โจทย์ใหญ่ อุตสาหกรรมไทย คู่ค้ากดดัน Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี
งานสัมมนาวิชาการ “ECO Innovation Forum 2024” ภายใต้แนวคิด “Now Thailand : Sustainable Futures ลงทุนในประเทศไทยเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” โดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้หยิบเอาความท้าทายของโลกมาฉายภาพให้เห็นว่า ขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่เพียงการถูกดิสรัปชั่นจากเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Change ที่เป็นโจทย์ใหญ่ของภาคอุตสาหกรรม และอาจจะเป็นปัญหาของบางธุรกิจที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้
เพราะเป้าหมายที่จะไปสู่การเป็น Net Zero ในปี 2065 (2608) เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งต้องทำ แต่มันคือการร่วมมือกันทั้งในส่วนของรัฐ เอกชน ประชาชน บวกกับความเข้มข้นของกฎหมาย ดังนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนของไทยจะต้องทำโดยเร็วที่สุด คือการปรับตัวตั้งแต่กระบวนความคิด หลักการบริหาร วิธีการผลิต เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่โลกต้องการและต้องเป็นสิ่งที่ไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
คู่ค้ากดดันไทยสู่ Net Zero
นับตั้งแต่การประชุม Conference of the Parties เป็นการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) ประเทศไทยได้เป็นหนึ่งในประเทศที่ประกาศเจตนารมณ์การที่จะเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน และมีเป้าหมายสูงสุด คือ Net Zero แต่ประเทศไทยเองก็ยังคงเป็นฐานการผลิตของโลกทั้งในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร
และนี่จึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไทยจะสามารถเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมให้ปล่อยหรือลดมลพิษลงได้โดยง่าย แต่การที่ถูกกดดันจากการค้าโลกด้วยมาตรการกีดกันทางด้านภาษีอย่างในอเมริกา และยุโรป ทำให้ไทยต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
“นายเกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “สิ่งแวดล้อม” ได้กลายมาเป็นความท้าทายใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องรับมือ ไม่แพ้เรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (เทรดวอร์) จะเห็นได้จากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกวันนี้บ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น มันเป็นการส่งสัญญาณที่น่ากลัว ทำให้ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าอย่าง อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลี ต้องเร่งให้ประเทศไทยพยายามให้ไปถึง Net Zero ให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี หรือภายในปี 2593 ก่อนที่ภัยธรรมชาติจะทำลายภาคการเกษตร
ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเกษตรทั้งระบบ ลากเอาระบบเศรษฐกิจล้มไปด้วย และนั่นจะทำให้การดึงเม็ดเงินการลงทุนและความเชื่อมั่นในประเทศไทยทำได้ยากขึ้น ความยากของเรื่องนี้คือการที่ต้องช่วยกันและร่วมมือกัน
ปัจจุบัน ส.อ.ท. มี 46 กลุ่มอุตสาหกรรม 11 คลัสเตอร์ เป็นทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิมและอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งหมดนี้ได้เริ่มสู่การปรับตัวโดยมีโจทย์ที่ว่า นับจากนี้จะต้องดำเนินธุรกิจด้วยความยั่งยืน ใช้พลังงานสะอาด และจะต้องเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว “BCG” จึงเป็นนโยบายของประเทศที่เรียกได้ว่ารัฐบาลได้เดินมาถูกทาง ดังนั้นอุตสาหกรรมหลักที่เป็น S-curve ในกลุ่ม Nex Gen Industry จะต้องอยู่ภายใต้กรอบนี้ทั้งหมด เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเพื่อสิ่งแวดล้อม
แต่มันยังเป็นการสร้างบรรยากาศของความพร้อมที่จะสร้างความเชื่อมั่น ดึงการลงทุนเข้ามาประเทศไทยได้ไม่น้อย เพราะประเทศไทยยังคงเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่กำลังคิดย้ายฐานการผลิต และจากนี้ไทยจะต้องขอเป็นผู้เลือกที่จะต้องเป็น BCG SDG ESG
ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังผลักดันภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านนโยบาย ONE FTI โดยยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ อุตสาหกรรมสีเขียว และ Net Zero
สำหรับ NOW Thailand วันนี้ไม่ใช่แค่แผนหรือแนวคิด แต่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน ประชาสังคม และสถาบันการเงิน ในการเร่งรัดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Next-Gen Industry ที่เน้นความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยเป้าหมายร่วมกันภายใต้แนวคิด ONE FTI (One Vision, One Team, One Goal) ส.อ.ท. และ กนอ. พร้อมเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
แก้กฎหมายคุมบริษัทกำจัดกาก
ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น ถูกมุ่งเป้าไปที่โรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในส่วนของโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยจากข้อมูลกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่า ในระบบมีบริษัทกำจัดกากอุตสาหกรรมอยู่ที่ 64 บริษัท ขึ้นทะเบียนเข้าอยู่ในระบบ 27 บริษัท หรือประมาณ 40% และภายในอีก 2 ปี (2567-2568) จะต้องเร่งดึงให้บริษัทเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้ครบทั้งหมด แม้จะมีสัดส่วนที่ 75% ของบริษัทกำจัดกากทั้งหมดในประเทศ
แต่อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญกับการที่ภาคอุตสาหกรรมไทยจะดูแลเรื่องของสิ่งแวดล้อม จะต้องควบคุมบริษัทที่มีผลต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วย จากนั้นจะขยายผลไปสู่บริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท. จากก่อนหน้านี้โฟกัสไปที่เรื่องของโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นผู้ปล่อยน้ำเสีย ควัน และมลพิษต่าง ๆ แต่ขณะนี้ต้องกลับมามองเรื่องของ “ผู้กำจัดกาก” (Waste Procescer) โดยเฉพาะบทลงโทษ
