โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โศกนาฏกรรมชีโตสหนึ่งห่อ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 30 ก.ย 2567 เวลา 04.18 น. • เผยแพร่ 30 ก.ย 2567 เวลา 04.18 น.

ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ

โศกนาฏกรรมชีโตสหนึ่งห่อ

“รู้มั้ยครับว่าถ้ำนั้นมีชีวิต?”

ในการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับชีววิทยาของถ้ำ นักธรณีวิทยาหนุ่มถามผู้ฟังทั้งห้องด้วยแววตาที่เป็นประกาย มือของเขาตั้งขึ้น เพื่อเรียกร้องความสนใจ

ทว่า กลับไม่มีใครเลยสักคนที่จะยกมือเพื่อตอบคำถามของเขา บรรยากาศในห้องเงียบสงัด

อาจจะเป็นเพราะว่าทอล์กนี้จัดเช้าเกินไป หลายคนรวมทั้งผมที่เป็นสาย nocturnal ที่ชอบทำงานกลางคืน อาจจะยังไม่ค่อยจะตื่น มีสติสมบูรณ์มากนัก

เขาเดินมาหน้าเวที และเริ่มพูดต่อด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ถ้ำที่มีชีวิต เราเรียกว่าถ้ำเป็น สภาพแวดล้อมภายในถ้ำเป็นจะมีพลวัตที่ชัดเจน มีทางน้ำไหล มีการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยภายใน พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าภายในถ้ำไหนเห็นมีการเติบโต เราจะถือว่าถ้ำนั้นมีชีวิต แต่เมื่อไรก็ตามที่ถ้ำนั้นหยุดการเจริญเติบโต เราก็จะถือถ้ำว่านั้นตาย กลายเป็นถ้ำที่ไร้ชีวิต”

“และบางที การคร่าชีวิตของถ้ำนั้นก็อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายจนแทบคาดไม่ถึง พฤติกรรมบางอย่างที่ดูเหมือนไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรได้ อย่างเช่น การเอานิ้วมือเข้าไปแตะหรือไปสัมผัสตรงปลายหินงอกหินย้อย อาจจะทำให้มีน้ำมันจากนิ้วมือไปเปื้อนติดอยู่บนหิน ซึ่งส่งผลต่อทิศทางการไหลของน้ำบาดาลที่ทำให้การงอกต่อของหินงอกหินย้อยในถ้ำนั้นหยุดชะงัก”

“และทำให้ถ้ำนั้นค่อยๆ ตายไปในที่สุดก็เป็นได้”

นี่เป็นอะไรที่ไม่เคยรู้มาก่อน ผมฟังด้วยความตื่นเต้น

…ในมุมของนักชีววิทยาผู้ศึกษาชีวิต นี่เป็นอีกมุมที่น่าสนใจ เพราะสภาพแวดล้อมที่ลึกลับซับซ้อน มืดมนอนธการ แต่มีเอกลักษณ์ของถ้ำ ทำให้ผู้คนในอดีตจินตนาการถึงถ้ำไปต่างๆ นานา บ้างก็เอาไปยึดโยงกับภูตผี บ้างก็เอาไปเชื่อมโยงกับทวยเทพ พญานาค และอีกสารพัด นอกจากนี้ ระบบนิเวศใต้โลกของถ้ำที่แยกตัวออกมาจากโลกภายนอกอย่างชัดเจนทำให้สิ่งมีชีวิตในถ้ำมักมีวิวัฒนาการแบบแปลกๆ จนมีรูปลักษณ์ที่ประหลาดหรือคุณลักษณะที่เฉพาะ

อย่างเช่น ปลาถ้ำตาบอด ค้างคาว แมงป่องถ้ำ นกนางแอ่น เป็นต้น

โดยปกติ ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ มักมองระบบนิเวศใต้โลกเป็นอิสระจากโลกภายนอก ราวกับว่าหลุดไปเป็นอีกโลก

แต่ในความจริง ถ้ำอาจจะมีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ำที่มีมนุษย์อยู่ หรือที่เปิดให้มนุษย์เข้าไปศึกษาวิจัย และเยี่ยมชม

