยแต่ละหน่วยงานมีเกณฑ์การคัดกรองคุณสมบัติคนจนที่แตกต่างกัน ปัจจุบันเกณฑ์จำแนกคนจนที่มักถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงเพื่ออธิบายสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำและความยากจนในไทย มาจาก 2 หน่วยงาน ได้แก่ เส้นความยากจน (Poverty line) ของสำนักงานสถิติแห่งชาติและคนจนเป้าหมายในระบบ TPMAP ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

โดยเส้นความยากจนเป็นเครื่องมือสำหรับใช้วัดภาวะความยากจน โดยคำนวณจากต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายรายบุคคลในการได้มา ซึ่งอาหารหรือสินค้าจำเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตอื่น ๆ ตามปัจจัย 4 ที่นอกจากอาหาร ซึ่งก็คือ ยา เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย โดยในปี 2566 ไทยมีเส้นความยากจนอยู่ที่ 3,034 บาทต่อเดือน หมายความว่าใครที่มีรายจ่ายขั้นพื้นฐานต่ำกว่าเส้นความยากจนก็จะถือเป็นคนจนนั่นเอง ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนคนจนทั้งหมด 2.39 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 3.41% ของประชากรทั้งหมด ลดลงจากปี 2565 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 5.43%

โดยคนจนแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามระดับความรุนแรง ได้แก่

  • คนจนมาก คือ คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนเกินกว่า 20%
  • คนจนน้อย คือ คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคต่ำกว่าเส้นความยากจนไม่เกิน 20%
  • คนเกือบจน คือ คนที่มีระดับรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคสูงกว่าเส้นความยากจนไม่เกินร้อยละ 20

สำหรับเกณฑ์จำแนกคนจนในระบบ TPMAP จะเป็นการสำรวจประชากรจากฐานข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย และข้อมูลผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง แล้วนำวิเคราะห์ด้วยดัชนีความยากจนหลายมิติ (MPI) โดยพิจารณาจากปัญหาใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านรายได้ และด้านการเข้าถึงบริการรัฐ เพื่อหา “คนจนเป้าหมาย” ซึ่งเป็นคนจนที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน โดยคนจน 1 คน อาจมีปัญหามากกว่า 1 ด้าน โดยในปี 2567 ประเทศไทยมีคนจนเป้าหมายรวมทั้งหมด 813,054 คน จากการสำรวจประชากร 34,770,696 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 211,739 คน จากการสำรวจประชากร 36,130,610 คน

เมื่อเปรียบเทียบเกณฑ์จำแนกคนจนของทั้งสองหน่วยงาน จะพบว่าการจำแนกคนจนในระบบ TPMAP นั้นครอบคลุมสถานการณ์ความยากจนมากกว่า เนื่องจากความยากจนไม่ได้จำกัดอยู่แค่มิติตัวเงินเท่านั้น โดยระบบ TPMAP สามารถระบุปัญหาที่เกี่ยวกับความยากจนได้ 3 ข้อ ได้แก่ คนจนอยู่ที่ไหน? คนจนมีปัญหาอะไร? จะพ้นความยากจนได้อย่างไร? นอกจากนั้น ยังสามารถเปรียบเทียบข้อมูลปีต่อปี ทำให้เห็นทิศทางความรุนแรงสถานการณ์ปัญหาความยากจน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประเมินปัจจัยที่อาจส่งผลต่อปัญหาดังกล่าว หรือประเมินประสิทธิภาพของนโยบายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นได้ ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาตรงจุด และเลือกนโยบายได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บัตรคนจนใช้งบ 3 แสนล้าน ใน 6 ปี รัฐบาลหา “คนจนตัวจริง” เจอหรือยัง?

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...