เมื่อกติกาใหม่กดดันให้อุตสาหกรรมไทยต้องคำนึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มันคือปัจจัยเชิงบวกที่เป็นด้านดีเพราะจะเป็นการสร้างแต้มต่อให้กับประเทศไทยที่จะดึงการลงทุนเข้ามา เมื่อประเทศไทยพร้อม แน่นอนว่านี่คือการแข่งขันได้ในอนาคต ซึ่งมันจะรองรับการลงทุนที่กำลังจะเข้ามาอย่างอุตสาหกรรม PCB ซึ่งเข้ามาลงทุนกว่า 3,000 บริษัท และมันจะเพิ่มขึ้นไปถึงระดับหมื่นล้านบาท เมื่อโครงการที่อยู่ระหว่างการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้อนุมัติอีกกว่า 80 บริษัทในไม่ช้านี้
สิ่งที่ไทยจะต้องเตรียมตัวคือ การเตรียมความพร้อมเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำปริมาณมาก และยังมีการปล่อยน้ำเสียที่เป็นกรดออกสู่สาธารณะ ดังนั้นการนำเข้ากลับมาใช้ใหม่คือสิ่งที่ต้องทำ เป็นโจทย์ที่ต้องช่วยกันป้องกัน เป้าหมายคือไทยจะต้องเป็นผู้นำในเรื่องของอุตสาหกรรมสีเขียวให้ได้
5 เรื่องแลก 2 เรื่องจากเอกชน
ตามภารกิจที่ได้กำหนดไว้ 5 เรื่องของ“นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คือ “การจัดการกาก น้ำ อากาศ ที่กระทบกับชุมชน” ที่จำเป็นต้องเร่งแก้กฎหมายเพื่อสกัดบริษัทที่อยู่นอกกรอบ โดยเฉพาะการแก้กฎหมายที่จะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐสามารถลงตรวจ รายงานที่จะช่วยบริหารจัดการบริษัท โรงงานอุตสาหกรรมที่ไร้ระเบียบมากขึ้น ระเบียบมาลงโทษ พร้อมสนับสนุนในส่วนที่ต้องการความช่วยเหลือ รัฐได้ทำ 5 เรื่องเพื่อช่วยอุตสาหกรรม
ดังนั้นจึงขอแลกกับภาคเอกชนรวมถึงนักลงทุนทุกราย 2 เรื่อง “ช่วยรับผิดชอบสิ่งแวดล้อม และช่วย Save อุตสาหกรรมไทย” 2 เรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากทั้งหมดได้ช่วยกันควบคู่ไปกับการที่กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมหารือบีโอไอ เพื่อออกมาตรการกระตุ้นการลงทุนระลอกใหม่เช่นกัน
แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ปี 2567 จะขยายตัว 2.3% แต่เพื่อรักษาการเติบโตในระยะยาว จำเป็นต้องกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ยกระดับด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยต้องมุ่งสู่ความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ทั้งจากสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้า
มันคือสิ่งที่รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและโครงสร้างการผลิต โดยจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ “Now Thailand”
ทั้งนี้ ประเทศไทยไม่เพียงแต่เป็นจุดหมายปลายทางการลงทุน แต่เป็น “ทางด่วน” ที่จะเร่งการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กระทรวงอุตสาหกรรม มีนโยบายขับเคลื่อน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นพิษ การส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และการสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ โดยมียุทธศาสตร์ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
โดยมุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการให้บรรลุเป้าหมายของอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน ตามแนวทาง MIND 4 มิติ ได้แก่ ความสำเร็จทางธุรกิจ ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ความลงตัวกับกติกาสากล และการกระจายรายได้สู่ชุมชน
ปั้นหมุดดึงนักลงทุนมาไทย
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ในฐานะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมคือกลไกส่วนหนึ่งในการที่จะเข้ามาเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมไทยไปสู่ Net Zero “นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ” กรรมการ และรักษาการผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยที่ลงทุนอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงเอกชนผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ภายในปี 2593 ทั้งหมดจะต้องผ่านแนวทาง 3R คือ
1.ลด การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.หมุนเวียน พลังงานธรรมชาติหรือพลังงานที่สะอาด อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ 3.”ชดเชย” คาร์บอนที่ถูกนำมาใช้ด้วยกิจกรรม อาทิ การปลูกป่า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน หรือการซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อการดำเนินการให้เกิดความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ ทั้งหมดนี้เพื่อให้สอดรับกับนโยบายการปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยึดหลัก สะอาด สะดวก โปร่งใส นำพาภาคอุตสาหกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
จะเห็นได้จากตัวอย่างที่ดีจากผู้ที่ได้รับรางวัลเด่น ๆ เช่น นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ-ที่รับรองใหม่ระดับ Eco-World Class ของนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) โดย กนอ.ร่วมกับ บริษัท ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์น อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด และนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ โดย กนอ.ร่วมกับ บริษัท เอ็ม ดี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) เช่นเดียวกับรางวัลนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ-ที่ต่ออายุการรับรองระดับ Eco-World Class ของนิคมอุตสาหกรรมหนองแค โดย กนอ.ร่วมกับบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย โดย กนอ.ร่วมกับบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด
การที่มีตัวอย่างที่ดีเพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นหมุดหมายการลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โจทย์ใหญ่ อุตสาหกรรมไทย คู่ค้ากดดัน Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net