และหนึ่งในถ้ำที่ซับซ้อนที่สุดและโด่งดังที่สุดที่เปิดกว้างให้นักวิจัยและนักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม และศึกษาวิจัยได้ ก็คือถ้ำคาร์ลสแบด (Carlsbad Caverns) อุทยานแห่งชาติถ้ำคาร์ลสแบด (Carlsbad cavern national park) ในเทือกเขากัวดาลูเป้ (Guadalupe mountain) รัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้วยขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารและภูมิทัศน์ภายในโถงถ้ำที่ประดับประดาไปด้วยหินงอกหินย้อยมากมายตระการตา ถ้ำคาร์ลสแบด จึงกลายเป็นเป้าหมายยอดนิยมที่มีคนเข้ามาท่องเที่ยวมากถึงราว 500,000 คนต่อปี ตัวเลขนี้เป็นอะไรที่น่ากังวล

“คนมากขึ้นก็เอาขยะเข้ามาในอุทยานมากขึ้น คุณเจอขยะมากมาย ตรงๆ คือในทุกอุทยาน ผู้คนทิ้งข้าวของเอาไว้ พวกเขาทิ้งขยะเอาไว้” โรเบิร์ต เมลนิก (Robert Melnick) ศาสตราจารย์ด้านภูมิสถาปัตย์ จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน (The University of Oregon) ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน ผู้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโบราณสถานมากว่า 40 ปีให้สัมภาษณ์

จากข้อมูลของสำนักงานอุทยานแห่งชาติ สหรัฐ ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวอุทยานกว่า 300,000,000 คน และมีขยะถูกทิ้งเอาไว้ในอุทยานต่างๆ รวมกันมากถึง 70 ล้านตัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากที่อุทยานทุกแห่งพยายามจะแก้ไข

แต่บางทีมันก็ยากเกินไปจะทำให้สำเร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น

ประโยคที่ว่า “อย่าทิ้งร่องรอยอะไรไว้ข้างหลัง (leave no trace)” ถูกเอามาใช้เพื่อรณรงค์ให้ผู้คนจัดการกับขยะของตัวเองอย่างเหมาะสม ทว่า ก็ไม่ประสบผล

และป้ายกรุณาอย่าทิ้งขยะปิดประกาศอยู่ชัดเจน ก็ยังไม่ช่วยอะไรเท่าไร

จนถึงขนาดที่ว่า อุทยานแห่งชาติยอดนิยมอย่าง “โยซิมิตี (Yosemite National Park) ต้องออกมาโพสต์ประกาศห้ามทิ้งหรือฝังขยะหรือกระดาษชำระไว้ในอุทยาน

“ลองจินตนาการ คุณกำลังชื่นชมทิวทัศน์อันงดงามของโยซิมิตี และก็…เซอร์ไพรส์! มีกระดาษชำระใช้แล้วโบกสะบัดทักทายอยู่ข้างๆ น้ำตกแรนเชเรีย (Rancheria Falls) จัดแบบม้วนเต็มเลยด้วย!”

(แบบนี้ก็ไม่ไหวนะ บรรยากาศมันไม่ได้)

แต่ในถ้ำคาร์ลสแบดนั้นสาหัสกว่า เล่นเอาเจ้าหน้าที่อุทยานแทบหัวใจวายกันเลยทีเดียว

เพราะในโถงใหญ่ของถ้ำ หรือที่เรียกว่า The Big Room ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวที่โด่งดังของถ้ำคาร์ลสแบด เป็นห้องเดี่ยวขนาดใหญ่ เรียกว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในแถบทวีปอเมริกาเหนือเลยก็ว่าได้ ด้วยขนาดที่กว้างถึงเกือบ 200 เมตร และยาวกว่า 1.2 กิโลเมตร

พวกเขาเจอสิ่งแปลกปลอมเป็นขนมข้าวโพดอบกรอบรสชีส ยี่ห้อชีโตส ซองสีแดงโดดเด่นตกอยู่ในโถง ทั้งที่มีป้ายติดหราประกาศเอาไว้หน้าอุทยานว่า “อาหารและเครื่องดื่มนั้นไม่อนุญาตให้นำเข้าไปในอุทยานโดยเด็ดขาด”

อาจจะเป็นอาจุมม่าซักคนที่แอบเอาเข้ามา หรือไม่ก็วัยรุ่นที่ไม่สนใจกฎระเบียบ หรือไม่ก็เด็กน้อยที่แอบเดินถือเล็ดลอดสายตาพ่อแม่เข้ามา จะใครก็ตามแต่ ในกรณีนี้ ทางอุทยานไม่สามารถจับมือใครดมได้

แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมนิ่งเฉย แม้จะจับไม่ได้ แต่ต้องขอโพสต์ประณามให้เป็นอุทาหรณ์ในโซเชียลมีเดีย

“แค่ชีโตสซองเดียว อาจจะสร้างหายนะระดับเปลี่ยนโลกได้!!!”

เพจเฟซบุ๊กของอุทยาน (Carlsbad Caverns National Park) โพสต์ นี่เป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงความมักง่ายของมนุษย์บางคน ที่ท้ายที่สุดแล้วอาจส่งผลกระทบรุนแรงเป็นโดมิโนที่บ่อนทำลายระบบนิเวศอันเปราะบางของถ้ำในธรรมชาติ

ในถ้ำที่ชื้นแฉะ แท่งข้าวโพดอบกรอบที่โดนความชื้นเข้าไปจะนิ่ม และจะกลายเป็นแหล่งอาหารบ่มเพาะเชื้อราชั้นเยี่ยม กลายเป็นโคโลนีของราที่แผ่ขยายอาณาเขตไปรอบๆ ส่งกลิ่นคละคลุ้ง

และที่แย่ยิ่งกว่า คือเศษอาหารพวกนี้ยังไปยั่วยวนพวกสัตว์ไม่พึงประสงค์อย่าง แมงป่อง หนู แมลงสาบ และตัวอื่นๆ ให้เข้ามากิน แทะ และแพร่กระจายเชื้อราไปยังส่วนอื่นของถ้ำอีก

…ซึ่งอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศในถ้ำได้อย่างน่ากลัว

เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำคาร์ลสแบด (Carlsbad cavern national park) เผยว่า พวกเขาต้องใช้เวลาในการทำความสะอาดเชื้อราจากชีโตสในถ้ำนานถึงยี่สิบนาที กว่าที่จะกำจัดซองชีโตสพร้อมเชื้อราที่เติบโตอยู่ตามพื้นผิวในบริเวณใกล้เคียงออกได้หมด

คําถามคือผลกระทบที่แท้จริงในถ้ำคาร์ลสแบดจะหนักหนาสาหัสเพียงไรอันนี้บอกยาก

อาจจะเรื้อรังและน่ารำคาญไปพักใหญ่ เพราะสปอร์ที่กระจายไปของเชื้อราคงจะไม่หายไปง่ายๆ จากถ้ำ

แต่ส่วนตัว ถ้าถามว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกับสปีชีส์ที่อยู่ในถ้ำมากน้อยเพียงไร ก็คงมีผลบ้าง แต่อาจจะไม่น่าห่วงขนาดนั้น ถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหน หรือสัตว์ที่อาศัยในถ้ำเอาเศษอาหารอะไรมาทิ้งให้พวกมันได้สวาปามและเติบโตขึ้นมาใหม่ ก่อกวนระบบนิเวศอีก

สำหรับตอนนี้ สิ่งที่ทำได้ก็คือ “รอ” เพื่อให้ระบบนิเวศในถ้ำจะปรับเข้าสู่สมดุล (equilibrium) อีกครั้ง ก็น่าจะอีกสักระยะ

แต่ที่น่าเสียดาย คือไม่รู้ว่าหินงอกหินย้อยจำนวนมากมายในโถงอันสวยงามแห่งนี้ จะตายไปสักเพียงไรจากการทำความสะอาด และการระบาดของเชื้อรา

“ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ หรือน้อยนิด พวกเราทิ้งผลกระทบไว้ในทุกๆ ที่ที่พวกเราไป คำถามคือเราเลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับโลกที่เราต้องแชร์กันอยู่นี่อย่างไร” ทางทีมอุทยานโพสต์

เพราะบางทีบางสิ่งที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยอาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าที่คิด

หรือว่า บางทีเราอาจจะตระหนักถึงความหมายของคำว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว” กันน้อยไปนิด

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โศกนาฏกรรมชีโตสหนึ่งห่อ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...